บนเวทีงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม มีหนึ่งเซสชันที่น่าสนใจว่าด้วยเรื่องสุขภาพของผู้หญิง โดยเฉพาะกลุ่มโรคที่ผู้หญิงวัยทำงานต้องรู้ โดย นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา และที่ปรึกษาสมาคมเฮลท์เทคไทย
คุณหมอเปิดประเด็นด้วยคำถามง่ายๆ ว่า "คุณมีโรคประจำตัวไหม?" ซึ่งผู้หญิงวัยทำงานส่วนใหญ่มักจะตอบอย่างมั่นใจว่าไม่มี แต่ความจริงก็คือ การที่เราคิดว่าไม่มีโรค แท้จริงแล้วอาจเป็นเพราะเราไม่เคยตรวจต่างหาก หลายคนเลือกที่จะทนกับอาการผิดปกติบางอย่าง โดยคิดไปเองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของสรีระผู้หญิง
แล้วอาการแบบไหนที่เราไม่ควรทนเฉยๆ คุณหมอได้สรุปไว้เป็น 4 กลุ่มโรคที่จำง่ายว่า 4P พร้อมวิธีสังเกตตัวเองเบื้องต้นที่ทำได้โดยไม่ต้องรอไปหาหมอ

ช่วงก่อนมีประจำเดือน ผู้หญิงหลายคนมักถูกคนรอบข้างแซวว่าเป็น "มนุษย์เมนส์" นพ.โอฬาริก ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ประโยคเดียวกันที่พูดในวันปกติอาจไม่มีปัญหาอะไร แต่พอพูดช่วงก่อนประจำเดือนจะมา อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที พอประจำเดือนมาแล้วพูดประโยคเดิมก็กลับเป็นปกติอีกครั้ง ภาวะนี้ไม่ได้ส่งผลแค่กับตัวผู้หญิงเอง แต่กระทบคุณภาพชีวิตของคนรอบข้างด้วย และพบได้ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์เกือบครึ่งหนึ่ง โดยแบ่งระดับความรุนแรงได้ 2 กลุ่ม:
การตรวจเช็ก: อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของรอบเดือน (หลังไข่ตก) การวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุดไม่ใช่การนึกย้อนหลังว่าเดือนที่แล้วเป็นอย่างไร แต่คือการจดบันทึกอาการลงปฏิทินล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือนเพื่อหาความเชื่อมโยงกับรอบเดือนอย่างชัดเจน
ผู้หญิงจำนวนมากถูกปลูกฝังให้พกกระเป๋าน้ำร้อน กินยาแก้ปวดและต้องอดทนกับอาการปวดประจำเดือน หมอทั่วไปก็อาจจะให้ยาและนัดดูอาการเปลี่ยนยาไปเรื่อยๆ ทุก 3 เดือน วัฏจักรความอดทนนี้ทำให้สถิติในต่างประเทศพบว่า ผู้หญิงต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึง 6-10 ปี กว่าจะได้รับการวินิจฉัยและรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อย่างถูกต้อง นพ.โอฬาริก แบ่งการปวดประจำเดือนเป็น 2 ประเภท ได้แก่:
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ควรทราบคือ อวัยวะในช่องท้องบริเวณอุ้งเชิงกรานไม่ได้มีแค่มดลูก แต่ยังมีกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ กล้ามเนื้อ และเส้นประสาท หากคุณไปหาหมอสูติฯ แล้วตรวจไม่พบความผิดปกติ แต่ยังมีอาการปวดอยู่ อย่าเพิ่งถอดใจและทนปวด ให้ไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านอื่นต่อ เพราะอาจเป็นโรคของลำไส้ เช่น ลำไส้แปรปรวน หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบก็ได้
นโยบาย Menstrual Leave: มีงานวิจัยในยุโรปที่เก็บข้อมูลจากผู้หญิง 30,000 คน พบว่า 80% ได้รับผลกระทบในชีวิตประจำวันจากประจำเดือน ทั้งประสิทธิภาพการทำงานลดลง หรือต้องลางาน ซึ่งเปเปอร์ชิ้นนี้เองที่เป็นหลักฐานอ้างอิงสำคัญในการผลักดันนโยบายเรียกร้องวันลาปวดประจำเดือน ในหลายองค์กร รวมถึงในประเทศไทยด้วย

นพ.โอฬาริก เล่าถึงงานวิจัยในแอปพลิเคชัน WeChat ของจีนที่น่าสนใจมาก ผู้หญิงจีนกว่า 70% ตอบแบบสอบถามว่า "ประจำเดือนของตนเองปกติ" แต่เมื่อให้ลองนับจำนวนแผ่นผ้าอนามัยจริงๆ กลับพบว่ามีภาวะประจำเดือนมามากเกินไปโดยไม่รู้ตัว นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่า "ไม่ตรวจ ไม่เป็นโรค"
ก่อนจะรู้ว่าตัวเองมีภาวะ PCOS หรือความผิดปกติอื่นๆ เราต้องรู้เกณฑ์ของ "ประจำเดือนที่ปกติ" เสียก่อน:
เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะ PCOS ซึ่งหากพบ 2 ใน 3 ข้อนี้ ถือว่าเข้าข่ายเสี่ยง:
ผู้ป่วย PCOS หากปล่อยทิ้งไว้ อาจเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยาก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และโรคหัวใจในอนาคต
ค่าเฉลี่ยของผู้หญิงไทยจะหมดประจำเดือนที่อายุประมาณ 49-50 ปี แต่ภาวะ Perimenopause หรือ "ช่วงเลือดจะไปลมจะมา" ซึ่งเริ่มมีอาการได้ตั้งแต่อายุ 45 ปี
อาการที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมดคืออาการ VMS หรือ อาการร้อนวูบวาบ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโดมิโนเอฟเฟกต์ ที่ส่งผลต่อทั้งสุขภาพและชีวิตประจำวัน:
ข่าวดีคือ ภาวะเหล่านี้ "รักษาได้ และกลับมาสดใสได้เหมือนเดิม" ปัจจุบันมีทั้งการใช้ฮอร์โมนทดแทน และยาสูตรทางเลือกกลุ่มที่ไม่ใช่ฮอร์โมนสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัด

เป้าหมายสำคัญของการทำความรู้จัก 4P ไม่ว่าจะเป็น PMS, Period Pain, PCOS หรือ Perimenopause ไม่ใช่เพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่เพื่อเน้นย้ำว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องทนกับความเจ็บปวดหรือความผิดปกติที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต วาทกรรม "ไม่ตรวจ ไม่เป็นโรค" อาจทำให้เรารู้สึกสบายใจชั่วคราว แต่การหมั่นสังเกตตัวเองและกล้าที่จะเดินเข้าไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง คือจุดเริ่มต้นของการทวงคืนคุณภาพชีวิต เพื่อให้ร่างกายพร้อมลุยกับทุกบทบาทได้อย่างเต็มศักยภาพโดยไม่ต้องมีคำว่า “อดทน” มาเป็นข้อจำกัด
บทความนี้สรุปเนื้อหาจากหัวข้อ Session "From Wander to Wonder Woman เรื่องสุขภาพของผู้หญิงวัยทำงาน" ภายในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด