กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนทั่วโลกและชาว Silicon Valley ต้องจับตามอง เมื่อมีรายงานว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้เทคโนโลยี AI จาก Anthropic สตาร์ทอัพระดับ Unicorn คู่แข่งสำคัญของ OpenAI ในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ซึ่งเกิดขึ้นแบบสด ๆ ร้อน ๆ หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งแบนการใช้งานเทคโนโลยีของบริษัทนี้ในหน่วยงานรัฐบาลทั้งหมด

และนี่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ AI ของ Anthropic ถูกนำไปใช้ในสมรภูมิ เพราะก่อนหน้านี้ Claude AI เคยถูกใช้ในภารกิจจับกุม นีโคลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลามาแล้ว
ชนวนเหตุของความขัดแย้งนี้เกิดจากกำแพงด้าน AI Ethics โดย Dario Amodei CEO ของ Anthropic ปฏิเสธข้อเรียกร้องของเพนตากอนที่ต้องการให้กองทัพเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้อย่างไม่มีเงื่อนไข
ทรัมป์ตอบโต้อย่างดุเดือดโดยตราหน้าพนักงาน Anthropic ว่าเป็นพวกซ้ายจัด Left-wing nut jobs พร้อมพูดว่า
"ความเห็นแก่ตัวของพวกเขากำลังทำให้ชีวิตคนอเมริกันตกอยู่ในอันตรายและความมั่นคงของชาติสั่นคลอน เราไม่ต้องการมัน และจะไม่ทำธุรกิจกับพวกเขาอีก"
ในฝั่งของ Anthropic ได้ออกมาแถลงการณ์สวนกลับทันที โดยระบุว่าเตรียมท้าทายคำสั่งของรัฐบาลในชั้นศาล กรณีที่ถูกระบุว่าเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยยืนยันว่า การกดดันจากรัฐบาลจะไม่เปลี่ยนจุดยืนของบริษัทในเรื่องการสอดแนม หรือการพัฒนาอาวุธอัตโนมัติ
การใช้อำนาจนี้ไม่มีฐานรองรับทางกฎหมายที่ชัดเจน และเป็นบรรทัดฐานที่อันตรายต่อภาคธุรกิจอเมริกัน แม้ทรัมป์จะสั่งแบน แต่ในความเป็นจริงเทคโนโลยีของ Anthropic ได้ฝังรากลึกอยู่ในระบบของกระทรวงกลาโหม (ซึ่งทรัมป์เรียกว่า Department of War) จนต้องให้ระยะเวลา Phase-out นานถึง 6 เดือน
ศึกครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุค Sovereign AI หรือ AI เพื่อความมั่นคง โดยมีรายงานว่าเพนตากอนเริ่มขยับดีลกับ xAI ของ Elon Musk และ OpenAI ของ Sam Altman เพื่อเข้ามาแทนที่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในอนาคตอันใกล้ โมเดล AI ที่จะรุ่งเรืองในหน่วยงานรัฐอาจไม่ใช่โมเดลที่ฉลาดที่สุด แต่เป็นโมเดลที่ยอมโอนอ่อนตามนโยบายรัฐมากที่สุดนั่นเอง
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด