
ในโลกของการแพทย์สมัยใหม่ แม้เราจะมีความก้าวหน้าในการคิดค้นตัวยาที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงใด แต่กำแพงที่ใหญ่ที่สุดที่กั้นขวางความสำเร็จในการรักษาไม่ใช่เรื่องของชีวเคมี แต่กลับเป็นเรื่องของพฤติกรรมมนุษย์ ปัญหาการไม่รับประทานยาตามแพทย์สั่ง เป็นวิกฤตเงียบที่สร้างความสูญเสียมหาศาล ทั้งในแง่ของชีวิตผู้ป่วยที่เสียชีวิตโดยป้องกันได้นับแสนรายต่อปี และในแง่เศรษฐกิจที่ระบบสาธารณสุขต้องสูญเสียเม็ดเงินไปหลายพันล้านดอลลาร์จากการรักษาที่ล้มเหลว
เพื่อทลายกำแพงนี้ ทีมวิศวกรจาก สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) จึงได้พัฒนานวัตกรรมล่าสุด เป็น 'แคปซูลยาอัจฉริยะ' ที่ไม่ได้มีดีแค่ตัวยา แต่สามารถส่งสัญญาณบอกแพทย์ได้ว่าคนไข้ได้กลืนยาลงท้องไปแล้วจริงๆ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเข้ามาอุดช่องโหว่ของการติดตามผลการรักษาในอนาคต
Giovanni Traverso รองศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเครื่องกลจาก MIT และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหาร หัวหน้าทีมวิจัยชุดนี้ระบุว่า ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการสร้างแคปซูลที่ปล่อยยาได้ยาวนาน ซึ่งอยู่ในร่างกายได้เป็นสัปดาห์ แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้กับยาทุกชนิด ดังนั้นโจทย์ใหม่จึงไม่ใช่การเปลี่ยนตัวยา แต่เป็นการหาทางช่วยให้แพทย์และผู้ป่วยมั่นใจได้ว่ามีการรับประทานยาเกิดขึ้นจริง
แนวคิดเรื่องการใช้คลื่นวิทยุ (Radio Frequency - RF) เพื่อติดตามยาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความท้าทายในอดีตคืออุปกรณ์ส่งสัญญาณมักทำจากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งและไม่ย่อยสลาย ซึ่งเสี่ยงต่อการเข้าไปอุดตันในทางเดินอาหารหากต้องใช้งานเป็นประจำ ทีม MIT จึงต้องออกแบบระบบใหม่ทั้งหมด โดยมีหัวใจสำคัญคือต้องเป็นอุปกรณ์ที่ปลอดภัย และ ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

นวัตกรรมที่ทีม MIT พัฒนาขึ้นคือการฝังระบบเสาอากาศ RF แบบพิเศษเข้าไปในแคปซูลยาปกติ โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ภายในตัวเม็ดยา
ความกังวลใหญ่สุดของอุปกรณ์ชนิดทานได้คือการตกค้างในร่างกาย ทีมวิจัยยืนยันว่าระบบนี้ออกแบบมาให้เป็นมิตรต่อระบบทางเดินอาหารอย่างแท้จริง ส่วนประกอบเกือบทั้งหมด รวมถึงเสาอากาศสังกะสีและเซลลูโลส จะย่อยสลายไปเองภายในระยะเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์
ส่วนประกอบเดียวที่ไม่ย่อยสลายคือชิป RF ขนาดจิ๋ว ซึ่งเป็นชิปมาตรฐานที่มีขนาดเพียง 400 x 400 ไมโครเมตร (เล็กกว่าเม็ดทราย) ด้วยขนาดที่เล็กมากนี้ ทำให้มันสามารถเดินทางผ่านระบบทางเดินอาหารและถูกขับถ่ายออกมาตามธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ก่อให้เกิดการอุดตันหรือผลข้างเคียงใดๆ
แม้เทคโนโลยีนี้จะดูเหมือนสามารถใช้ได้กับทุกคน แต่ในเชิงกลยุทธ์และการแพทย์ ทีมวิจัยวางแผนที่จะนำไปใช้กับกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงเป็นลำดับแรก ซึ่งประกอบด้วย
จากการทดสอบในสัตว์ทดลอง (หมู) พบว่าระบบสามารถส่งสัญญาณผ่านเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารออกมายังเครื่องรับที่อยู่ห่างออกไปได้ถึง 2 ฟุต (ประมาณ 60 เซนติเมตร) ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานจริง
วิสัยทัศน์ของทีมวิจัยคือการพัฒนาเครื่องรับสัญญาณให้เป็น อุปกรณ์สวมใส่ที่ผู้ป่วยพกพาได้ง่าย เมื่อทานยาเข้าไป อุปกรณ์นี้จะรับรู้ได้ทันทีและส่งข้อมูลไปยังสมาร์ทโฟนหรือระบบคลาวด์ของโรงพยาบาล ทำให้แพทย์สามารถมอนิเตอร์คนไข้ได้แบบ Real-time และสามารถแจ้งเตือนหากคนไข้ลืมทานยาได้ทันท่วงที
ปัจจุบันโครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากองค์กรยักษ์ใหญ่ทั้ง Novo Nordisk และ ARPA-H ของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยทีมงานกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการทดสอบทางคลินิกในมนุษย์ ซึ่งหากประสบความสำเร็จ นี่จะไม่ใช่แค่ชัยชนะทางวิศวกรรม แต่จะเป็นการปฏิวัติมาตรฐานการดูแลรักษาผู้ป่วยครั้งสำคัญ ที่เทคโนโลยีช่วยเชื่อมต่อระหว่างยา และ คน ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ที่มา: News MIT
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด