
ที่ประชุมบีโอไอเพิ่งกดปุ่มปล่อยเงินก้อนใหญ่ 2,500 ล้านบาท อนุมัติรวดเดียว 48 โครงการ ภายใต้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป้าหมายชัดเจนว่าไม่ได้เน้นดึงทุนต่างชาติอย่างเดียวอีกต่อไป แต่หันมาเทเม็ดเงินช่วยผู้ประกอบการไทยติดอาวุธเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ควบคู่ไปกับการเร่งปั้นกำลังคนทักษะสูงให้ทันการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจา ภายใต้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่มีคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เคาะอนุมัติโครงการ 2 ชุดใหญ่ คือ 17 โครงการภายใต้มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Business Transformation) และอีก 31 โครงการภายใต้มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge) รวมเป็น 48 โครงการ วงเงินสนับสนุน 2,500 ล้านบาท
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) บอกว่า ทั้งสองมาตรการนี้เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่คุณเอกนิติผลักดันมาต่อเนื่อง โดยตั้งใจให้ทำงานคู่กัน คือยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยไปพร้อมกับการเตรียมคนรองรับอุตสาหกรรมที่กำลังจะมา
มาตรการ Business Transformation ได้ไฟเขียว 17 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 1,033 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมเกษตร การแปรรูปอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
แก่นของโครงการกลุ่มนี้คือการลงทุนเพื่อยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นการปรับสายการผลิตให้เป็นโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ด้วยระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ การนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) มาวิเคราะห์กระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดของเสียในสายการผลิต รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงที่ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น บรรจุภัณฑ์ชีวภาพย่อยสลายได้จากวัตถุดิบทางการเกษตร และอุปกรณ์การแพทย์ความแม่นยำสูง ปิดท้ายด้วยการยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ทั้งระบบพลังงานอัจฉริยะและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้แข่งขันได้ภายใต้กติกาการค้าใหม่ของโลก

อีกฝั่งหนึ่ง มาตรการ Skill Bridge ได้อนุมัติให้การส่งเสริมบริษัทและสถาบันการศึกษาหรือฝึกอบรมรวม 31 โครงการ วงเงินสนับสนุน 1,465 ล้านบาท ตั้งเป้าพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 49,300 คน และเมื่อนับรวมกับโครงการที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้ ทำให้ปัจจุบันมีโครงการภายใต้มาตรการนี้แล้ว 35 โครงการ คิดเป็นกำลังคนที่จะได้รับการพัฒนารวม 66,500 คน
โครงการที่ผ่านการคัดเลือกถูกพิจารณาจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ มาตรฐานหลักสูตร ความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ และศักยภาพความพร้อมในการจัดฝึกอบรม โดยเนื้อหาการฝึกพุ่งเป้าไปที่ทักษะที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตต้องการจริง
ในสายดิจิทัลมีหลักสูตรด้าน AI การวิเคราะห์ข้อมูล การประมวลผลบนคลาวด์ (Cloud Computing) และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ส่วนสายอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเน้นการออกแบบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board: PCB) และระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ฝั่งยานยนต์สมัยใหม่ก็มีทั้งเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และระบบการผลิตสมัยใหม่ ขณะที่สายหุ่นยนต์ครอบคลุมหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ระบบอัตโนมัติ และการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing)
ที่น่าสนใจคือหลักสูตรลามไปถึงภาคที่เป็นจุดแข็งของไทยอย่างเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งสอนการประยุกต์ใช้ AI และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) ในภาคเกษตร เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ต่อด้วยการแปรรูปอาหารมูลค่าเพิ่มสูงที่เน้นนวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ สายการแพทย์ที่โฟกัสเทคโนโลยีทางการแพทย์ นวัตกรรมชีวการแพทย์ และการวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพ ไปจนถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สอนการวิเคราะห์วัสดุและนาโนขั้นสูง ระบบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และอากาศยานไร้คนขับ
นอกจากสองมาตรการหลัก ที่ประชุมยังอนุมัติโครงการภายใต้มาตรการสนับสนุนสตาร์ทอัพศักยภาพสูงที่มีความพร้อมเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นของผู้ประกอบการไทยที่หยิบงานวิจัยเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) มาต่อยอดสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรม โดยมุ่งวิจัยและพัฒนาคาร์บอนควอนตัมดอท (Carbon Quantum Dots: CQDs) วัสดุนาโนขั้นสูงที่ช่วยเพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้กับวัสดุที่นำไปผสม เช่น เสริมความแข็งแกร่ง
จุดที่ทำให้โครงการนี้น่าจับตาคือ CQDs ในโครงการจะผลิตจากเศษวัสดุเหลือทิ้งในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร เท่ากับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรในประเทศ ลดการพึ่งพาวัสดุนำเข้า และดันงานวิจัยไทยไปสู่การใช้งานจริงเชิงพาณิชย์ พร้อมวางรากฐานอุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูงและเศรษฐกิจหมุนเวียนในระยะยาว
คุณนฤตม์ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่บีโอไอทำในรอบนี้คือ 'การส่งเสริมการลงทุนในเรื่องที่เป็นอนาคตของประเทศ และการช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทย' พร้อมย้ำว่าบีโอไอไม่ได้มีบทบาทแค่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ แต่ให้ความสำคัญกับการทำให้ผู้ประกอบการไทยทุกกลุ่มแข่งขันได้บนเวทีโลก ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียวให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่
"เพื่อให้บุคลากรไทยสามารถเข้าถึงงานที่มีคุณค่าและสามารถสร้างรายได้สูงในอนาคต" คุณนฤตม์กล่าว พร้อมระบุว่าการเร่งพัฒนากำลังคนจะครอบคลุมทั้งสาขา AI เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ อุตสาหกรรมชีวภาพ และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ
ทั้งนี้ บีโอไอก่อตั้งเมื่อปี 2509 ปัจจุบันทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนทั้งจากนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนไทยมากว่า 60 ปี
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด