Anthropic เผยผล Claude ออกแบบโปรตีนสำเร็จ 14 จาก 15 เป้าหมาย งานที่นักวิจัยใช้เวลาเป็นเดือน Claude ทำจบใน 48 ชั่วโมง

Anthropic ส่งงานออกแบบโปรตีนที่ Claude คิดขึ้นเองไปให้ห้องแล็บภายนอกสองแห่งผลิตและทดสอบจริง ผลที่ได้กลับมาคือ จาก 15 โปรตีนเป้าหมาย Claude ออกแบบตัวจับได้สำเร็จถึง 14 เป้าหมาย และอัตราความสำเร็จของแบบแต่ละชิ้นอยู่ที่ 22% ถึง 35% เทียบกับค่ามาตรฐานของวงการที่อยู่ราว 10% ถึง 15% เท่านั้น

นี่คือหนึ่งในสองการทดลองที่ Anthropic เพิ่งเผยแพร่ เพื่อวัดว่า AI ช่วยเร่งงานวิจัยด้านชีววิทยาศาสตร์ได้มากแค่ไหน อีกการทดลองหนึ่งคือการโยนไฟล์ดิบจากเครื่องมือวิเคราะห์ทางเคมีให้ Claude Opus 5 อ่านเอง พร้อมคำสั่งสั้น ๆ แค่สองประโยค แล้วพบว่าโมเดลส่งผลวิเคราะห์ที่ตรงกับห้องแล็บมืออาชีพกลับมาภายใน 23 นาทีและ 19 นาที

งานที่เคยกินเวลาหลายเดือน จบในเซสชันเดียว

สิ่งที่ Claude ถูกสั่งให้ออกแบบเรียกว่า Minibinder ซึ่งเป็นโปรตีนขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เกาะติดโปรตีนเป้าหมายให้แน่นที่สุด กลไกการเกาะติดแบบนี้คือหัวใจของยาสมัยใหม่จำนวนมาก เพราะเมื่อโมเลกุลยาไปเกาะกับเป้าหมายได้ มันจึงยับยั้ง กระตุ้น หรือส่งสารบางอย่างเข้าไปที่เป้าหมายนั้นได้

การออกแบบตัวจับขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยไม่ลอกแบบจากธรรมชาติ หรือที่วงการเรียกว่า De Novo Design เคยเป็นงานที่วิศวกรโปรตีนต้องใช้เวลาหลายเดือนต่อหนึ่งเป้าหมาย ทั้งการคำนวณ การปรับแต่ง และการคัดกรอง แม้ช่วงหลังจะมีโมเดล Machine Learning เข้ามาช่วยออกแบบและจัดอันดับว่าแบบไหนน่าจะเกาะได้ แต่การจะเดินเครื่องมือเหล่านั้นยังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์คอยประสานงานเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์อยู่ดี

รอบนี้ Anthropic ให้ Claude ลงมือเองทั้งกระบวนการผ่าน Claude Science ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานสำหรับงานวิจัย โมเดลเป็นคนเลือกเองว่าจะออกแบบให้เกาะตรงจุดไหนของโปรตีนเป้าหมาย สร้างโครงสร้างและลำดับกรดอะมิโนที่เป็นตัวเลือก สั่งงานโมเดลเฉพาะทางหลายตัวทั้งฝั่งออกแบบโครงสร้าง ออกแบบลำดับ และโมเดล Co-folding ที่ทำนายโครงสร้างของโปรตีนพร้อมสิ่งที่มันไปเกาะในครั้งเดียว จากนั้นวนปรับแต่งบนคอมพิวเตอร์หลายรอบ แล้วคัดกรองเหลือเฉพาะตัวเลือกที่แปลกใหม่ ผลิตออกมาได้จริง ละลายน้ำได้ และน่าจะเกาะเป้าหมายได้

สิ่งที่มนุษย์ทำมีแค่การกดอนุมัติคำขอบางอย่างของ Claude เช่น การขอเข้าถึงเครือข่าย การดูแลโครงสร้างพื้นฐานให้เซสชันทำงานต่อเนื่อง และการสั่งผลิตแบบที่ได้ไปทดสอบ นอกเหนือจากคำสั่งตั้งต้นความยาวราว 30,000 Token ที่ให้ไปตอนเริ่ม ทีมงานไม่ได้ให้คำแนะนำเชิงวิทยาศาสตร์หรือเทคนิคเพิ่มอีกเลย ทรัพยากรที่เตรียมไว้ให้มีทั้งอินเทอร์เน็ต คลังเอกสารงานวิจัยด้านการออกแบบโปรตีน ตัวเชื่อมต่อกับ Google Drive, Slack, Gmail และ BioRxiv ชิปประมวลผลกราฟิก (GPU) สำหรับรันโมเดลเฉพาะทาง รวมถึงการเปิดโหมด Fast Mode และไม่จำกัดจำนวน Token กับ Sub-agent ภายในเวลาที่กำหนด

ยิ่งโฟกัสทีละเป้าหมาย ยิ่งได้ผลดี

การทดลองแบ่งเป็นสองโหมด โหมดแรกคือให้ออกแบบทุกเป้าหมายพร้อมกันในเซสชันเดียวภายใน 48 ชั่วโมง โดยใช้เวลาประมวลผลบนชิป NVIDIA H100 ได้สูงสุด 12,500 ชั่วโมง ผลคือ Mythos Preview ทำอัตราความสำเร็จได้ 26.7% ส่วน Opus 4.8 อยู่ที่ 22.6%

โหมดที่สองคือให้โฟกัสทีละเป้าหมาย โดยแยกเป็นเซสชันละ 24 ชั่วโมง ใช้เวลาประมวลผลได้เป้าหมายละ 2,500 ชั่วโมง แล้วรันทุกเป้าหมายไปพร้อมกัน วิธีนี้ใกล้เคียงกับที่วิศวกรโปรตีนตัวจริงทำงานมากกว่า และผลลัพธ์ก็ดีขึ้นชัดเจน Mythos Preview ทำอัตราความสำเร็จรวมได้ถึง 35.1%

เมื่อรวมทุกโหมด Claude ผลิตตัวจับที่ยืนยันแล้วได้ 354 ชิ้น จากแบบทั้งหมด 1,320 ชิ้น ครอบคลุม 14 จาก 15 เป้าหมาย ตัวเลขนี้ถือว่าใหญ่มากเมื่อเทียบกับคลังข้อมูลสาธารณะที่มีอยู่ เพราะสองคลังที่ใหญ่ที่สุดของวงการรวมกันมีตัวจับราว 770 ชิ้นจากแบบ 5,700 ชิ้น ครอบคลุม 40 เป้าหมาย

ในจำนวนนี้มีตัวจับที่จัดว่าเกาะแน่นระดับสูง หรือมีค่าคงที่การแยกตัวที่สมดุล (Equilibrium Dissociation Constant หรือ KD) ต่ำกว่า 10 นาโนโมลาร์ อย่างน้อย 6 เป้าหมาย และมีอย่างน้อย 4 เป้าหมายที่ทำได้เท่าหรือดีกว่าสถิติที่เคยตีพิมพ์มา ความแน่นในการเกาะเป็นเรื่องสำคัญ เพราะยาที่เกาะเป้าหมายได้แน่นจะออกฤทธิ์ได้ที่ปริมาณต่ำกว่า ซึ่งแปลว่าความเสี่ยงเรื่องผลข้างเคียงและต้นทุนการผลิตลดลงตามไปด้วย

สนามแข่งจริง 40% เทียบกับ 3.7%

เป้าหมายที่ Anthropic เลือกมาส่วนใหญ่เป็นเป้าหมายมาตรฐานที่วงการใช้วัดผลกันอยู่แล้ว รวมถึงชุด BenchBB ของ Adaptyv Bio ทั้งชุด เพื่อให้เทียบตัวเลขกับผลงานที่เคยตีพิมพ์ได้ และยังเติมเป้าหมายใหม่อีกสองตัวคือ 15-PGDH กับ GDF-8 จากการแข่งขันล่าสุดของ Adaptyv Bio เพื่อกันไม่ให้ Claude ไปหยิบคำตอบสำเร็จรูปจากข้อมูลฝึกหรือจากการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต โดยทุกเป้าหมายมีเงื่อนไขบังคับว่า Claude ต้องตรวจสอบเองว่าแบบที่ออกมาไม่ซ้ำกับของเดิม

ผลที่น่าสนใจที่สุดอยู่ที่ RBX1 ซึ่งเป็นโปรตีนขนาดเล็กที่ทำหน้าที่สั่งทำลายโปรตีนควบคุมบางชนิด Mythos Preview ในโหมดโฟกัสทีละเป้าหมายทำอัตราความสำเร็จได้ 40% ขณะที่ผู้เข้าแข่งขันในรายการของ Adaptyv Bio ทำได้เฉลี่ยเพียง 3.7% และแบบที่ได้อันดับหนึ่งของ Claude ยังเกาะแน่นกว่าแบบที่ชนะการแข่งขันซึ่งคัดมาจากผลงานที่ส่งเข้าประกวด 245 ชิ้น

การผลิตและทดสอบทั้งหมดไม่ได้ทำโดย Anthropic เอง แต่ส่งให้ Adaptyv Bio และ Twist Bioscience เป็นผู้ผลิตและทดสอบในห้องแล็บอย่างอิสระ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ปกติกินเวลาเป็นสัปดาห์และเป็นเหตุผลที่ผลลัพธ์ชุดนี้เพิ่งถูกเปิดเผยตอนนี้

โจทย์หินที่หลายทีมผู้เชี่ยวชาญยังทำไม่สำเร็จ แต่ Opus 4.8 ทำได้

TNFα คือโปรตีนส่งสัญญาณที่ระบบภูมิคุ้มกันปล่อยออกมาเพื่อกระตุ้นการอักเสบ และการยับยั้งมันคือหลักการทำงานของยาที่สร้างผลกระทบมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลกอย่าง Humira ปัญหาคือมันออกแบบยาก เพราะโครงสร้างของมันประกอบจากหลายหน่วยย่อย ทำให้ต้องเล็งไปที่ร่องที่เกิดจากโปรตีนสองตัวประกบกัน หลายทีมผู้เชี่ยวชาญยังทำไม่สำเร็จ

ที่พลิกความคาดหมายคือ Opus 4.8 ทำได้ ส่วน Mythos Preview ซึ่งเป็นโมเดลที่เก่งกว่าในภาพรวมกลับทำไม่ได้ Opus 4.8 ออกแบบตัวจับได้หลายชิ้น และบางชิ้นยังเกาะข้ามสายพันธุ์ได้ทั้งกับ TNFα ของมนุษย์ ลิงแสม และหนู ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการทดลองในสัตว์ Anthropic ยอมรับตรง ๆ ว่ายังไม่รู้สาเหตุ และอธิบายว่าเมื่อประเมินความสามารถของโมเดล ทีมงานมองในภาพรวม การที่โมเดลที่เก่งน้อยกว่าจะทำได้ดีกว่าในบางจุดจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกสำหรับงานที่ซับซ้อนขนาดนี้

อีกความสามารถที่สะท้อนว่าโมเดลเข้าใจโครงสร้างโปรตีนจริง คือการออกแบบตัวจับที่มีโครงสร้างแบบ β-sheet ตัวจับที่ออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักเป็นมัดของเกลียว α-helix เพราะออกแบบง่ายกว่า ขณะที่ β-sheet ต้องให้สายกรดอะมิโนที่ยืดออกมาเรียงประกบกันพอดี ซึ่งพลาดง่ายทั้งเรื่องการพับผิดรูปและการจับตัวเป็นก้อน Claude ออกแบบตัวจับที่ยืนยันแล้วได้ 15 ชิ้นจาก 10 โครงร่างที่ต่างกัน ครอบคลุม 6 เป้าหมาย โดยแต่ละชิ้นมีสัดส่วนโครงสร้างแบบ β อย่างน้อย 20%

เป้าหมายที่ Claude ยังเอาไม่ลง

Anthropic ไม่ได้เล่าแต่ด้านที่สำเร็จ เป้าหมายอย่าง BBF-14 และ Maltose Binding Protein (MBP) ยังเป็นโจทย์ที่ยาก BBF-14 เป็นโปรตีนทรงถังที่ไม่มีอยู่ในธรรมชาติ เพราะมันถูกออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด และถูกใช้เป็นโจทย์วัดผลก็เพราะความใหม่นี่เอง Claude ยังพอทำตัวจับออกมาได้ 3 ชิ้นจากคนละสายการทดลองและคนละโครงร่าง แต่เกาะได้แค่ระดับปานกลาง

ส่วน MBP หนักกว่านั้น มันเป็นโปรตีนแบคทีเรียขนาดใหญ่ที่ยืดหยุ่นและมีผิวเรียบชอบน้ำ คุณสมบัติที่ทำให้มันเป็นสารทดสอบชั้นดีในห้องแล็บ กลับทำให้แทบไม่มีจุดให้ตัวจับเกาะเลย ผลคือจากแบบทั้งหมด 90 ชิ้น ไม่มีชิ้นไหนยืนยันได้ว่าเกาะเป้าหมายได้จริง มีเพียงชิ้นเดียวที่ให้สัญญาณการเกาะอ่อน ๆ แบบที่ทำซ้ำได้

นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่ 16 คือ GDF-8 แบบ Mature ที่ไม่ได้ถูกนำมารายงานผล เพราะข้อมูลจากการทดลองสรุปไม่ได้ จากปัญหาการจับตัวเป็นก้อนของโปรตีนเป้าหมายเอง Anthropic ระบุว่าจะทำการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันอัตราความสำเร็จและค่าความแน่นในการเกาะอีกครั้ง พร้อมเปิดเผยคำสั่งที่ใช้ โมเดลโครงสร้างของสารประกอบที่ออกแบบ และข้อมูลการทดลองทั้งหมดออกสู่สาธารณะ

ความสามารถแบบนี้มีสองด้านเสมอ

Anthropic พูดถึงประเด็นนี้ตรง ๆ ว่าความสามารถในการวิจัยแบบอัตโนมัติที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้เร่งแค่การพัฒนายาและการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นความสามารถแบบสองทาง (Dual-use) ที่ถ้าไม่มีมาตรการความปลอดภัยที่รัดกุมพอ ก็เปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีนำไปทำวิจัยที่เป็นอันตรายได้ เช่น การพัฒนาอาวุธชีวภาพ

ด้วยเหตุนี้ ความสามารถด้านการออกแบบโปรตีนและงานชีววิทยาที่เข้าข่ายสองทางจึงยังถูกปิดไว้ในโมเดลที่เก่งที่สุดอย่าง Claude Fable 5 สำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยบริษัทระบุว่าหนึ่งในเรื่องที่ให้ความสำคัญสูงสุดคือการเปิดโครงการให้นักวิทยาศาสตร์เข้าถึงความสามารถกลุ่มนี้ผ่านช่องทางที่ตรวจสอบแล้ว และจะมีรายละเอียดออกมาเร็ว ๆ นี้ ระหว่างนี้ Opus 5 ยังเป็นโมเดลที่เก่งที่สุดที่เปิดให้ใช้ทั่วไป

จากออกแบบโมเลกุล สู่การอ่านผลจากเครื่องมือจริง

การทดลองที่สองสลับโจทย์จากการสร้างโมเลกุลใหม่ มาเป็นการอ่านผลวัดของโมเลกุลที่ผลิตเสร็จแล้ว ซึ่งเป็นงานที่นักเคมีต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่สังเคราะห์โมเลกุลขึ้นมาหนึ่งตัว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามันคือสิ่งที่ตั้งใจจะสร้างจริงหรือไม่ และบริสุทธิ์แค่ไหน

เครื่องมือหลักคือ Nuclear Magnetic Resonance (NMR) Spectroscopy ซึ่งให้ผลออกมาเป็นชุดยอดสัญญาณ แต่ละยอดแทนอะตอมไฮโดรเจนหรือกลุ่มไฮโดรเจนที่เทียบเท่ากันในโมเลกุล ตำแหน่งของยอดบอกว่าไฮโดรเจนตัวนั้นเกาะอยู่กับอะไร ส่วนขนาดของยอดบอกว่ามันแทนไฮโดรเจนกี่ตัว งานที่กินเวลามากที่สุดคือการที่นักเคมีต้องนั่งจับคู่ทีละยอดกับอะตอมในโครงสร้างที่เสนอไว้ด้วยมือตัวเอง

อีกเครื่องมือคือ Liquid Chromatography-Mass Spectrometry (LC-MS) ที่ใช้วัดความบริสุทธิ์เป็นหลัก โดยแยกตัวอย่างออกเป็นองค์ประกอบย่อยขณะไหลผ่านคอลัมน์ วัดปริมาณแต่ละตัวจากการดูดกลืนแสงอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet หรือ UV) แล้วจึงวัดมวลโมเลกุล จุดที่ทรมานไม่ใช่การรันเครื่อง เพราะ NMR ใช้เวลาเพียงสองถึงสามนาที และ LC-MS ราว 10 นาที แต่คือการแกะไฟล์ผลลัพธ์ที่ออกมาในรูปแบบเฉพาะของผู้ผลิตเครื่องแต่ละราย ซึ่งตั้งใจให้เปิดได้แค่ในซอฟต์แวร์ของผู้ผลิตรายนั้นเท่านั้น

Anthropic จึงส่งไฟล์ดิบจากห้องแล็บรับจ้างวิเคราะห์ตัวอย่างควบคุมคุณภาพตามปกติให้ Claude Opus 5 พร้อมคำสั่งภาษาชาวบ้านสั้น ๆ ไม่มีซอฟต์แวร์ของผู้ผลิต ไม่มีคนคุมเครื่อง คำสั่งฝั่ง NMR เขียนสั้นแค่ว่าให้แปลงสัญญาณดิบ ปรับเฟส แก้เส้นฐาน แสดงสเปกตรัม แล้วเลือกยอดสัญญาณพร้อมทำตารางค่าออกมา ส่วนฝั่ง LC-MS สั้นยิ่งกว่า คือให้ประมวลผลไฟล์ดิบ ดึงกราฟและสเปกตรัมมวลออกมา แล้วสรุปพร้อมภาพประกอบ

25 นาที เทียบกับรายงานที่มาถึงในสี่วัน

Claude ทำงานสองไฟล์ขนานกันใน Claude Science และส่งผลกลับมาที่ 23 นาทีสำหรับ NMR และ 19 นาทีสำหรับ LC-MS ผลที่ได้ตรงกับที่ห้องแล็บประมวลผลเอง จำนวนไฮโดรเจนต่อยอดสัญญาณต่างกันไม่เกิน 0.08 และค่าความบริสุทธิ์อยู่ที่ 96.4% เทียบกับ 96.33% ของห้องแล็บ

ฝั่ง NMR โมเดลแปลงข้อมูลดิบจากเครื่องเป็นสเปกตรัมที่ปรับเทียบแล้วพร้อมตารางยอดสัญญาณ 18 ยอด ระบุจำนวนไฮโดรเจนของแต่ละยอด จากนั้นทำสิ่งที่นักเคมีมืออาชีพจะทำ คือชี้ว่ามียอดสัญญาณกว้าง 4 ยอดที่น่าจะเป็นไฮโดรเจนที่เกาะอยู่กับไนโตรเจนหรือออกซิเจน แล้วเสนอวิธีตรวจสอบมาตรฐานคือให้เติมน้ำมวลหนัก (Heavy Water) ลงในตัวอย่างเพื่อสลับไฮโดรเจนกลุ่มนั้นออก ซึ่งจะทำให้ยอดสัญญาณหดหรือหายไป ที่น่าสนใจคือห้องแล็บก็รันการตรวจสอบแบบเดียวกันนี้ด้วยตัวเองหลังการวัดครั้งแรกสามวัน

เมื่อได้รับไฟล์ดิบจากรอบเติมน้ำมวลหนัก Claude วัดออกมาว่าอะไรเปลี่ยนไปบ้าง และจับได้เองว่าการอ่านผลรอบแรกของตัวเองพูดเกินจริง เพราะรายงานว่ายอดสัญญาณทั้ง 4 หายไปหมด ทั้งที่การตรวจซ้ำของตัวเองชี้ว่าหายไปเพียง 2 ยอด แล้วแก้ให้ถูกต้องจนได้ข้อสรุปตรงกับผู้ปฏิบัติงานของห้องแล็บ

ฝั่ง LC-MS ท้าทายกว่านั้น เพราะไฟล์จากเครื่องใช้รูปแบบเฉพาะของผู้ผลิตที่ไม่มีเอกสารกำกับ Claude ต้องแกะเองว่าข้อมูลถูกเข้ารหัสไว้อย่างไร แล้วยืนยันว่าอ่านไฟล์ถูกต้องด้วยการสร้างตัวเลขรวมที่เครื่องบันทึกไว้ขึ้นมาใหม่ให้ตรงกันครบทั้ง 2,664 รอบการสแกน ก่อนจะเริ่มวิเคราะห์อะไรก็ตาม ผลที่ส่งกลับมาครบทุกอย่างที่นักเคมีคาดหวัง ทั้งกราฟการแยกสาร สเปกตรัมมวลและ UV ตารางความบริสุทธิ์ มวลโมเลกุล ไปจนถึงโค้ดสำหรับอ่านไฟล์รูปแบบนี้ที่นำกลับไปใช้ซ้ำได้ พร้อมข้อควรระวังที่โมเดลเขียนกำกับไว้เอง เช่น การเตือนว่าเครื่องระดับนี้ให้ค่ามวลได้แค่หน่วยเต็มที่ใกล้ที่สุดเท่านั้น ผลสุดท้ายชี้ว่าสารตัวอย่างมีองค์ประกอบเดียวที่นาทีที่ 4.34 กินสัญญาณ UV ไป 96.4% และมีมวลโมเลกุล 504 ดาลตัน

เทียบกับการทำมือ นักเคมีต้องใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงต่อหนึ่งตัวอย่างสำหรับโมเลกุลขนาดเล็กที่เกี่ยวข้องกับการรักษา ขณะที่บันทึกของห้องแล็บเองระบุว่าใช้เวลาลงมือประมวลผล NMR ราวสองนาทีต่อสเปกตรัม และรายงาน LC-MS ตามมาหลังใส่ตัวอย่างเข้าเครื่องประมาณสองชั่วโมง ส่วนรายงานฉบับสมบูรณ์ของตัวอย่างชิ้นนี้มาถึงหลังการวัดสเปกตรัมครั้งแรกสี่วัน ซึ่งถือว่าปกติสำหรับห้องแล็บที่วิเคราะห์ทีละโมเลกุลและมีงานอื่นแทรกระหว่างทาง

ทำไมสองการทดลองนี้ถึงสำคัญ?

สิ่งที่ Anthropic พยายามชี้ให้เห็นจากทั้งสองกรณี คือ AI กำลังลดทั้งความเชี่ยวชาญ ต้นทุน และเวลาที่ต้องใช้ในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ฝั่งเคมีคือการทำงานที่นักเคมีเคยต้องนั่งทำด้วยมือให้เป็นอัตโนมัติ ส่วนฝั่งโปรตีนคือการที่โมเดลเดินแคมเปญออกแบบตัวจับได้ครบวงจรโดยแทบไม่ต้องมีคนป้อนอะไรเพิ่ม และได้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่าหรือดีกว่าแบบที่เคยตีพิมพ์มา

บริษัทก็ยอมรับข้อจำกัดว่า Minibinder ไม่ใช่รูปแบบยามาตรฐาน และแม้แต่กับรูปแบบยาที่ใช้กันทั่วไปอย่างแอนติบอดีชนิดโมโนโคลนอลหรือโมเลกุลขนาดเล็ก การออกแบบตัวจับที่เกาะแน่นก็เป็นเพียงก้าวแรกของการสร้างโมเลกุลให้กลายเป็นยาได้จริง แต่ Anthropic มองงานชุดนี้เป็นรากฐาน และกำลังต่อยอดให้ Claude รันกระบวนการพัฒนายาได้ตั้งแต่ต้นจนจบในทุกรูปแบบยา

เวลานี้ Anthropic เปิดเผยคำสั่งที่ใช้ในแคมเปญออกแบบโปรตีน รวมถึงข้อมูลการทดลองทั้งในหลอดทดลองและบนคอมพิวเตอร์ทั้งหมดแล้วบน Hugging Face พร้อมรายงานทางเทคนิคฉบับเต็ม ส่วนงานวิเคราะห์ทางเคมีนั้นผู้ใช้ทั่วไปทดลองเองได้แล้วผ่าน Claude Science ด้วยการอัปโหลดไฟล์ดิบจาก NMR หรือ LC-MS แล้วสั่งให้โมเดลยืนยันชนิดและความบริสุทธิ์ของสารประกอบ ขณะที่ความสามารถด้านการออกแบบโปรตีนยังปิดอยู่สำหรับผู้ใช้ทั่วไป

ที่มา: Anthropic, Anthropic Technical Report, Hugging Face Dataset, Adaptyv Bio, Twist Bioscience

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

SPEAR-H Accelerator เบื้องหลังโครงการที่ช่วย Health Tech ไทย พาของดี ไปสู่ของที่ระบบใช้จริง

ระยะห่างระหว่าง 'ผ่านการทดสอบในแล็บ' กับ 'ใช้งานได้จริงในโรงพยาบาล' คือช่วงที่นวัตกรรมไทยจำนวนมากสะดุดและไปต่อไม่ได้ ในธุรกิจ Health Tech ระยะห่างนี้ยาวกว่าที่หลายคนคิด...

Responsive image

AI ออกแบบสัญญาณกระตุ้นสมองให้ ‘ดวงตาเทียม’ แม่นขึ้น เรียนรู้สมองคนว่าตอบสนองยังไง แล้วค้นหาสัญญาณที่จะได้ผลตามเป้า

ทีมวิจัย UCSB, ETH Zurich และ Miguel Hernández ใช้ Deep Learning ออกแบบสัญญาณกระตุ้นสมองให้อุปกรณ์ดวงตาไบโอนิก ผลทดสอบในผู้เข้าร่วมวัย 27 ปีพบว่าแม่นยำกว่าวิธีมาตรฐานและใช้กระแสไฟน...

Responsive image

Fitbit ซิงก์เข้า Apple Health ได้แล้ว ก้าว การนอน สัญญาณชีพ ไหลเข้าครบ

Google Health 5.05 เพิ่มการซิงก์ข้อมูลสองทางกับ Apple Health ทำให้ข้อมูล Fitbit ทั้งการออกกำลังกาย การนอน สัญญาณชีพ และจำนวนก้าว ส่งเข้า Apple Health ได้โดยตรง ปิดฉากยุคต้องพึ่งแอป...