4P โรคที่ผู้หญิงวัยทำงานต้องรู้: โรคที่ซ่อนอยู่เพราะไม่เคยตรวจ

บนเวทีงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม มีหนึ่งเซสชันที่น่าสนใจว่าด้วยเรื่องสุขภาพของผู้หญิง โดยเฉพาะกลุ่มโรคที่ผู้หญิงวัยทำงานต้องรู้ โดย นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา และที่ปรึกษาสมาคมเฮลท์เทคไทย

คุณหมอเปิดประเด็นด้วยคำถามง่ายๆ ว่า "คุณมีโรคประจำตัวไหม?" ซึ่งผู้หญิงวัยทำงานส่วนใหญ่มักจะตอบอย่างมั่นใจว่าไม่มี แต่ความจริงก็คือ การที่เราคิดว่าไม่มีโรค แท้จริงแล้วอาจเป็นเพราะเราไม่เคยตรวจต่างหาก หลายคนเลือกที่จะทนกับอาการผิดปกติบางอย่าง โดยคิดไปเองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของสรีระผู้หญิง

แล้วอาการแบบไหนที่เราไม่ควรทนเฉยๆ คุณหมอได้สรุปไว้เป็น 4 กลุ่มโรคที่จำง่ายว่า 4P พร้อมวิธีสังเกตตัวเองเบื้องต้นที่ทำได้โดยไม่ต้องรอไปหาหมอ

1. Premenstrual Syndrome (PMS): ภาวะ "มนุษย์เมนส์" ที่ไม่ได้คิดไปเอง

ช่วงก่อนมีประจำเดือน ผู้หญิงหลายคนมักถูกคนรอบข้างแซวว่าเป็น "มนุษย์เมนส์" นพ.โอฬาริก ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ประโยคเดียวกันที่พูดในวันปกติอาจไม่มีปัญหาอะไร แต่พอพูดช่วงก่อนประจำเดือนจะมา อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที พอประจำเดือนมาแล้วพูดประโยคเดิมก็กลับเป็นปกติอีกครั้ง ภาวะนี้ไม่ได้ส่งผลแค่กับตัวผู้หญิงเอง แต่กระทบคุณภาพชีวิตของคนรอบข้างด้วย และพบได้ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์เกือบครึ่งหนึ่ง โดยแบ่งระดับความรุนแรงได้ 2 กลุ่ม:

  • PMS (Premenstrual Syndrome): อาการที่พบได้ทั่วไป แบ่งเป็นอาการทางกาย (ปวดท้อง ท้องอืด คัดตึงเต้านม) และอาการทางใจ (หงุดหงิดง่าย ร้องไห้ไม่มีเหตุผล อยากอยู่คนเดียว อ่อนเพลีย)
  • PMDD (Premenstrual Dysphoric Disorder): เป็นภาวะที่รุนแรงกว่า อาการทางอารมณ์จะดิ่งลึกไปจนถึงขั้นซึมเศร้า หรือมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง ซึ่งในกรณีนี้จำเป็นต้องพบจิตแพทย์

การตรวจเช็ก: อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของรอบเดือน (หลังไข่ตก) การวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุดไม่ใช่การนึกย้อนหลังว่าเดือนที่แล้วเป็นอย่างไร แต่คือการจดบันทึกอาการลงปฏิทินล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือนเพื่อหาความเชื่อมโยงกับรอบเดือนอย่างชัดเจน

2. Period Pain: ปวดประจำเดือน ไม่ใช่ความเจ็บปวดที่ต้อง "อดทน"

ผู้หญิงจำนวนมากถูกปลูกฝังให้พกกระเป๋าน้ำร้อน กินยาแก้ปวดและต้องอดทนกับอาการปวดประจำเดือน หมอทั่วไปก็อาจจะให้ยาและนัดดูอาการเปลี่ยนยาไปเรื่อยๆ ทุก 3 เดือน วัฏจักรความอดทนนี้ทำให้สถิติในต่างประเทศพบว่า ผู้หญิงต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึง 6-10 ปี กว่าจะได้รับการวินิจฉัยและรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อย่างถูกต้อง นพ.โอฬาริก แบ่งการปวดประจำเดือนเป็น 2 ประเภท ได้แก่:

  • ปวดแบบปฐมภูมิ: ปวดโดยไม่มีรอยโรค มักเริ่มปวด 1-2 วันก่อนเมนส์มา ปวดบริเวณ "ตรงกลาง" ท้องน้อย อาจร้าวไปหลังหรือขาได้บ้าง เมื่อประจำเดือนมา อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น
  • ปวดแบบทุติยภูมิ: ปวดจากการมีรอยโรคซ่อนอยู่ (เช่น ช็อกโกแลตซีสต์ เนื้องอกมดลูก) จุดสังเกตสำคัญคือ "มักจะปวดร้าวไปข้างใดข้างหนึ่ง" หรือปวดตลอดเวลาแม้ประจำเดือนหมดไปแล้ว

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ควรทราบคือ อวัยวะในช่องท้องบริเวณอุ้งเชิงกรานไม่ได้มีแค่มดลูก แต่ยังมีกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ กล้ามเนื้อ และเส้นประสาท หากคุณไปหาหมอสูติฯ แล้วตรวจไม่พบความผิดปกติ แต่ยังมีอาการปวดอยู่ อย่าเพิ่งถอดใจและทนปวด ให้ไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านอื่นต่อ เพราะอาจเป็นโรคของลำไส้ เช่น ลำไส้แปรปรวน หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบก็ได้

นโยบาย Menstrual Leave: มีงานวิจัยในยุโรปที่เก็บข้อมูลจากผู้หญิง 30,000 คน พบว่า 80% ได้รับผลกระทบในชีวิตประจำวันจากประจำเดือน ทั้งประสิทธิภาพการทำงานลดลง หรือต้องลางาน ซึ่งเปเปอร์ชิ้นนี้เองที่เป็นหลักฐานอ้างอิงสำคัญในการผลักดันนโยบายเรียกร้องวันลาปวดประจำเดือน ในหลายองค์กร รวมถึงในประเทศไทยด้วย

นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา และที่ปรึกษาสมาคมเฮลท์เทคไทย

3. Polycystic Ovary Syndrome (PCOS): ถุงน้ำในรังไข่หลายใบ เช็กให้ชัวร์ว่าเมนส์มาปกติจริงไหม

นพ.โอฬาริก เล่าถึงงานวิจัยในแอปพลิเคชัน WeChat ของจีนที่น่าสนใจมาก ผู้หญิงจีนกว่า 70% ตอบแบบสอบถามว่า "ประจำเดือนของตนเองปกติ" แต่เมื่อให้ลองนับจำนวนแผ่นผ้าอนามัยจริงๆ กลับพบว่ามีภาวะประจำเดือนมามากเกินไปโดยไม่รู้ตัว นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่า "ไม่ตรวจ ไม่เป็นโรค"

ก่อนจะรู้ว่าตัวเองมีภาวะ PCOS หรือความผิดปกติอื่นๆ เราต้องรู้เกณฑ์ของ "ประจำเดือนที่ปกติ" เสียก่อน:

  1. ระยะห่างรอบเดือน: 24 - 38 วัน (คลาดเคลื่อนไม่ควรเกิน 7 วันในแต่ละเดือน)
  2. ระยะเวลา: มาไม่เกิน 8 วัน
  3. ปริมาณ: ไม่ควรเกิน 80 ซีซี (เทียบเท่านมเปรี้ยวขวดเล็ก 1 ขวดเท่านั้น!) หากต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยจนเปื้อนกางเกง มีลิ่มเลือด หรือถึงขั้นต้องใส่แพมเพิส นั่นคือสัญญาณเตือนขั้นสุดว่าผิดปกติ

เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะ PCOS ซึ่งหากพบ 2 ใน 3 ข้อนี้ ถือว่าเข้าข่ายเสี่ยง:

  1. ประจำเดือนมาน้อย มาห่างกันเกิน 38 วัน หรือขาดหายไปเลย
  2. มีฮอร์โมนเพศชายสูง สังเกตจากหน้ามัน สิวขึ้นบริเวณกรอบหน้า (U-Zone) หรือมีขนดกผิดปกติ (เช่น ขนอ่อนที่หนวด เครา หน้าอก หน้าท้อง)
  3. ผลอัลตราซาวด์ (ผ่านช่องคลอดหรือทวารหนัก) พบถุงน้ำเล็กๆ จำนวนมากในรังไข่

ผู้ป่วย PCOS หากปล่อยทิ้งไว้ อาจเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยาก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และโรคหัวใจในอนาคต

4. Perimenopause: วัยก่อนหมดประจำเดือนที่เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 45

ค่าเฉลี่ยของผู้หญิงไทยจะหมดประจำเดือนที่อายุประมาณ 49-50 ปี แต่ภาวะ Perimenopause หรือ "ช่วงเลือดจะไปลมจะมา" ซึ่งเริ่มมีอาการได้ตั้งแต่อายุ 45 ปี

อาการที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมดคืออาการ VMS หรือ อาการร้อนวูบวาบ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโดมิโนเอฟเฟกต์ ที่ส่งผลต่อทั้งสุขภาพและชีวิตประจำวัน:

  • โดมิโนตัวที่ 1: ร้อนวูบวาบตอนกลางคืน จนต้องตื่นมาเปิดแอร์และเปิดพัดลมเบอร์แรงสุด พอหนาวก็ตื่นมาปิด วนลูปไปทั้งคืนจนสามีทนไม่ไหวต้องขอแยกห้องนอน
  • โดมิโนตัวที่ 2: เมื่อนอนไม่หลับ ตื่นเช้ามาก็อ่อนเพลีย สมองตื้อ ลืมกุญแจรถ หรือหาแว่นตาที่คาดอยู่บนหัวไม่เจอ
  • โดมิโนตัวที่ 3: อารมณ์สวิง หงุดหงิดง่าย ขี้บ่นจนลูกน้องหรือคนในครอบครัวรู้สึกว่าแม่หรือหัวหน้าเปลี่ยนแปลงไปจนเหมือนกับคนละคน
  • โดมิโนตัวที่ 4: มีอาการปวดตามข้อ ผิวแห้ง และอาจลุกลามเป็นภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย

ข่าวดีคือ ภาวะเหล่านี้ "รักษาได้ และกลับมาสดใสได้เหมือนเดิม" ปัจจุบันมีทั้งการใช้ฮอร์โมนทดแทน และยาสูตรทางเลือกกลุ่มที่ไม่ใช่ฮอร์โมนสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัด

นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา และที่ปรึกษาสมาคมเฮลท์เทคไทย

เป้าหมายสำคัญของการทำความรู้จัก 4P ไม่ว่าจะเป็น PMS, Period Pain, PCOS หรือ Perimenopause ไม่ใช่เพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่เพื่อเน้นย้ำว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องทนกับความเจ็บปวดหรือความผิดปกติที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต วาทกรรม "ไม่ตรวจ ไม่เป็นโรค" อาจทำให้เรารู้สึกสบายใจชั่วคราว แต่การหมั่นสังเกตตัวเองและกล้าที่จะเดินเข้าไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง คือจุดเริ่มต้นของการทวงคืนคุณภาพชีวิต เพื่อให้ร่างกายพร้อมลุยกับทุกบทบาทได้อย่างเต็มศักยภาพโดยไม่ต้องมีคำว่า “อดทน” มาเป็นข้อจำกัด

บทความนี้สรุปเนื้อหาจากหัวข้อ Session "From Wander to Wonder Woman เรื่องสุขภาพของผู้หญิงวัยทำงาน" ภายในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2026


ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Gen Alpha's Wellbeing Blueprint: สานพลังครอบครัวและโรงเรียน ดูแลสุขภาวะเด็กยุค AI

สรุปเนื้อหาจากเวที Techsauce เผยแนวทางสร้างพิมพ์เขียวสุขภาวะให้เด็ก Gen Alpha ในยุค AI เจาะลึกการใช้เทคโนโลยีตามวัย การสร้าง Soft Skill และหลัก 3H (Head, Hand, Heart) ผ่านความร่วมม...

Responsive image

Hair is Biological Data เมื่อ ‘เส้นผม’ กำลังกลายเป็นกุญแจสู่ Healthspan และการแพทย์ยุคใหม่

เวลาเราพูดถึง 'เส้นผม' ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงมักเกี่ยวข้องกับความสวยงาม ภาพลักษณ์ หรือความมั่นใจ แต่บนเวที Techsauce Healthspan Festival 2026 มีหนึ่งมุมมองที่กำลังเปลี่ยนความเข้าใจ...

Responsive image

เข้าใจ 'ความหิว - โรคอ้วน - การลดน้ำหนัก' มากกว่าที่เคย เพื่อมีสุขภาพที่ดีได้แบบไม่กดดัน

เข้าใจ 'โรคอ้วน ความหิว การลดน้ำหนัก' แบบที่ยังมีความสุขกับการกิน และมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน จากสรุปเซสชัน "Healthy and Happy Weight Loss: ทำไม 'ความสุข' ในการกินถึงสำคัญกว่า 'แคลอร...