
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ประกาศยกระดับการบริหารงานภาครัฐสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านโครงการห้องปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ (Government Innovation Lab: Gov Lab) ประจำปี 2569 โดยในปีนี้ได้ดำเนินกิจกรรมไฮไลต์ครั้งสำคัญ "AI Hackathon for Public Sector Development" ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบราชการไทยจากการทำงานเชิงรับสู่การสร้างนวัตกรรมเชิงรุก (Anticipatory Innovation) มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงภายในหน่วยงานภาครัฐ หรือ Pain Point ของประชาชนผ่านมาตรการทดลองและปรับปรุงจนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ภายใต้แนวคิดหลักคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการทดลอง (Sandboxing) การเสริมสร้างสมรรถนะบุคลากรภาครัฐ และการขยายผลนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในฐานะผู้รับบริการเป็นสำคัญ
สำหรับการขับเคลื่อนกิจกรรม AI Hackathon ในปีนี้ สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ดำเนินความร่วมมือในลักษณะ Public-Private-Academic Co-Creation ร่วมกับ 3 หน่วยงานพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ประกอบด้วย วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้ดำเนินโครงการและที่ปรึกษาทางวิชาการ ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในแต่ละขั้นตอนของกิจกรรม ตั้งแต่กระบวนการ Pitching ไปจนถึงการให้คำปรึกษาแก่ทีมผู้พัฒนาในช่วงการจัดทำต้นแบบ Techsauce ในฐานะผู้เชื่อมโยงระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนและระบบนิเวศเทคโนโลยี ซึ่งได้สนับสนุนเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ให้แก่ทีมที่ผ่านการคัดเลือกใช้ในการพัฒนาต้นแบบระบบ (Prototype) พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางการต่อยอดนวัตกรรมผ่านเครือข่ายเทคโนโลยี และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค (NECTEC) ในฐานะผู้สนับสนุนด้านเทคนิค โดยส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาเชิงลึกและร่วมพิจารณาผลงาน เพื่อให้ต้นแบบที่ได้สามารถนำไปใช้งานจริงและขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

ไฮไลต์สำคัญของการจัดงานคือรอบ Final Pitching ซึ่งเป็นเวทีแสดงผลสัมฤทธิ์ของหน่วยงานที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการบ่มเพาะเพื่อพัฒนาต้นแบบระบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยในปีนี้มีทีมที่นำเสนอผลงานได้อย่างโดดเด่นและคว้ารางวัลชนะเลิศไปครองจำนวน 3 ทีม ได้แก่ "ทีม Tax Mates" จาก กรมสรรพากร คว้ารางวัลชนะเลิศในหมวด AI เพื่อการยกระดับคุณภาพบริการประชาชน ด้วยการนำเสนอแนวคิด “PIT Chat คุยจบ ยื่นครบ ถูกต้อง” ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี AI มาพัฒนาเป็นแชตบอตอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลภาษี จัดเตรียมเอกสาร และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้อย่างถูกต้อง สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับอีกสองรางวัลได้แก่ รางวัล AI เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย การติดตาม และการประเมินผล ตกเป็นของ "ทีม One MIND" จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดยโสธร (สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม) ที่นำเสนอแนวคิด “ระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนอุบัติภัยโรงงานอัจฉริยะ (ONE MIND-Alert)” ที่ช่วยเปลี่ยนการแจ้งเตือนอุบัติภัยโรงงานเป็นระบบกึ่งอัตโนมัติ ประเมินพื้นที่เสี่ยง และส่งข้อความเตือนภัยถึงประชาชนได้ทันที

และรางวัล AI เพื่อการปรับโครงสร้างและยกระดับสมรรถนะภาครัฐ ได้แก่ "ทีม HR RAG My Jobs" จาก สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งนำเสนอแนวคิด “HR RAG - AI Agent ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านทรัพยากรบุคคล” ที่ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับกฎระเบียบ สิทธิประโยชน์บุคลากร พร้อมทั้งช่วยจัดทำเอกสารราชการได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
คุณอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. เปิดเผยว่า "เป้าหมายสูงสุดของ ก.พ.ร. คือการเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมเชิงรุกที่มองเห็นปัญหาล่วงหน้า โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-Centric Approach) กิจกรรมในครั้งนี้เป็นกระบวนการบ่มเพาะข้าราชการให้มีทักษะแห่งอนาคต โดยเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานภาครัฐได้ทดลองนำ AI มาแก้โจทย์ปัญหาจากงานประจำของตนเอง พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนทั้งด้านเครื่องมือและคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เราเชื่อมั่นว่าการนำ AI มาใช้จะช่วยลดความซับซ้อนในระบบราชการ เพิ่มความโปร่งใส และสร้างบริการสาธารณะที่เข้าถึงใจประชาชนได้อย่างแท้จริง โดย ก.พ.ร. พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและเป็นตัวกลางเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐเข้ากับเครือข่ายความรู้และเทคโนโลยี เพื่อผลักดันทุกโจทย์ปัญหาไปสู่ทางออกที่ใช้งานได้จริง"
ในด้านความเชื่อมโยงกับภาคเทคโนโลยีเอกชน คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Techsauce กล่าวว่า “ในฐานะที่เราเป็นผู้ขับเคลื่อน Tech Ecosystem เราเล็งเห็นศักยภาพในการนำเทคโนโลยี AI มาแก้โจทย์ความท้าทายของภาครัฐ บทบาทของ Techsauce คือการเป็นสะพานเชื่อมให้ทั้งสองโลกเข้าใจภาษาเดียวกัน ผ่านโครงการ Co-Creation ร่วมกับข้าราชการ เพื่อเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นต้นแบบที่ใช้งานได้จริง ซึ่งนอกจากจะได้นวัตกรรมใหม่ ๆ แล้ว ยังเป็นการปลูกฝัง Mindset การทำงานที่รวดเร็ว ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นในระบบราชการอีกด้วย”
ทางด้าน รศ.ดร.คม คัมภิรานนท์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริมในฐานะผู้ดำเนินโครงการว่า “วิทยาลัยนวัตกรรมมุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการจัดการมาสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐตลอดกระบวนการ เราทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ เพื่อให้ข้าราชการสามารถนำเครื่องมือและกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยี AI ได้อย่างลงตัว เพื่อให้มั่นใจว่าต้นแบบที่เกิดขึ้นในโครงการนี้จะตั้งอยู่บนพื้นฐานความต้องการของผู้ใช้งานจริงและมีความยั่งยืนในเชิงวิชาการ”
ในมิติของความมั่นคงและมาตรฐานทางเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ระบุว่า “ในฐานะหน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของชาติ เนคเทค สวทช. เข้ามาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงทางเทคนิคและหลักประกันความน่าเชื่อถือ เราพร้อมส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เข้ามาให้คำปรึกษาและรับรองคุณภาพของ Prototype เพื่อให้การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในภาครัฐเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีความปลอดภัยของข้อมูล และมีศักยภาพเพียงพอที่จะขยายผล (Scale up) จากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานในวงกว้างระดับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
โครงการมีแผนงานที่ชัดเจนเริ่มต้นจากการรับสมัครและจัดกิจกรรม Clinic ให้คำปรึกษาในช่วงเดือนเมษายน 2569 จากนั้นจะเข้าสู่ช่วงการนำเสนอแนวคิดหรือ AI Pitching ในเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อคัดเลือกทีมที่มีศักยภาพเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญ คือการพัฒนา AI Prototype โดยทุกทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะมีเวลาเกือบ 2 เดือนในช่วงมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2569 เพื่อลงมือพัฒนาต้นแบบระบบ AI Prototype ก่อนจะนำไปสู่เป้าหมายสุดท้ายคือการนำเสนอผลงานในวัน Demo Day ช่วงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ซึ่งจะเป็นเวทีใหญ่ในการแสดงผลสัมฤทธิ์ของนวัตกรรมที่พร้อมจะถูกนำไปต่อยอดและใช้งานจริงในหน่วยงานภาครัฐต่อไป
ผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการจัดกิจกรรมภายใต้โครงการ Gov Lab ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การได้ต้นแบบเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเท่านั้น แต่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าคือการสร้าง "ระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์สำหรับภาครัฐ" (AI for Government Ecosystem) ที่ยั่งยืนและเข้มแข็ง การดึงศักยภาพของภาคเอกชนและภาควิชาการเข้ามาทำงานร่วมกับข้าราชการจะช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและเปลี่ยนภาพลักษณ์ของระบบราชการไทยให้เป็นองค์กรที่ทันสมัย ทันโลก และสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยความร่วมมือระหว่าง ก.พ.ร. Techsauce และพันธมิตรในครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบสำคัญของการบูรณาการทรัพยากรข้ามภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด