รู้จัก OpenEvidence AI หาข้อมูลการแพทย์อันดับ 1 จากอเมริกา

ในยุคที่ AI ถือกำเนิดขึ้นมากมาย แต่มีเพียงไม่กี่รายที่สามารถเจาะกลุ่มผู้ใช้งานที่มีความซับซ้อนและต้องการความแม่นยำสูงสุดอย่างแพทย์ได้สำเร็จ วันนี้ Techsauce จะพาไปทำความรู้จักกับ OpenEvidence สตาร์ทอัพ Medical AI ที่กำลังมาแรงที่สุด จนถูกขนานนามว่าเป็น "ระบบปฏิบัติการหลัก" ของแพทย์ในสหรัฐฯ ด้วยมูลค่าบริษัทที่พุ่งแตะ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4.2 แสนล้านบาท)

OpenEvidence คืออะไร?

OpenEvidence คือแพลตฟอร์มค้นหาข้อมูลทางการแพทย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะ ความแตกต่างสำคัญที่ทำให้ OpenEvidence อยู่เหนือกว่า Search Engine ทั่วไปหรือ Chatbot อย่าง ChatGPT คือการจำกัดขอบเขตข้อมูล โดยระบบจะดึงคำตอบจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น เช่น วารสารการแพทย์ที่ผ่านการตรวจสอบ (Peer-reviewed journals), แนวทางเวชปฏิบัติ (Clinical Guidelines) และฐานข้อมูลยาที่ได้รับการรับรอง

การทำงานของแพลตฟอร์มเน้นที่ความรวดเร็วและความแม่นยำ แพทย์สามารถพิมพ์คำถามทางคลินิกที่ซับซ้อนลงไป และระบบจะประมวลผลสรุปคำตอบพร้อมอ้างอิงแหล่งที่มาให้ภายในไม่กี่วินาที ช่วยลดภาระงานในการค้นคว้าข้อมูลมหาศาล และเปลี่ยนกระบวนการหาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจรักษาคนไข้ให้สั้นกระชับและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทำไมถึงครองใจแพทย์สหรัฐฯ ได้ถึง 45%?

ปัจจุบันมีแพทย์ในสหรัฐฯ ใช้งาน OpenEvidence กว่า 740,000 คน คิดเป็นสัดส่วนถึง 45% ของแพทย์ทั้งประเทศ ตัวเลขการเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้เกิดจากการที่แพลตฟอร์มสามารถแก้ ปัญหาเรื่องเวลาและความน่าเชื่อถือได้อย่างตรงจุด

ปัญหาใหญ่ของ AI ทั่วไปคือความเสี่ยงในการมั่วข้อมูล (Hallucination) ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในวงการแพทย์ แต่ OpenEvidence ถูกพัฒนามาให้ยึดโยงกับ Fact ทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด ทำให้แพทย์มั่นใจที่จะนำข้อมูลไปใช้จริง สะท้อนจากสถิติในเดือนที่ผ่านมาที่มีการใช้งานเพื่อปรึกษาเคสคนไข้สูงถึง 18 ล้านครั้ง แสดงให้เห็นว่าเครื่องมือนี้ได้แทรกซึมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการทำงาน (Workflow) ในห้องตรวจอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นผู้ช่วยที่ขาดไม่ได้ในการทำงานรายวัน

เทคโนโลยีเบื้องหลังแนวคิด "The Orchestra of Models"

สิ่งที่น่าสนใจคือวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีของ Daniel Nadler ซีอีโอของบริษัท ที่ไม่ได้มุ่งสร้าง AI ตัวเดียวที่รู้ทุกเรื่อง แต่เขากำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่า "วงดุริยางค์ของโมเดล" (Orchestra of Models) เพื่อจำลองระบบการทำงานของโรงพยาบาลจริง

แนวคิดนี้คือการพัฒนาโมเดลย่อยที่เป็นแพทย์เฉพาะทางแยกตามสาขา เช่น มะเร็งวิทยา (Oncology), ประสาทวิทยา (Neurology) หรือ รังสีวิทยา โดยเทรนข้อมูลจากสถานการณ์จริง เมื่อมีคำถามเข้ามา ระบบกลางจะทำหน้าที่เหมือนแผนกคัดกรอง (Triage) วิเคราะห์และส่งคำถามไปยังโมเดลที่เชี่ยวชาญเรื่องนั้นที่สุด เพื่อให้ได้คำตอบที่ลึกซึ้ง แม่นยำ และเฉพาะเจาะจงมากกว่าการใช้โมเดลทั่วไปเพียงตัวเดียว

ใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง?

ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย แต่มาจากฝีมือของ Daniel Nadler ผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์โชกโชน เขาคือผู้ก่อตั้ง Kensho Technologies สตาร์ทอัพ AI สาย FinTech ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและขายกิจการให้กับ S&P Global ไปในราคา 700 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2018

เครดิตจากความสำเร็จในอดีตทำให้เขาได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนระดับโลกอย่าง Thrive Capital (ผู้ลงทุนใน OpenAI) และ DST Global นอกจากนี้ Nadler ยังมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำอย่างแรงกล้า โดยเขาควักเงินส่วนตัวถึง 10 ล้านดอลลาร์เพื่อลงทุนใน OpenEvidence ตั้งแต่เริ่มต้น และปัจจุบันยังคงถือหุ้นอยู่ถึง 58% ซึ่งจากการประเมินมูลค่าบริษัทล่าสุด ทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีความมั่งคั่งระดับ 7.6 พันล้านดอลลาร์

แม้บริษัทจะทำรายได้ต่อปี (Annualized Run Rate) ทะลุ 100 ล้านดอลลาร์ไปแล้ว แต่กลยุทธ์ของ Daniel Nadler กลับเลือกที่จะไม่ขายโฆษณาเต็มสูบ ทั้งที่สามารถทำรายได้มหาศาลได้ทันที โดยรายได้หลักปัจจุบันมาจากบริษัทยาและเครื่องมือแพทย์ที่ซื้อโฆษณาวิดีโอสั้น 5 วินาที ซึ่งจะแสดงผลสอดคล้องกับบริบทคำค้นหาของแพทย์

Nadler มองว่าการยัดเยียดโฆษณามากเกินไปจะทำลายประสบการณ์ใช้งาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแพลตฟอร์ม เขาจึงยอมทิ้งรายได้ก้อนโตในระยะสั้น เพื่อรักษาฐานผู้ใช้และความน่าเชื่อถือในระยะยาว คล้ายกับปรัชญาที่ Google ยึดถือในช่วงก่อตั้งบริษัทใหม่ๆ ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานมาเป็นอันดับหนึ่ง

OpenEvidence ไม่ใช่แค่กระแสความตื่นตัวเรื่อง AI เพียงชั่วคราว แต่กำลังพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของ Vertical AI หรือ AI ที่เจาะลึกเฉพาะอุตสาหกรรม ซึ่งมีศักยภาพที่จะเอาชนะ General AI ในงานที่ต้องการความเชี่ยวชาญขั้นสูง การก้าวขึ้นมาเป็นผู้ช่วยมือขวาของแพทย์เกือบครึ่งสหรัฐฯ คือเครื่องยืนยันชั้นดีว่า นี่คือสตาร์ทอัพที่จะเข้ามาเปลี่ยนการรักษาพยาบาลและการเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ไปตลอดกาล

ที่มา: Fobes

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

อายุยาวถึง 100 ปี ดียังไง ในสังคมเอเชีย ฟัง Janice Chia กับแนวคิด Longevity Ecosystem

เมื่อชีวิต 100 ปีไม่ใช่เรื่องไกลตัว Janice Chia ชี้ทางรอดสังคมเอเชียด้วย Longevity Ecosystem รื้อโครงสร้างพึ่งลูกหลาน สู่พึ่งพาตัวเอง ในตลาด Silver Economy มูลค่า 4 ล้านล้านดอลลาร์...

Responsive image

รวมอุปกรณ์ Wearable แห่งปี 2026 เมื่อ AI บุกถึงห้องน้ำและห้องนอน เปลี่ยนวิถีดูแลสุขภาพให้สะดวกยิ่งขึ้น

เจาะลึกเทรนด์ Health Tech พบกับอุปกรณ์ Wearable ที่น่าสนใจในปีนี้ ตั้งแต่ส้วมอัจฉริยะ กระจกวิเคราะห์อายุขัย ไปจนถึงสายรัดข้อมือ AI ไร้หน้าจอ ที่จะเปลี่ยนวิถีการดูแลสุขภาพของคุณไปตล...

Responsive image

ส่อง 9 พฤติกรรมที่ทำให้แก่เร็ว พร้อมวิธีชะลอวัยกับ ดร.ข้าว ต้นสมบูรณ์

ดร.ข้าวชี้ว่าหลายคนเริ่มดูแลสุขภาพด้วยความเคร่ง จนกลายเป็นความเครียดโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ในความเป็นจริง สุขภาพที่ดีไม่ควรเริ่มจากการฝืนชีวิต เพราะทันทีที่เรากดดันตัวเอง ร่างกายจะหลั...