
Healthy and Happy Weight Loss: ทำไม 'ความสุข' ในการกินถึงสำคัญกว่า 'แคลอรี่' อีกเซสชันในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 ที่น่าจะกระตุกต่อมเอ๊ะของหลายๆ คนได้โดย 2 วิทยากรที่มาร่วมพูดคุย Cihan Serdar Kizilcik, General Manager, Novo Nordisk Pharma (Thailand) และ พญ.จิตแข เทพชาตรี Head of Genomic and Lifestyle Wellness Center โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท
พญ.จิตแข อธิบายความแตกต่างระหว่าง ความหิวที่แท้จริง (True hunger) คือ ท้องหิวจึงหลั่งฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin, Hunger Hormone) ไปเตือนสมองว่าหิวและต้องการอาหาร เป็นความรู้สึกว่าหิวจริงๆ กับ ความหิวเชิงอารมณ์ (Emotional hunger) ความหิวที่ขับเคลื่อนด้วยความกดดัน ความเครียด อาจเป็นความหิวหลังมื้ออาหาร ซึ่งมักเป็นความหิวที่ควบคุมโดยระบบรางวัลเพื่อสร้างสุข (Dopamine/Reward system) และด้วยกลไกนี้ สมองจึงสร้างเสียงในหัวเรื่องอาหาร กระตุ้นให้อยากกินตลอดเวลา เรียกว่าเป็น 'Food noise' ที่สามารถนำไปสู่การกินที่มากเกิน (Overeating) แม้ว่าจะอิ่มแล้วก็ตาม
Serdar แนะให้เลิกมองว่า โรคอ้วน เกิดจากการขาดความยับยั้งชั่งใจ (Weak willpower) หรือเป็นความล้มเหลว และความเชื่อที่ว่าแค่ กินให้น้อยลง ออกกำลังกายให้มากขึ้น แล้วจะหายอ้วนนั้นไม่เป็นความจริงเสมอไป เพราะโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่มีความซับซ้อน (Multifactorial chronic disease) และต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจึงจะมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

มาที่เรื่องยาลดน้ำหนัก Serdar บอกว่า ปัจจุบันมีนวัตกรรมยาในกลุ่มฮอร์โมน GLP-1 เข้ามาเป็นตัวช่วย ซึ่งค้นพบผลลัพธ์เรื่องการลดน้ำหนักได้ระหว่างการทำวิจัยยารักษาโรคเบาหวาน พญ.จิตแขกล่าวเสริมว่า ยา GLP-1 จะเข้าไปเลียนแบบกลไกตามธรรมชาติ ช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคส และส่งสัญญาณบอกสมองว่าอิ่มแล้ว ซึ่งช่วยให้การกินมีความเสถียรมากขึ้น
สำหรับผู้ที่ใช้ยา GLP-1 อยู่ พญ.จิตแขแนะว่า จำเป็นต้องกินโปรตีนให้เพียงพอและทำเวทเทรนนิ่ง (Strengthening) ร่วมด้วย เพื่อให้มวลกล้ามเนื้อแข็งแรง พร้อมทั้งกล่าวเตือนด้วยว่า ถ้าน้ำหนักลดเร็วเกินไปอาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะ 'สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ (Sarcopenia)' ซึ่งจะทำให้ร่างกายอ่อนแอและเปราะบางลง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ ยังเตือนว่า ห้ามซื้อยาในตลาดมืดหรือเปปไทด์ที่ไม่ได้มาตรฐาน FDA มาใช้เอง เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ปลอดภัยต่อร่างกาย
Serdar กล่าวเพิ่มว่า หากต้องการให้คนเดินมากขึ้น ออกกำลังกายมากขึ้น แต่ไม่มีทางเท้าที่ดี ก็ย่อมรักษาน้ำหนักหรือลดน้ำหนักเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ยาก ทาง Novo Nordisk จึงริเริ่มโครงการ 'Cities for Better Health' โดยลงนามความร่วมมือกับ กทม. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ทั้งการให้ความรู้เรื่องการกินอาหารที่ดีในโรงเรียน การสนับสนุนแนวคิด Central Kitchen (ครัวกลาง) และการสร้างสวนสาธารณะพื้นที่สีเขียว เพื่อให้คนปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ได้ง่ายขึ้น

พญ.จิตแขให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรับแนวคิดในการกิน โดยเน้นไปที่ความสมดุลและการมีสติ โดยเริ่มจาก 1) ตระหนักรู้และมีสติ (Awareness) ด้วยการสังเกตสัญญาณความหิวของตัวเอง และอย่าปล่อยให้ตัวเองหิวจัด เพราะจะทำให้เราหยิบทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้ามากินแบบไม่ยับยั้งชั่งใจ 2) เวลากินอาหารเพื่อสุขภาพ บางคนมองว่าเป็นการลงโทษตัวเอง ให้เลิกรู้สึกแบบนั้น และ 3) เดินทางสายกลางในเรื่องกิน คืออย่าเข้มงวดเกินหรือตามใจตัวเองจนเสียนิสัย (Don't be too strict or too spoil for yourself) คือ เอนจอยกับอาหารได้ แต่ให้หาสมดุลในวิถีการกินที่คุณจะรู้สึกดีกับมัน รวมถึงความรู้สึกดีหลังจากที่กินเข้าไปแล้ว ไม่ใช่รู้สึกดี ณ ชั่วขณะที่กินเท่านั้น

ปิดท้ายด้วย Serdar กล่าวให้กำลังใจผู้ที่กำลังต่อสู้กับโรคอ้วนและการลดน้ำหนักว่า สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาโรคอ้วน ขอให้รู้ว่าคุณไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง แต่ยังมีแพทย์และสังคม (Community) ที่พร้อมจะสนับสนุน และทุกคนสามารถมีชีวิตที่เบาสบายขึ้นได้ (Live lighter) สิ่งสำคัญคือ ต้องเริ่มลงมือทำ เพื่อเป็นก้าวแรกในการสร้างความเปลี่ยนแปลง
สรุปแล้วเซสชันนี้บอกเราว่า โรคอ้วนมีความซับซ้อนของมัน และการลดน้ำหนักก็ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อการเข้าสู่ภาวะ 'Live Lighter' คือ ทำให้ร่างกายเบาสบายขึ้น อายุยืนยาวขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้านนั่นเอง
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด