เมื่อ AI กำลังกลายเป็น ยาสามัญประจำทุก ๆ บ้าน ก้าวกระโดดครั้งใหญ่วงการแพทย์ ฟังประเด็นเหล่านี้ได้ที่งาน Healthspan

เทคโนโลยีขยับเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที ตั้งแต่สมาร์ทวอทช์บนข้อมือที่คอยนับก้าวไปจนถึงแอปพลิเคชันในมือถือที่ช่วยจัดการความเครียด แต่มีสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะก้าวตามเทคโนโลยีไม่ทันเสมอนั่นคือ ระบบสาธารณสุข ที่ยังคงเต็มไปด้วยความซับซ้อนและภาระงานมหาศาล 

ทว่าในวันนี้ นพ. Robert Wachter กูรูด้านเทคโนโลยีการแพทย์จาก UCSF กำลังจะบอกเราว่า เรากำลังยืนอยู่บนปากเหวของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การรักษาพยาบาล ผ่านหนังสือเล่มใหม่ของเขาที่ชื่อว่า A Giant Leap โดยเขามองว่าเรากำลังยืนอยู่บนทางแยกที่อันตรายและน่าตื่นเต้นที่สุดในประวัติศาสตร์การแพทย์ เพราะ AI ไม่ได้แค่กำลังจะมาเป็นเครื่องมือ แต่มันกำลังจะกลายเป็นสมองส่วนที่สองที่อาจทำให้ทักษะหมอแบบเดิม ๆ กลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปเลย

เพราะวันนี้ AI กำลังเข้ามาทะลายกำแพงที่เรียกว่า Pajama Time หรือมหกรรมปั่นเอกสารช่วงดึกของหมอให้หายไป ระบบ AI Scribe อัจฉริยะกำลังทำหน้าที่เป็น หู' และ 'มือ' ที่คอยจดบันทึกทุกคำพูดขณะตรวจคนไข้ นี่ไม่ใช่แค่ความสะดวก แต่มันคือการคืนความเป็นมนุษย์กลับสู่ห้องตรวจ 

จริยธรรม vs อัลกอริทึม

แต่ก่อนที่จะไปพูดถึงจุดนั้น Wachter ได้ชวนให้เราฉุกคิดว่า  หาก AI สามารถทำงานบางส่วนแทนหมอได้ดีขนาดนั้น มันก็อาจทำให้หมอเก่งน้อยลง

ผลการศึกษาลับชี้ให้เห็นว่าหมอที่พึ่งพา AI ช่วยส่องกล้องหาติ่งเนื้อ พอไม่มี AI ช่วย กลับกลายเป็นว่าสายตาพร่ามัวมองข้ามจุดอันตรายไปเสียดื้อ ๆ นี่คือภาวะ De-skilling หรือทักษะถดถอยที่วงการเทคต้องเร่งหาทางแก้ "เรากำลังเสี่ยงที่จะสร้างหมอรุ่นใหม่ที่ Never-skilling หรือไม่เคยสร้างทักษะขึ้นมาด้วยตัวเองเลยตั้งแต่ต้น" นพ. Robert Wachter กล่าว

คำถามคือ เราจะไว้ใจวิจารณญาณของโค้ดบรรทัดสั้น ๆ ในนาทีที่มีชีวิตเป็นเดิมพันได้แค่ไหน ?

AI วันนี้อาจจะสอบผ่านใบประกอบวิชาชีพได้คะแนนเต็ม แต่มันยังขาดกึ๋นและประสบการณ์ที่มนุษย์มีมานานนับทศวรรษ อนาคตที่เราต้องการไม่ใช่ AI ที่เก่งจนมนุษย์กลายเป็นคนขี้เกียจ แต่เป็น AI ที่คอยลับคมให้มนุษย์เก่งขึ้นไปอีกขั้น

สุดท้ายแล้ว บทสรุปของ HealthTech Revolution ในมุมมองของ นพ. Robert Wachter ไม่ใช่การตั้งคำถามว่า AI จะมาแทนที่หมอได้เมื่อไหร่ แต่คือการที่เหล่าผู้เล่นใน Ecosystem ทั้งหมอ นักพัฒนา และนโยบายรัฐ จะร่วมกันนิยาม Trust บนโลกดิจิทัลขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร

ชัยชนะที่แท้จริงของการก้าวกระโดดครั้งนี้ ไม่ใช่การมีอัลกอริทึมที่วินิจฉัยโรคได้แม่นยำที่สุด แต่คือการใช้ AI เข้ามาปลดล็อกพันธนาการของงานรูทีน เพื่อคืนความเป็นมนุษย์ และเวลากลับไปให้คนไข้และผู้รักษา ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่ปล่อยให้ความล้ำสมัยทำให้เราขี้เกียจจนสูญเสียสัญชาตญาณและความเชี่ยวชาญที่เป็นหัวใจสำคัญของการมีชีวิต

เพราะในโลกของการแพทย์ที่มีเดิมพันเป็นชีวิต... AI อาจเป็นผู้ช่วยที่เก่งที่สุด แต่วิจารณญาณของมนุษย์ คือปราการด่านสุดท้ายที่เราเสียไปไม่ได้เด็ดขาด

อ้างอิง: magazine.ucsf.edu

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

SPEAR-H Accelerator เบื้องหลังโครงการที่ช่วย Health Tech ไทย พาของดี ไปสู่ของที่ระบบใช้จริง

ระยะห่างระหว่าง 'ผ่านการทดสอบในแล็บ' กับ 'ใช้งานได้จริงในโรงพยาบาล' คือช่วงที่นวัตกรรมไทยจำนวนมากสะดุดและไปต่อไม่ได้ ในธุรกิจ Health Tech ระยะห่างนี้ยาวกว่าที่หลายคนคิด...

Responsive image

AI ออกแบบสัญญาณกระตุ้นสมองให้ ‘ดวงตาเทียม’ แม่นขึ้น เรียนรู้สมองคนว่าตอบสนองยังไง แล้วค้นหาสัญญาณที่จะได้ผลตามเป้า

ทีมวิจัย UCSB, ETH Zurich และ Miguel Hernández ใช้ Deep Learning ออกแบบสัญญาณกระตุ้นสมองให้อุปกรณ์ดวงตาไบโอนิก ผลทดสอบในผู้เข้าร่วมวัย 27 ปีพบว่าแม่นยำกว่าวิธีมาตรฐานและใช้กระแสไฟน...

Responsive image

Fitbit ซิงก์เข้า Apple Health ได้แล้ว ก้าว การนอน สัญญาณชีพ ไหลเข้าครบ

Google Health 5.05 เพิ่มการซิงก์ข้อมูลสองทางกับ Apple Health ทำให้ข้อมูล Fitbit ทั้งการออกกำลังกาย การนอน สัญญาณชีพ และจำนวนก้าว ส่งเข้า Apple Health ได้โดยตรง ปิดฉากยุคต้องพึ่งแอป...