
เด็กกว่า 1,000 คนเดินเข้า Boston Children's Hospital ทุกวัน ส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยที่ชัดเจนและเริ่มรักษาได้ทันที แต่มีเด็กกลุ่มเล็ก ๆ ที่ป่วยด้วยโรคหายากซึ่งไม่เคยได้คำตอบเลยว่าตัวเองเป็นอะไร และนั่นคือจุดที่ปัญญาประดิษฐ์เพิ่งเข้ามาเปลี่ยนเกม
งานวิจัยชิ้นใหม่จากศูนย์โรคหายากของโรงพยาบาลร่วมกับบริษัท OpenAI พบว่า เครื่องมือ AI แบบที่ใครก็เข้าถึงได้ สามารถช่วยชี้ได้ว่าความผิดปกติตรงไหนในจีโนม (Genome) ของผู้ป่วยที่น่าจะเป็นต้นเหตุของโรค ผลงานนี้เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีใน NEJM AI ซึ่งเป็นวารสารสาย AI ของ New England Journal of Medicine และระบุว่าโมเดล o3 Deep Research ของ OpenAI ช่วยไขคำตอบให้เด็ก 18 รายที่ดิ้นรนตามหาสาเหตุของอาการป่วยมานาน
"นี่คือการเปลี่ยนเกมแบบเต็มตัว" คุณ Catherine Brownstein ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ของหน่วยสืบสวนพันธุกรรมแห่ง Manton Center for Orphan Disease Research ที่ Boston Children's Hospital และหนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยกล่าว โดยทีมงานได้นำจีโนมของผู้ป่วยหลายร้อยรายที่ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาวิเคราะห์
"มันได้คำวินิจฉัยใหม่เกือบ 5% ซึ่งฟังดูไม่เยอะ แต่ถ้านึกว่าเคสพวกนี้ถูกวิเคราะห์ซ้ำมาแล้วกี่รอบ ตัวเลขนี้ถือว่ามหาศาล และแต่ละเคสหมายถึงคำตอบของครอบครัวหนึ่งครอบครัว"
Manton Center ดูแลผู้ป่วยโรคหายากกว่า 3,500 คนทั่วโลกและครบทั้ง 50 รัฐในสหรัฐฯ โดยจับมือกับโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพหลายแห่ง คุณ Catherine เล่าว่าโรงพยาบาลจะคอยนำจีโนมของผู้ป่วยเหล่านี้มาตรวจเทียบกับยีนใหม่ ๆ ที่เพิ่งค้นพบอยู่เป็นประจำ เผื่อว่าจะไขคำตอบให้เด็กได้ แต่บ่อยครั้งการตรวจซ้ำก็ไม่เจออะไรใหม่
ปัญหาคือการตามหายีนต้นเหตุของโรคเป็นงานที่ซับซ้อนมาก เพราะในจีโนมมนุษย์มียีนที่ถอดรหัสเป็นโปรตีนราว 20,000 ยีน แม้ทุกวันนี้การถอดรหัสจีโนมทั้งชุดของผู้ป่วยจะทำได้ง่ายแล้ว แต่การหาความสัมพันธ์แบบเหตุและผลที่ชัดเจนจากข้อมูลพันธุกรรมอันยุ่งเหยิงนั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เสมอไป
"นักวิจัยหนึ่งคนใช้เวลากับเคสเดียวได้จำกัด บางเคสอาจยังไขไม่ออกตอนที่มาถึงมือเรา แต่อีกหนึ่งปีถัดมาอาจมีงานวิจัยตีพิมพ์ที่อธิบายความเชื่อมโยงระหว่างยีนกับโรคได้พอดี" คุณ Suyash Shringarpure นักวิจัยด้านเทคนิคของ OpenAI ที่โฟกัสงานสายสุขภาพอธิบาย
จุดนี้เองที่ระบบ Generative AI ชั้นนำในวันนี้ทำได้ดี เพราะมันเก่งเรื่องการประมวลผลข้อมูลเพื่อหาความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลที่มีอยู่แล้วแต่กระจัดกระจาย คุณ Catherine และทีม Manton Center จึงอยากรู้ว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่ Large Language Model (LLM) ของ OpenAI จะช่วยให้นักพันธุศาสตร์จับคู่อาการป่วยของผู้ป่วยเข้ากับยีนตัวใดตัวหนึ่งได้หรือไม่ จึงร่วมมือกับ OpenAI และคุณ Suyash เพื่อทดสอบว่าผลิตภัณฑ์ที่เปิดให้คนทั่วไปใช้ จะให้คำตอบใหม่ได้จริงหรือเปล่า
ในการวิจัยเมื่อปีที่แล้ว ทีมงานได้นำจีโนมของผู้ป่วย 376 รายที่ยังไม่มีคำวินิจฉัย ป้อนเข้าไปในระบบ o3 ซึ่งตอนนั้นเป็นโมเดลที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มี เพื่อให้ AI ตามหาเบาะแสในแต่ละจีโนม ทีมวิจัยได้ป้อนบันทึกของแพทย์เกี่ยวกับเคสนั้น คำอธิบายอาการของผู้ป่วย และรายชื่อยีนที่ผ่านการคัดกรองแล้วว่าน่าจะเป็นต้นเหตุของอาการ จากนั้นทีมนักวิจัยที่เป็นมนุษย์จะตรวจทานผลลัพธ์ทั้งหมดก่อนสรุปคำวินิจฉัยขั้นสุดท้ายเสมอ
จาก 376 เคสที่ครอบคลุมกลุ่มโรค 4 ประเภท ทีมงานสามารถวินิจฉัยใหม่ได้ในผู้ป่วยโรคพัฒนาการทางระบบประสาทหายาก 10 ราย โรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้ออีก 4 ราย เด็ก 2 รายที่เสียชีวิตกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และผู้ป่วยโรคจิตเภทในวัยเด็กตอนต้นอีก 2 ราย
Kyra Benton คือหนึ่งในคนที่ได้คำตอบจากงานวิจัยชิ้นนี้ ย้อนกลับไปตอนคุณ Kyra อายุ 9 ขวบ แม่ของเธอเริ่มสังเกตว่าลูกเคลื่อนไหวต่างจากเพื่อนวัยเดียวกัน เริ่มเดินเขย่งปลายเท้าและวิ่งด้วยท่าทางปกติได้ลำบาก แม่จึงพาไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อในนิวยอร์ก แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่รู้ว่าคุณ Kyra กำลังเผชิญกับอะไร
หลังจากสุขภาพทรุดลงเรื่อย ๆ มาหลายปี คุณ Kyra ไปที่ Boston Children's Hospital แต่ก็ได้รับคำตอบว่าที่นี่ก็ยังไม่รู้ต้นตอของโรคเช่นกัน ไม่นานเธอก็เจอปัญหาหัวใจรุนแรงและต้องเจาะคอ (Tracheotomy) ตั้งแต่อายุเพียง 13 ปี คุณ Kyra บอกว่าตัวเองทำใจยอมรับแล้วว่าอาจไม่มีวันได้รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นอะไร จนกระทั่งนักวิจัยจาก Manton Center โทรมาบอกเมื่อปีที่แล้วว่างานวิจัยใหม่ขุดเจอสาเหตุของอาการแล้ว นั่นคือโรค Myofibrillar Myopathy ความผิดปกติทางพันธุกรรมของระบบประสาทและกล้ามเนื้อชนิดลุกลาม ที่ทำให้เส้นใยกล้ามเนื้อค่อย ๆ สลายตัว
"เมื่อหน้าร้อนที่แล้ว ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันเกิดอายุครบ 20 ปีของฉัน เราได้รับโทรศัพท์จากนักวิจัยคนหนึ่งที่แล็บ" คุณ Kyra เล่า "เธอบอกว่า 'สวัสดีค่ะ เรารู้ว่ามันผ่านมาประมาณ 15 ปีแล้ว แต่เรามีข่าวจะบอก' แล้วทุกอย่างก็เริ่มคลี่คลายจากตรงนั้น"
คุณ Catherine บอกว่าตัวเองตกใจที่ระบบเชิงพาณิชย์อย่าง o3 สามารถหาคำวินิจฉัยใหม่ในจีโนมที่ถูกวิเคราะห์ซ้ำมาแล้วหลายครั้ง และเป็นงานที่นักวิเคราะห์ซึ่งเป็นมนุษย์อาจต้องใช้เวลาค้นคว้าหลายวันกว่าจะได้ข้อสรุปเดียวกัน ซึ่งเป็นเวลาที่คุณ Catherine และเพื่อนร่วมงานไม่มีให้
"ยีนพวกนี้มันยาวเป็นหน้า ๆ ที่ฉันต้องไล่อ่านในแต่ละเคส ขณะที่ LLM ไม่มีวันเหนื่อย" คุณ Catherine กล่าว พร้อมชี้ว่าจำนวนนักพันธุศาสตร์และนักวิเคราะห์มีไม่พอที่จะหาเข็มทางชีวภาพในกองฟางขนาดเท่าจีโนมทั้งชุดที่อาจเป็นต้นเหตุของอาการป่วยได้
คุณ Adam Rodman แพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ AI ทางการแพทย์จาก Beth Israel Deaconess Medical Center ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัย บอกว่าผลงานชิ้นนี้เป็นการสาธิตที่น่าตื่นเต้นถึงความสามารถของระบบ AI ในการช่วยแพทย์วินิจฉัยโรค "อัตราการวินิจฉัยที่ 5% นั้นมีความหมายอย่างแท้จริง และอาจใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองสำคัญที่ช่วยเร่งการวิเคราะห์เคสที่ค้างอยู่จำนวนมากได้"
งานวิจัยนี้เดินบนเส้นทางคล้ายกับงานก่อนหน้า ที่เคยชี้ว่า LLM มีความสามารถในการค้นจีโนมเพื่อหายีนที่เพิ่งถูกถอดรหัสหลังจากผู้ป่วยมาพบแพทย์ครั้งแรก แต่ทีมผู้เขียนเน้นย้ำว่างานวิจัยใหม่นี้แสดงให้เห็นว่า แพทย์ทั่วประเทศสามารถใช้ระบบ AI เชิงพาณิชย์เพื่อเร่งงานและช่วยให้ผู้ป่วยได้คำวินิจฉัยที่ยากจะตามหา เท่ากับเป็นการกระจายการเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ที่สำคัญให้ทั่วถึงมากขึ้น
คุณ Chunhua Weng ศาสตราจารย์ด้านชีวสารสนเทศศาสตร์ (Bioinformatics) แห่ง Columbia University ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัย บอกว่าผลงานนี้เป็นการมีส่วนร่วมที่ยอดเยี่ยมต่อวงการ แต่ก็เตือนเช่นเดียวกับทีมวิจัยว่าผลลัพธ์จาก LLM ยังต้องผ่านการตรวจทานอย่างเข้มงวดโดยมนุษย์ "การใช้ LLM ในการวินิจฉัยอย่างเหมาะสมต้องให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถืออย่างรอบคอบ"
งานวิจัยยังระบุด้วยว่า 7 ใน 18 คำวินิจฉัยที่ Manton Center หาเจอนั้น แท้จริงแล้วเป็นการ 'ค้นพบซ้ำ' หมายความว่าทีมรักษาในที่ใดที่หนึ่งเคยระบุคำวินิจฉัยเฉพาะของผู้ป่วยได้แล้ว แต่ไม่ได้แบ่งปันข้อมูลนั้นกับนักวิจัยทั่วโลก คุณ Catherine ย้ำว่าแม้แต่การค้นพบซ้ำเหล่านี้ก็สำคัญมาก เพราะ "เมื่อมีการรักษาแบบใหม่ออกมา เราจะหาตัวผู้ป่วยได้ทันทีและทำให้แน่ใจว่าพวกเขาได้อยู่แถวหน้าสำหรับเทคโนโลยีหรือการรักษาใหม่ ๆ"
ทีมสุขภาพของ OpenAI ออกมาประกาศความก้าวหน้านี้ โดยบอกว่าข่าวนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าระบบ AI ที่เปิดให้คนทั่วไปใช้ในวันนี้สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตผู้ป่วยได้ ทั้งนี้ OpenAI ได้ให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่โครงการนี้ด้วย
ขณะเดียวกัน ทีมวิจัยก็พูดชัดเจนว่าผลงานของพวกเขาไม่ใช่ยาวิเศษ เพราะการได้คำวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคอะไรมักเป็นเพียงก้าวแรกของการตามหาและเข้าสู่ทางเลือกการรักษา และ LLM ไม่ได้ออกแบบมาให้ผู้บริโภคใช้รักษาหรือวินิจฉัยโรคด้วยตัวเอง แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนทั่วไปและแพทย์รับมือกับข้อมูลทางการแพทย์ที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น
"เราไม่อยากโหมกระแสเรื่องนี้เกินจริงแน่นอน แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็อยากให้แน่ใจว่าผู้คนจะไม่พลาดสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและสิ่งที่เป็นไปได้ แม้แค่กับเวอร์ชัน ChatGPT ที่อยู่ในกระเป๋าของพวกเขาวันนี้" คุณ Ashley Alexander หัวหน้าฝ่ายสุขภาพของ OpenAI กล่าว
ส่วนตัวคุณ Kyra เองก็ประหลาดใจที่ AI มีส่วนในความก้าวหน้าครั้งนี้ "พูดตามตรง ฉันเป็นคนประเภทที่ไม่ค่อยชอบ AI เท่าไหร่" เธอยอมรับ แม้จะรับว่า AI ก็มีประโยชน์ในบางบริบท "อย่างเช่นในกรณีนี้ ที่มันนำไปสู่ความก้าวหน้าครั้งใหญ่ซึ่งเปลี่ยนชีวิตคนให้ดีขึ้นได้จริง ๆ"
ที่มา: NBC News
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด