หากพูดถึงอุปกรณ์ VR/AR ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพจำของหลายคนคงไม่พ้นอุปกรณ์ทรงกล่องครอบหัว หนัก ๆ ที่มีราคาแพงจนจับต้องไม่ได้
แต่ล่าสุดในงาน Meta Connect ทาง Mark Zuckerberg และทีมผู้บริหาร Meta ได้เปิดตัว Meta VR Glasses แว่นตา VR เจนใหม่ล่าสุดในราคา $1,299 (ราว ๆ 46,000–47,000 บาท) ซึ่งเป็นการท้าชนกับ Apple Vision Pro อย่างจัง ด้วยการนำเสนอสิ่งที่ Apple ควรทำตั้งแต่แรกอย่าง เบาลง, สวมใส่สบายขึ้น และราคาเป็นมิตรขึ้นมากกว่าครึ่ง


ปัญหาใหญ่ที่สุดของแว่น VR ในตลาดคือ น้ำหนัก แต่ Meta VR Glasses สลายปัญหานี้ด้วยการใช้สถาปัตยกรรมแยกส่วน ย้ายเอาชิปประมวลผล พัดลมระบายอากาศ และแบตเตอรี่ ออกจากตัวแว่น ไปใส่ไว้ในตลับขนาดเล็ก Compute Puck (น้ำหนัก 300 กรัม) ที่สามารถเหน็บกระเป๋ากางเกงหรือวางบนโต๊ะได้
ผลลัพธ์คือ ตัวแว่น Meta VR Glasses จะเหลือน้ำหนักเพียง 100 กรัมเท่านั้น ซึ่งเบากว่า Apple Vision Pro (600–700 กรัม) ถึง 6 เท่า และเบากว่า Meta Quest 3S ถึง 5 เท่า
โดยมาในรูปทรงเหมือนแว่นกันแดดไซส์ใหญ่ ทำให้สวมใส่สบาย ไม่กดทับใบหน้า และไม่ทำให้ผมเสียทรงเหมือนแว่น VR ยุคเก่า
แม้ตัวแว่นจะกะทัดรัดขึ้น แต่งานฮาร์ดแวร์ข้างในกลับอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีระดับท็อป ได้แก่

นอกจากจะใช้ทำงานแบบที่คนนิยม เช่น กางหลาย ๆ จอในอากาศ หรือดูหนังบนหน้าจอเสมือนขนาดใหญ่ในรุ่นนี้ Meta ยังเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจอีก 2 อย่าง คือ
Touch Typing (คีย์บอร์ดเสมือนบนโต๊ะ): แว่นสามารถฉายแป้นพิมพ์และแทร็กแพดเสมือนลงบนพื้นผิวโต๊ะจริง ให้คุณใช้นิ้วเคาะพิมพ์งานได้ฟีลลิ่งใกล้เคียงกับการพิมพ์บน iPad สั่งการได้รวดเร็วและแม่นยำ
Photorealistic Holograms: โหมดประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่ใช้ AI สร้างร่างจำลองสเกลจริงของผู้ใช้ มีความสมจริงและเป็นธรรมชาติสูงมาก นับเป็นการก้าวข้ามผ่านยุคอวตารการ์ตูนหน้าแปลก ๆ ของ Meta

สำหรับสายความบันเทิง Meta VR Glasses มาพร้อมระบบ Full-color Passthrough กล้อง 6 ตัวที่ทำให้เรามองเห็นภาพโลกจริงภายนอกเป็นภาพสีแบบเรียลไทม์ และเปิดตัวพร้อมเกมที่ใช้มือเปล่าสั่งการมากกว่า 75 เกม
นอกจากนี้ยังเดินหน้าเจาะตลาดภาพยนตร์ 3D ร่วมกับค่ายใหญ่อย่าง Disney+ และ Peacock ปล่อยหนังบล็อกบัสเตอร์อย่าง Avatar, Avengers: Infinity War และ Star Wars มาให้ชม พร้อมฟีเจอร์ VR Enhanced Cinema ที่ขยายแสงและเอฟเฟกต์รอบขอบจอเสมือนให้ฟุ้งออกมารอบห้อง เติมเต็มอารมณ์เหมือนระบบ Ambient Light
Andrew Bosworth (CTO ของ Meta) ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า บริษัทต้องขอบคุณ Apple ที่เป็นผู้บุกเบิกและพิสูจน์ให้เห็นว่า Split Architecture คือทางรอดของวงการ VR
"เราทุกคนรู้ดีว่า Apple ตีโจทย์พลาดเรื่องน้ำหนัก เพราะไม่มีใครสามารถใส่เจ้าสิ่งนั้นบนหน้าได้นานๆ มันไม่ใช่แว่นตา แถมใส่แล้วยังดูตลกอีกต่างหาก"
นอกจากเรื่องน้ำหนักแล้ว จุดต่างที่สำคัญที่สุดคือ กลยุทธ์การทำราคา
Apple Vision Pro: $3,500 - $3,699 (ราวๆ 120,000-130,000 บาท)
Meta VR Glasses: $1,299 (ราวๆ 46,000-47,000 บาท)
ที่สำคัญ Meta เผยว่า การตั้งราคาที่ $1,299 จะช่วยให้แผนก Reality Labs สามารถทำกำไรได้ตั้งแต่การขายฮาร์ดแวร์ตัวเครื่อง จากเดิมที่เคยยอมขายเครื่อง Quest ในราคาขาดทุนเพื่อหวังเก็บรายได้จาก App Store เพียงอย่างเดียว
แม้วันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการจะอยู่ในช่วง ใบไม้ผลิปี 2027 และราคา $1,299 จะยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ไอทีทั่วไป แต่ Meta VR Glasses คือข้อพิสูจน์ว่า Meta เริ่มจับทางได้ถูกจุด
การลดน้ำหนักเหลือเพียง 100 กรัม การแยกฮาร์ดแวร์ และการชูจุดเด่นเรื่อง Productivity ร่วมกับ Entertainment ในราคาที่เอากำไรพอประมาณ คือสิ่งที่ทำให้คำว่าแว่น VR สวมใส่ในชีวิตประจำวัน ขยับเข้าใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด และถือเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่กดดันให้ Apple ต้องกลับไปทำการบ้านหนักขึ้นแน่นอน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด