Canva เปิดตัว ‘Canva AI 2.0’ ในงาน Canva Create ที่ลอสแอนเจลิส โดยนิยามตัวเองใหม่จาก ‘Design tool’ ไปสู่ ‘Work platform’ ที่ AI ไม่ได้เป็นแค่ฟีเจอร์เสริม แต่กลายเป็นแกนกลางของการทำงานทั้งหมด 
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ต่อยอดจากวิสัยทัศน์เดิมของ Canva ที่เคยลดความซับซ้อนของซอฟต์แวร์ออกแบบแบบเดสก์ท็อป ให้กลายเป็นเครื่องมือบน Browser ที่ใช้งานง่ายผ่านระบบ Drag-and-drop และ Template จำนวนมหาศาล จนมีผู้ใช้งานมากกว่า 250 ล้านคนต่อเดือนทั่วโลก
แต่ในรอบนี้ Canva กำลังไปไกลกว่านั้น ด้วยการรวม ‘การคิด + การสร้าง + การทำงานจริง’ ไว้ในระบบเดียว โดยมี AI เป็นตัวช่วยตั้งแต่จุดเริ่มต้นของไอเดีย ไปจนถึง Execution ที่สามารถนำไปใช้จริงได้ทันที
หัวใจของ Canva AI 2.0 คือการเปลี่ยนบทบาทของ AI จากเครื่องมือสร้างคอนเทนต์ไปสู่ ‘Creative partner’ ที่ทำงานร่วมกับผู้ใช้ตลอดทั้งกระบวนการ
แทนที่จะต้องเริ่มจากหน้ากระดาษเปล่าหรือ Template ผู้ใช้สามารถเริ่มต้นจากการ ‘คุยกับ AI’ แล้วให้ระบบสร้างโครงงานทั้งหมดขึ้นมาให้ทันที พร้อมสามารถแก้ไข ปรับปรุง และต่อยอดได้อย่างต่อเนื่องใน Workflow เดียว
สิ่งที่แตกต่างคือ Canva ไม่ได้หยุดแค่การสร้างคอนเทนต์ แต่สร้างระบบที่เข้าใจบริบทของงาน และสามารถทำงานต่อเนื่องแบบ End-to-end ได้จริง ตั้งแต่ไอเดีย ไปจนถึงการนำไปใช้ในองค์กร

ฟีเจอร์ใหม่ของ Canva AI 2.0 สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก โดยกลุ่มแรกเป็นความสามารถด้าน AI ที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีการสร้างงานโดยตรง ให้ AI เข้าใจความต้องการของผู้ใช้ และช่วยคิด สร้าง และปรับงานได้ต่อเนื่องใน Workflow เดียว ได้แก่
อีกกลุ่มหนึ่งเน้นการขยาย Canva ไปสู่แพลตฟอร์มการทำงานเต็มรูปแบบ โดยรวมเครื่องมือ ข้อมูล และระบบ Automation ไว้ในที่เดียว เพื่อให้ AI สามารถช่วยทำงานได้ครบตั้งแต่ต้นจนจบในระดับองค์กร

เบื้องหลัง Canva AI 2.0 คือการลงทุนด้าน AI ผ่านทีม Canva Original Research and Exploration (CORE) ที่มีนักวิจัยกว่า 100 คน พัฒนาโมเดลแบบ Multimodal ที่ออกแบบมาเพื่องานดีไซน์โดยเฉพาะ ครอบคลุมทั้งภาพ วิดีโอ และโครงสร้างงาน
Canva ยังเร่งสปีดการพัฒนาโมเดล จากเดิมที่ใช้เวลากว่า 2 ปี เหลือเพียงประมาณ 1 เดือน ด้วยโครงสร้าง Training infrastructure และระบบ Reinforcement learning ภายในองค์กร
ในด้านประสิทธิภาพ โมเดลของ Canva ทำงานได้เร็วขึ้นสูงสุด 7 เท่า และลดต้นทุนได้มากถึง 30% เมื่อเทียบกับโมเดลระดับเดียวกัน โดยมีเทคโนโลยีสำคัญอย่าง Canva Proteus, Canva Lucid Origin และ Canva I2V ที่ช่วยยกระดับทั้งความเร็วและประสิทธิภาพของการสร้างภาพและวิดีโอ
พร้อมกันนี้ Canva ยังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจร ทั้งระบบฝึกโมเดลภายใน ระบบ Reinforcement learning และโครงสร้างประมวลผลขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการใช้งานของผู้ใช้กว่า 250 ล้านคนต่อเดือนทั่วโลก
Canva ยังขยายสู่การเป็น ‘AI ecosystem’ ที่เปิดให้ผลงานจาก AI อื่นนำเข้ามาแก้ไขและทำงานต่อได้ทันที พร้อมรองรับการเผยแพร่เป็น Website ได้ในไม่กี่คลิก
สิ่งที่ Canva พยายามทำไม่ใช่แค่เพิ่มความสามารถของ AI แต่คือการรวม Workflow ทั้งหมดมาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ตั้งแต่ การคิดไอเดีย สร้างงาน ดึงข้อมูลจากเครื่องมืออื่น ปรับให้ตรง Brand ไปจนถึงการ Deploy งานจริง ทุกขั้นตอนสามารถเกิดขึ้นในที่เดียว โดยไม่ต้องสลับเครื่องมือไปมา
แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของซอฟต์แวร์ยุค AI ที่กำลังเปลี่ยนจาก ‘Tool’ ไปสู่ ‘System’ ที่ครอบคลุมการทำงานทั้งกระบวนการ และ Canva กำลังก้าวสู่การเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์ม AI ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และขยายจากเครื่องมือสู่ระบบที่รองรับการทำงานครบวงจร
Canva AI จะเริ่มเปิดใช้งานในรูปแบบ Research preview ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน โดยจะทยอยเปิดให้ผู้ใช้กลุ่มแรกประมาณ 1 ล้านคน และขยายสู่ผู้ใช้ทั่วไปในช่วงถัดไป
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด