
วันที่ 27 เมษายน 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการเทคโนโลยีจีน เมื่อคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน (NDRC) ออกประกาศสั่งให้ Meta ยกเลิกการเข้าซื้อกิจการ Manus สตาร์ทอัพ AI Agent สัญชาติสิงคโปร์ที่มีรากเหง้าจากจีน มูลค่าราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดีลนี้ปิดไปตั้งแต่ปลายปี 2025 และพนักงาน Manus หลายคนย้ายเข้าออฟฟิศ Meta ที่สิงคโปร์เรียบร้อยแล้ว แต่จีนกลับเลือกใช้กลไกตรวจสอบการลงทุนต่างชาติที่มีอายุ 15 ปี เข้ามาแทรกแซงเป็นครั้งแรกที่มีการประกาศต่อสาธารณะ
ในแถลงการณ์สั้น ๆ NDRC ระบุว่าจะ "ห้ามการลงทุนจากต่างชาติในโครงการ Manus ตามกฎหมายและกฎระเบียบ และเรียกร้องให้คู่กรณีที่เกี่ยวข้องถอนการทำธุรกรรมเข้าซื้อกิจการ" โดยไม่ได้ระบุชื่อ Meta หรือผู้ลงทุนต่างชาติรายอื่นโดยตรง ขณะที่โฆษกของ Meta ตอบกลับว่าธุรกรรมดังกล่าว "ดำเนินการสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน" และคาดหวังว่าจะมี "ทางออกที่เหมาะสม" สำหรับเรื่องนี้ หุ้น Meta ปิดตลาดวันจันทร์บวก 0.53%
Manus เป็นผลิตภัณฑ์ AI Agent ทั่วไป (General-Purpose AI Agent) ที่พัฒนาโดย Butterfly Effect บริษัทแม่ที่ก่อตั้งโดย Xiao Hong, Ji Yichao และ Tao Zhang ในกรุงปักกิ่งเมื่อปี 2022 จุดเด่นของ Manus คือสามารถทำงานซับซ้อนได้แบบอัตโนมัติ ตั้งแต่ค้นคว้าข้อมูลตลาด เขียนโค้ด วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงสร้างเว็บไซต์ โดยทำงานบนพื้นฐานของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของฝั่งตะวันตกอย่าง Claude แทนที่จะสร้างโมเดลของตัวเอง
ตอนเปิดตัว Agent ตัวแรกในเดือนมีนาคม 2025 Manus ถูกสื่อจีนยกย่องว่าเป็น "DeepSeek รายต่อไป" และกลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน ตัวเลขการเติบโตน่าตกใจไม่แพ้กัน บริษัทอ้างว่าทำรายได้ประจำปี (ARR) ทะลุ 100 ล้านดอลลาร์ภายในเดือนธันวาคม 2025 หลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์เพียง 8 เดือน ซึ่งถือเป็นสตาร์ทอัพที่ไปถึงหลักไมล์นี้จากศูนย์เร็วที่สุดในโลกในเวลานั้น
หลังระดมทุนรอบ 75 ล้านดอลลาร์ที่นำโดย Benchmark Capital จากสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม 2025 Butterfly Effect ตัดสินใจปิดออฟฟิศในจีนช่วงเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ปลดพนักงานหลายสิบคน และย้ายสำนักงานใหญ่พร้อมทีมงานหลักไปสิงคโปร์ จากทีมเดิม 120 คนเหลือเพียงทีมเทคนิคหลักประมาณ 40 คน
การย้ายฐานครั้งนี้คือสิ่งที่วงการเรียกว่า "Singapore Washing" หรือ "การฟอกสัญชาติสิงคโปร์" ซึ่งเป็นโมเดลที่ช่วยให้บริษัทจีนเลี่ยงทั้งข้อจำกัดของวอชิงตันที่ห้ามนักลงทุนอเมริกันสนับสนุนบริษัท AI จีนโดยตรง และเลี่ยงกฎจีนที่จำกัดการโอนทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และทุนออกนอกประเทศ ที่สำคัญ การย้ายของ Manus ในช่วงแรกได้รับไฟเขียวจาก NDRC แล้ว แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ Meta และ Manus ปิดดีลกันในเดือนธันวาคมโดยไม่ได้แจ้งทางการจีนล่วงหน้า
ทันทีที่ดีลถูกประกาศปลายปี 2025 กระทรวงพาณิชย์จีนก็เริ่มสอบสวนในเดือนมกราคม 2026 โดยตรวจประเด็นการควบคุมการส่งออก เทคโนโลยีนำเข้า-ส่งออก และการลงทุนนอกประเทศ จากนั้นในเดือนมีนาคม NDRC เรียกตัวสองผู้ร่วมก่อตั้งคือ Xiao Hong และ Ji Yichao เข้าพบ พร้อมขอให้ทั้งคู่ห้ามเดินทางออกนอกประเทศจีนจนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น
ความซับซ้อนของเรื่องนี้คือ ดีลปิดไปแล้ว ทีม Manus เข้าทำงานในออฟฟิศ Meta ที่สิงคโปร์แล้ว ผู้บริหารเข้าร่วมทีม AI ของ Meta แล้ว และนักลงทุนเดิมอย่าง Tencent Holdings, ZhenFund และ HongShan ก็ได้รับเงินไปแล้ว การ "ถอน" ดีลในทางปฏิบัติจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ยังไม่มีใครรู้คำตอบ
นักวิเคราะห์มองว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็น "ช่วงเวลาแห่งความชัดเจน" สำหรับวงการเทคจีน Ke Yan นักวิเคราะห์จาก DZT Research ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า "Manus จดทะเบียนในสิงคโปร์ ผู้ก่อตั้งอยู่ที่นี่ แต่ก็ยังถูกดึงกลับ สัญญาณจากปักกิ่งคือ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่านิติบุคคลตั้งอยู่ที่ไหน"
ก่อนหน้านี้มีรายงานจาก Bloomberg ว่า NDRC และหน่วยงานอื่นได้แจ้งสตาร์ทอัพ AI สำคัญอย่าง Moonshot AI และ Stepfun ให้ปฏิเสธทุนจากนักลงทุนอเมริกันยกเว้นได้รับอนุมัติเป็นพิเศษ รวมถึง ByteDance เจ้าของ TikTok ที่เป็นสตาร์ทอัพมูลค่าสูงสุดของจีนก็ถูกข้อจำกัดคล้ายกัน
Ben Chester Cheong อาจารย์จาก Singapore University of Social Sciences ให้ความเห็นว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้แปลว่าบริษัทจีนจะเลิกย้ายไปสิงคโปร์ แต่ "เป็นการยกระดับเกณฑ์การปฏิบัติตามกฎ บริษัทอาจต้องแสดงให้เห็นการย้ายฐานปฏิบัติการที่แท้จริง ทั้งที่ตั้งของฝ่ายบริหาร เจ้าของ IP สถานที่ทำ R&D ที่เก็บข้อมูล และต้องผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานจีนหรือไม่"
จังหวะของการประกาศครั้งนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump กับประธานาธิบดี Xi Jinping ที่ปักกิ่ง ซึ่งคาดว่าจะหารือทั้งเรื่องการค้าและการควบคุมเทคโนโลยี Brian Wong ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก University of Hong Kong มองว่า "ปักกิ่งน่าจะมองเรื่องนี้ว่าเป็นการตอบโต้ที่สมเหตุสมผลและเป็นกระจกสะท้อนการควบคุมการส่งออก ข้อจำกัดการลงทุน และการสอบสวนการถ่ายเทเทคโนโลยีที่ทางการสหรัฐฯ ทำมาตลอดหลายปี"
ฝั่ง Chen Xu ประธานการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส APEC ให้ความเห็นเมื่อถูกถามถึงประเด็นนี้ว่า "สำคัญที่ทุกฝ่ายต้องดำเนินการด้วยจิตวิญญาณแห่งผลประโยชน์ร่วมกัน" และเสริมว่า "ถ้าสามารถจัดการประเด็นนี้ได้อย่างเหมาะสม จะช่วยอำนวยความสะดวกให้การหารือใน APEC มีเนื้อหามากขึ้น"
นี่ยังเป็นไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนเข้ามาแทรกแซงดีลข้ามพรมแดน เมื่อปีที่แล้วจีนวิพากษ์วิจารณ์ดีลที่ CK Hutchison ของ Li Ka-shing มหาเศรษฐีฮ่องกง ตกลงขายท่าเรือทั่วโลกมูลค่า 23,000 ล้านดอลลาร์ให้กลุ่มที่นำโดย BlackRock ซึ่งดีลนั้นได้รับการต้อนรับจาก Trump
สำหรับ Meta การถูกสั่งล้มดีลครั้งนี้อาจเป็นการเสียโอกาสครั้งสำคัญในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาด AI Agent ที่กำลังร้อนแรง ซึ่งบริษัทกำลังตามหลังคู่แข่งอย่าง Microsoft, Google, OpenAI และ Anthropic ตอนประกาศดีล Meta บอกว่าจะนำ Manus ไปต่อยอด AI ของบริษัทในทุกแพลตฟอร์ม รวมถึงผู้ช่วย Meta AI และผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กร
ขณะนี้ Manus ที่ขึ้นใน App Store ของ Apple ยังคงระบุว่าผู้พัฒนาคือบริษัทสิงคโปร์ในเครือ Butterfly Effect และมีชื่อว่า "Manus from Meta" ส่วนทีม Manus ก็ยังคงเดินหน้าโครงการในออฟฟิศ Meta สิงคโปร์ต่อไปแม้สองผู้บริหารจะถูกห้ามเดินทางออกจากจีน
สถานะปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจะ "ถอน" ดีลที่ปิดไปแล้วได้อย่างไรในทางปฏิบัติ Meta ยืนยันว่ายังคาดหวังการคลี่คลายที่เหมาะสม ขณะที่จีนส่งสัญญาณชัดเจนว่ายุคของการเลี่ยงกฎด้วยการย้ายฐานไปสิงคโปร์กำลังจะจบลง
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด