Anthropic เผยผลสำรวจใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ถามคน 8 หมื่นทั่วโลก คุณคาดหวังหรือกลัวอะไรใน AI?

AI ถูกพูดถึงในฐานะเครื่องมือทรงพลังที่อาจเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล เรามักได้ยินเสียงจากเหล่านักพัฒนาในซิลิคอนวัลเลย์ หรือเหล่าผู้บริหารระดับสูง แต่เราแทบไม่เคยได้ยินเสียงของคนเดินถนนที่ใช้ AI ในชีวิตประจำวันจริง ๆ เลยว่า พวกเขารู้สึกอย่างไร?

Anthropic จึงตัดสินใจทำโปรเจกต์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “การฟังเสียงมนุษย์” ครั้งใหญ่ที่สุดผ่าน Anthropic Interviewer โดยใช้ Claude เข้าไปนั่งคุยแบบ Deep Interview กับผู้ใช้งานกว่า 80,508 คน จาก 159 ประเทศ เพื่อหาคำตอบว่า ท่ามกลางกระแสธารของเทคโนโลยี... ความหวังและความกลัวของคนจริง ๆ ต่อเทคโนโลยีนี้คืออะไรกันแน่

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่า Light and Shade หรือปรากฏการณ์แสงและเงา คือในขณะที่คนใช้ AI เพื่อหาความรู้ เขาก็จะกลัวสมองตัวเองฝ่อไปพร้อม ๆ กัน หรือคนที่ใช้ AI เป็นที่ปรึกษาทางใจ ก็จะกลัวตัวเองเสพติดเทคโนโลยีจนเลิกคุยกับคนจริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น มุมมองที่มีต่อ AI ยังถูกกำหนดด้วยเงินในกระเป๋าอย่างชัดเจน กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะมองว่า AI คือ บันไดสู่โอกาสใหม่ ๆ ในขณะที่คนในประเทศร่ำรวยกลับระแวงเรื่องการตกงานและการคุมกฎเกณฑ์มากกว่า

9 มิติของความหวังที่มีต่อ AI

จากการวิเคราะห์คำตอบ พบว่าความคาดหวังที่คนมีต่อ AI นั้นกว้างไกลกว่าแค่เรื่องช่วยทำงาน แต่เป็นเรื่องของการยกระดับคุณภาพชีวิตในหลากหลายมิติ

  1. Professional Excellence (18.8%): การก้าวข้ามงานรูทีนที่น่าเบื่อ เพื่อไปโฟกัสงานเชิงกลยุทธ์ที่มีคุณค่าสูงกว่าเดิม
  2. Personal Transformation (13.7%): ใช้ AI เป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต เป็นเพื่อนคู่คิด และช่วยในการพัฒนาบุคลิกภาพ
  3. Life Management (13.5%): ช่วยแบกรับ "ภาระทางสมอง" (Mental Load) ทั้งการจัดตารางชีวิต การตัดสินใจเรื่องเล็กน้อย ไปจนถึงการบริหารจัดการธุระส่วนตัว
  4. Time Freedom (11.1%): ความหวังที่จะทวงคืนเวลาว่างกลับมา เพื่อใช้กับครอบครัวหรือทำสิ่งที่รักจริงๆ
  5. Financial Independence (9.7%): ใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างรายได้ สร้างธุรกิจส่วนตัว และทลายข้อจำกัดทางการเงิน
  6. Societal Transformation (9.4%): คาดหวังให้ AI ช่วยแก้ปัญหาระดับโลก ทั้งการแพทย์ การศึกษา และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
  7. Entrepreneurship (8.7%): การใช้ AI เป็น "ตัวคูณความสามารถ" (Force Multiplier) ในการเริ่มและสเกลธุรกิจ
  8. Learning & Growth (8.4%): ใช้เป็นครูส่วนตัวที่ใจเย็นและสแตนด์บายตลอดเวลา
  9. Creative Expression (5.6%): ทลายกำแพงระหว่างจินตนาการกับการลงมือทำจริง

ปรากฏการณ์ Light and Shade ความย้อนแย้งที่น่าสนใจ

หนึ่งใน Insight ที่ลึกซึ้งที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่าปรากฏการณ์แสงและเงา ซึ่งหมายถึงการที่มนุษย์มักมีความรู้สึกย้อนแย้งในเรื่องเดียวกันเสมอ คนที่ได้รับประโยชน์จาก AI มากที่สุด มักจะเป็นกลุ่มเดียวกับที่กังวลผลกระทบในด้านนั้นมากที่สุดด้วย

  • ยิ่งใช้ ยิ่งระแวง: คนที่ใช้ AI เพื่อประคองสภาพจิตใจ มีโอกาสกังวลเรื่องการเสพติดเทคโนโลยีสูงกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า
  • ดาบสองคมของการเรียนรู้: คนที่ตื่นเต้นกับการใช้ AI เป็นครูสอนพิเศษ กลับกังวลเรื่องสมองฝ่อ หรือการสูญเสียทักษะการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองไป
  • ประสบการณ์จริง vs จินตนาการ: ผลการศึกษาพบว่า ความหวังมักเกิดจากสิ่งที่เราเคยได้รับประโยชน์จริงแล้ว แต่ความกลัวส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องของคาดเดาถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

ความกังวล 3 อันดับแรก อะไรคือสิ่งที่คนนอนไม่หลับ?

ในขณะที่ความหวังมักจะกระจุกตัวอยู่ในเรื่องพื้นฐาน แต่ความกังวลกลับกระจายตัวไปหลายด้าน โดยเฉลี่ยแล้วคนหนึ่งคนจะมีความกังวลถึง 2-3 เรื่องเสมอ ได้แก่

  1. ความไม่น่าเชื่อถือ (26.7%): กลัวการที่ AI มโนข้อมูลผิด ๆ จนทำให้มนุษย์ต้องเสียเวลามานั่งตรวจสอบซ้ำซ้อน
  2. เศรษฐกิจและการจ้างงาน (22.3%): ความกังวลเรื่องการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ค่าจ้างที่อาจหยุดนิ่ง และความเหลื่อมล้ำที่กว้างขึ้น
  3. การสูญเสียอำนาจตัดสินใจ (21.9%): กลัวว่าวันหนึ่ง AI จะตัดสินใจเรื่องสำคัญแทนมนุษย์โดยขาดการควบคุม และคนจะกลายเป็นเพียงผู้ตาม

และเรื่องสุดท้ายที่น่าสนใจคือ ทัศนคติต่อ AI ของคนทั่วโลกถูกแบ่งตามเงินในกระเป๋า และความหวังในการเติบโตอย่างชัดเจน ได้แก่

  • โลกตะวันออกและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (อเมริกาใต้, แอฟริกา, เอเชีย) มอง AI ด้วยความหวังสูงกว่า 60-70% เพราะเชื่อว่านี่คือ บันไดที่จะช่วยให้พวกเขามีโอกาสทางการศึกษาและอาชีพทัดเทียมกับประเทศที่เจริญแล้ว
  • โลกตะวันตก (อเมริกาเหนือ, ยุโรป) แม้จะมองบวกในระดับหนึ่ง แต่มีความสงสัยและระแวงสูงกว่า โดยเน้นไปที่เรื่องจริยธรรม การควบคุม และความเสี่ยงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม

งานวิจัยนี้เป็นเสียงสะท้อนว่า การพัฒนา AI ในปัจจุบันจะอยู่แต่ในห้องแล็บไม่ได้อีกต่อไป Anthropic ตั้งใจจะใช้ผลลัพธ์เหล่านี้เป็นแนวทางในการพัฒนา AI รุ่นต่อ ๆ ไป โดยโปรเจกต์ถัดไปที่พวกเขากำลังเริ่มทำ คือการศึกษาว่า AI ส่งผลต่อสุขภาวะของผู้ใช้อย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะไม่ได้เก่งขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราสมบูรณ์ขึ้นด้วย

อ้างอิง: aitoolsclub, anthropic

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

3 เรื่องที่ประเทศไทยต้อง Focus สร้างคน–นวัตกรรม–ปฏิรูประบบราชการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่” ในงาน The INTANIA Forum...

Responsive image

BOI รื้อเกณฑ์ Data Center ชู 4 มิติดันไทยสู่ฮับ AI ยั่งยืน คุมเข้มใช้พลังงาน ทรัพยากรน้ำ พร้อมตอบโจทย์ชาติ และการจ้างงานไทย

บีโอไอขานรับระเบียบใหม่คุมดาต้าเซ็นเตอร์ตามมติ ครม. เดินหน้ายกเครื่องเกณฑ์คัดกรองโครงการด้วย 4 มิติ พร้อมเปิดข้อมูล 42 โครงการ ลงทุนรวม 7.5 แสนล้านบาท ครอบคลุมประโยชน์ต่อประเทศ พลั...

Responsive image

Demis Hassabis ขึ้นคุม หัวเรือ AI ของ Alphabet แล้ว หลัง Jeff Dean พนักงานระดับตำนานลาออกไปตั้ง Startup ของตัวเอง

สั่นสะเทือนวงการไอที Google ปรับทัพ AI ครั้งใหญ่ Demis Hassabis สละเก้าอี้คุม DeepMind ด้าน Jeff Dean ตำนานพนักงานคนที่ 30 ประกาศลาออกตั้งบริษัทใหม่...