ตลอดสองปีที่ผ่านมา โลกเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นว่า AI จะเป็นเครื่องยนต์ที่สร้างผลิตภาพ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ โมเดลพัฒนาแบบก้าวกระโดด ต้นทุนลดลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจเร่งปรับตัว และตลาดหุ้นสะท้อนความหวังนั้นผ่านราคาที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทที่ถูกมองว่าอยู่ใจกลางกระแส AI
แต่ถ้าทุกอย่างนั้นถูกต้องจริง หาก AI ทำได้ตามที่เราคาดไว้ทุกประการ ทั้งเร็วกว่า ถูกกว่า และมีประสิทธิภาพกว่ามนุษย์ในงานจำนวนมาก แล้วโลกจะเป็นอย่างไรต่อกันแน่ ?

นี่คือคำถามที่ Citrini Research บริษัทวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคอิสระที่ติดตามความเสี่ยงเชิงโครงสร้างและพลวัตของระบบการเงิน และ Alap Shah ได้สื่อสารผ่านบทความชื่อ The 2028 Global Intelligence Crisis
พวกเขาได้จำลองอนาคตเกี่ยวกับวิกฤติการณ์จากปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2028
Techsauce รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับคำทำนายจากบทความนี้ ไว้ดังนี้
Citrini วาดภาพปี 2028 ที่อัตราว่างงานพุ่งแตะ 10.2% และดัชนี S&P 500 ปรับฐานลงราว 38% จากจุดสูงสุด อันเป็นผลจากสิ่งที่เรียกว่า Intelligence Displacement Spiral และแนวคิด “Ghost GDP” ซึ่งหมายถึงภาวะที่ผลิตภาพเพิ่มขึ้น แต่กำลังซื้อของมนุษย์หดตัว
ย้อนกลับไปในเดือนตุลาคม 2026 ตลาดคึกคักสุดขีด หุ้นเทคฯ พุ่งทะยาน การปลดพนักงานระลอกแรกจากการเข้ามาของ AI ทำให้กำไรของบริษัทพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน GDP โตระเบิด ผลผลิตต่อชั่วโมงพุ่งทะยาน เพราะ AI ไม่เคยหลับ ไม่เคยลาป่วย และไม่ต้องจ่ายประกันสังคม
แต่ในขณะที่เจ้าของระบบประมวลผล รวยขึ้นอย่างมหาศาล ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงกลับดิ่งลงเหว มนุษย์ออฟฟิศ (White-collar) ตกงาน และต้องไปทำงานที่รายได้ต่ำกว่าเดิม
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจจึงเริ่มใช้คำว่า "Ghost GDP" หรือผลผลิตที่โชว์หราอยู่บนตัวเลขระดับชาติ แต่เม็ดเงินกลับไม่เคยหมุนเวียนลงมาถึงเศรษฐกิจจริง
AI กำลังจะตัดวงจรมนุษย์ หมายความว่า เมื่อ AI เก่งขึ้น จะทำให้บริษัทต่าง ๆ แห่กันนำ AI มาใช้เพื่อลดต้นทุนพนักงาน พวกเขานำเงินที่ประหยัดได้ไปลงทุนซื้อ AI เพิ่มเพื่อลดคนอีก ยิ่ง AI เก่งขึ้น คนยิ่งตกงาน ยิ่งคนตกงาน กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจจริงยิ่งหดหาย
AI เก่งขึ้น > บริษัทต้องการคนน้อยลง > มนุษย์ออฟฟิศตกงานมากขึ้น > คนงดใช้จ่าย > บริษัทเจอกดดันเรื่องกำไร > จึงต้องลงทุนใน AI เพิ่มเพื่อลดต้นทุน > AI เก่งขึ้นไปอีก
วิกฤตนี้ลามไปถึงภาคส่วนที่เราคิดว่าปลอดภัย ในช่วงปลายปี 2025 AI พัฒนาถึงขั้นที่สามารถเขียนโค้ดเพื่อสร้างซอฟต์แวร์เทียบเท่าบริษัท SaaS (Software as a Service) ชั้นนำได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ ส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ เลิกจ้างซอฟต์แวร์ภายนอกและหันมาสร้างเอง ธุรกิจ SaaS ถูกทำลายล้าง บริษัทที่ได้รับผลกระทบจาก AI ก็ต้องหันมาใช้ AI เพื่อเอาตัวรอด
เมื่อเข้าสู่ปี 2027 AI Agent จะเริ่มแทรกซึมไปทั่ว ถูกใช้กันเป็นเรื่องปกติเหมือนระบบเดาคำศัพท์ในมือถือ และสิ่งที่มันทำลายล้างคือ Friction ที่หล่อเลี้ยงธุรกิจคนกลางมาหลายทศวรรษ ธุรกิจที่เคยทำกำไรจากความขี้เกียจของมนุษย์ จะพังทลายลง หมายความว่า
ระบบชำระเงินอยู่ในความเสี่ยง เพราะ AI ฉลาดพอที่จะหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมรูดบัตร 2-3% ของ Visa และ Mastercard โดยหันไปใช้ Stablecoins หรือระบบโอนเงินที่ต้นทุนต่ำกว่า ทำให้หุ้นกลุ่มการเงินดิ่งลงเหว
สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การล้มละลายของคนจน แต่คือการล้มลงของลูกหนี้ชั้นดี
เศรษฐกิจสหรัฐฯ มนุษย์ออฟฟิศคือแกนหลักของ พวกเขาคือกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยกว่า 75% เมื่อคนกลุ่มนี้ตกงานและต้องลดระดับตัวเองไปทำอาชีพพาร์ทไทม์ รายได้รวมของระบบก็หดตัวลง
เงินกู้สินเชื่อบ้านระดับพรีเมียมที่เคยเชื่อว่าปลอดภัยสุด ๆ จะเริ่มมีปัญหา เพราะลูกหนี้เครดิตดีเหล่านั้นไม่มีรายได้มาจ่ายหนี้อีกต่อไป ตลาดสินเชื่อภาคเอกชนที่ปล่อยกู้ให้บริษัทซอฟต์แวร์โดยหวังรายได้ประจำ ก็เผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้ครั้งประวัติศาสตร์
นอกจากนี้ พนักงาน White-collar รายได้สูง (โปรแกรมเมอร์ ที่ปรึกษา นักการเมือง) คือกลุ่มคนที่จะถูก AI แย่งงาน คนกลุ่มนี้คือฐานลูกค้าของบ้านหรู รถยนต์ และการบริโภคฟุ่มเฟือย เมื่อพวกเขาตกงานและหางานใหม่ไม่ได้ (เพราะทักษะเดิมถูกแทนที่ด้วย AI ที่เก่งกว่าและถูกกว่า) พวกเขาก็จะเริ่มผิดนัดชำระหนี้ และจะทำเกิดวิกฤติหนี้ตามมา
รัฐบาลโลกในปี 2028 อาจเจอความจริงที่น่าตกใจว่า ฐานภาษีของประเทศคือการเก็บภาษีจากเวลาการทำงานของมนุษย์ เพราะแนวคิดเรื่อง Compute Tax หรือการเก็บภาษีจากการประมวลผล AI ยังไม่ถูกนำขึ้นมาใช้ สิ่งที่บทความจะสื่อคือ
เมื่อมนุษย์ทำงานน้อยลง หรือถูกลดค่าจ้าง รายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Income Tax) และภาษีประกันสังคม (Payroll Tax) จึงดิ่งลงเหว หายไปกว่า 12% จากเป้าหมาย
ในขณะที่รายได้รัฐลดลง รัฐกลับต้องจ่ายเงินช่วยเหลือคนตกงานมากขึ้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเสนอเก็บ ภาษีการประมวลผล (Compute Tax) แต่ก็อาจดูสายเกินไป และอาจเกิดการต่อต้านทางการเมืองอย่างหนักจากบริษัท
ความเหลื่อมล้ำจะพุ่งทะลุเพดาน เพราะประวัติศาสตร์ไม่เคยมีช่วงเวลาไหนที่สินทรัพย์ที่ผลิตเงินได้มากที่สุด (AI Compute) จะจ้างงานคนน้อยที่สุดขนาดนี้ ทำให้โลกอาจเกิดขบวนการ Occupy Silicon Valley
หมายถึงการที่ผู้ชุมนุมจะปิดล้อมสำนักงานของ Anthropic และ OpenAI เพราะมองว่านายทุนเหล่านี้ ร่ำรวยขึ้นจากการขโมยผลผลิตไปจากแรงงานมนุษย์ ซึ่งจะรุนแรงกว่าวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2008 หลายเท่า
ท้ายที่สุด บทความของ Citrini ไม่ได้บอกว่าโลกกำลังจะล่มสลาย แต่มันกำลังตั้งคำถามกับสมมติฐานพื้นฐานที่ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ยึดถือมานาน นั่นคือความเชื่อว่า 'ปัญญามนุษย์' (Human Intelligence) เป็นทรัพยากรที่หายาก และความหายากนั้นคือที่มาของมูลค่า ค่าแรง และโครงสร้างรายได้ทั้งระบบ
หากวันหนึ่งความฉลาดกลายเป็นสิ่งที่ผลิตได้ในต้นทุนต่ำ โครงสร้างแรงงาน ภาษี และตลาดสินทรัพย์อาจต้องถูกออกแบบใหม่
โครงสร้างแรงงานอาจต้องเปลี่ยนจากการจ้างงานเต็มเวลาไปสู่รูปแบบที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ระบบภาษีที่พึ่งพารายได้แรงงานเป็นหลักอาจต้องคิดใหม่ ตลาดสินทรัพย์ที่ประเมินมูลค่าจากความสามารถในการสร้างรายได้ในอนาคตอาจต้องทบทวนสมมติฐานเรื่องเสถียรภาพของรายได้มนุษย์
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI จะหยุดพัฒนาได้หรือไม่ เพราะประวัติศาสตร์บอกเราว่าเทคโนโลยีไม่เคยหยุดอยู่กับที่ คำถามที่แท้จริงคือ สถาบันทางเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายสาธารณะจะปรับตัวได้เร็วพอหรือไม่
และในช่วงเวลาที่โลกยังอยู่ในขาขึ้นของ AI เสียงเตือนนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความหวาดกลัว หากแต่เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเตรียมความพร้อม ก่อนที่แรงกระเพื่อมเล็ก ๆ ในวันนี้ จะกลายเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจยุคดิจิทัลในวันข้างหน้า
อ้างอิง: American Economic Association, Business Insider, Citrini, Economic Times, IMF, World Economic Forum
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด