ปั้นกรุงเทพฯ สู่ 'Pink Valley' เศรษฐกิจสีชมพูมีดีพอโตแตะ 2 หมื่นล้านเหรียญภายในปี 2573 สรุปรายงานจาก CVI

กรุงเทพฯ จ่อก้าวเป็น "Pink Valley" คาดเศรษฐกิจสีชมพูโตแตะ 2 หมื่นล้านเหรียญภายในปี 2573

รายงานเศรษฐกิจสีชมพูฉบับที่ 3 ของบริษัท แคนวาส เวนเจอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ CVI ประจำปี พ.ศ. 2569 พบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองไทยส่วนใหญ่หนุนนายกฯ ที่มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมกับการวางหมุดหมายว่าต้องประเทศไทยควรสร้างอะไรต่อจากนี้

CVI ประเมินว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับชุมชนความหลากหลายทางเพศในไทยมีมูลค่าราว 10,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเข้าใกล้ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573

พร้อมเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครก้าวขึ้นเป็น 'Pink Valley (พิงค์วัลเลย์)' ภายในปีเดียวกัน ตามรายงานประจำปีฉบับที่ 3 ในหัวข้อ Proof & Power: Thailand's Pink Economy 2026 (บทพิสูจน์และพลัง: เศรษฐกิจสีชมพูของไทย ประจำปี 2569) ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569

CVI เป็นมัลติแฟมิลี่ออฟฟิศและบริษัทเงินร่วมลงทุนสัญชาติไทย-ฝรั่งเศส มีฐานปฏิบัติการที่กรุงเทพฯ บ่มเพาะสตาร์ทอัพตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนถึงระยะเติบโต ตัวเลขทั้งสองเป็นการประเมินของ CVI เอง ครอบคลุมเม็ดเงินที่หมุนเวียนผ่านโรงแรม คลินิก อีเวนต์ ร้านค้า และงานสร้างสรรค์อันเป็นผลจากชุมชนดังกล่าว

จากสัญญาณการเปลี่ยนแปลง (Signal) 20 ข้อและแผนที่ระบบนิเวศประจำปี 2569 รายงานสรุปว่าเศรษฐกิจสีชมพูมี 'กำลังคน' 'อุปสงค์' และ 'แรงหนุน' พร้อมอยู่แล้ว โอกาสของผู้ประกอบการและนักลงทุนจึงอยู่ที่การ 'สร้างตัวเชื่อม' ที่โยงกิจกรรมเหล่านี้เข้ากับแหล่งทุน

8 ภาคธุรกิจที่ขยับด้วย 3 จังหวะ

CVI จำแนก 8 ภาคธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่มหลัก

กลุ่มแถวหน้าคือสุขภาพ สุขภาวะ และประกันภัย, เทศกาลและการท่องเที่ยว, และแฟชั่นและความงาม เป็นกลุ่มที่เติบโตสูงสุดและเข้าถึงผู้ป่วย นักเดินทาง และผู้บริโภคโดยตรง โดยภาคสุขภาพก้าวหน้าไปไกลที่สุด

กลุ่มเติบโตเร็วคือบันเทิงและทรัพย์สินทางปัญญาเชิงสร้างสรรค์, เศรษฐกิจกะเทย (Kathoey Economy) และเศรษฐกิจครีเอเตอร์ กำลังขยายตัวและต้องการกลไกหนุน ทั้งสัญญามาตรฐาน ระบบบันทึกค่าลิขสิทธิ์ และสิทธิที่คุ้มครองให้มูลค่าตกอยู่กับผู้สร้างสรรค์

กลุ่มฐานรากคือสื่อและแพลตฟอร์ม กับอีเอสจีและทรัพยากรบุคคล ทำหน้าที่ทำให้ชุมชนเป็นที่ประจักษ์ และกำหนดว่าองค์กรจะรับบุคลากรที่มีความหลากหลายทางเพศเข้าทำงาน โอบรับ และรักษาไว้อย่างไร โดยภาคธุรกิจเองก็กำลังกลายเป็นลูกค้า

ผลสำรวจจากแวดวงการเมืองและวิทยาศาสตร์

รายงานมีแบบสำรวจสองชุด ผลทั้งสองชุดเป็นข้อมูลเชิงทิศทางที่สะท้อนมุมมองของกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น ไม่ใช่ความเห็นของสาธารณชนทั่วไป

ชุดแรกคือ 'Pink Politics' สำรวจผู้ที่ทำงานในแวดวงการเมืองไทยหรือใกล้เคียง โดยผู้ตอบระบุตำแหน่งหน้าที่ด้วยตนเอง ผลปรากฏว่าร้อยละ 64 ของกลุ่มตัวอย่างสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ และไม่มีเสียงคัดค้าน 

ส่วนร้อยละ 97 สนับสนุนกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติ รายงานระบุว่าร่างกฎหมายว่าด้วยความหลากหลายกำลังเดินหน้า แต่กระบวนการทางกฎหมายยังไม่ก้าวมาถึงมิติทางเศรษฐกิจ ยังคงเป็นเรื่อง 'สิทธิ' ไม่ใช่ 'การพัฒนาทางเศรษฐกิจ' 

ขณะที่ผู้ที่อยู่ในวงการยังเสียงแตกว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรต้องเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศหรือรสนิยมทางเพศหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีกฎเกณฑ์ใดบัญญัติไว้ และแม้แต่ผู้ที่คัดค้านการบังคับเปิดเผยก็ยอมรับว่าเส้นทางอาชีพได้รับผลกระทบ

ชุดที่สองคือ 'Pink Science' สำรวจนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยไทย พบว่าราว 3 ใน 4 เปิดเผยตัวตนในที่ทำงาน ผู้ตอบระบุชื่อ Alan Turing นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษที่มีความหลากหลายทางเพศ ในฐานะบิดาแห่งวิทยาการคอมพิวเตอร์ได้ และร้อยละ 90 รู้จัก Tim Cook ในฐานะผู้นำธุรกิจสายเทค แต่น้อยคนที่รู้จักนักวิทยาศาสตร์ที่มีความหลากหลายทางเพศและก่อตั้งบริษัทด้วยตนเอง ร้อยละ 60 ตอบว่าไม่ได้ถือครองทรัพย์สินทางปัญญาเลย และยังมองไม่เห็นเส้นทางจากห้องปฏิบัติการสู่การก่อตั้งธุรกิจสักเท่าไหร่

CVI ระบุว่ายังไม่มีงานวิจัยใดที่ศึกษาเรื่องความหลากหลายทางเพศในไทยผ่านมุมมองเทคโนโลยีหรือธุรกิจ และ CVI ไม่พบสมาคมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือธุรกิจของกลุ่มความหลากหลายทางเพศที่มีสมาชิกปรากฏชื่อและมีพันธกิจทางเศรษฐกิจชัดเจน รวมถึงไม่พบงานเฉพาะทางด้าน 'Pink Science' หรือ 'Pink Tech' 

ผู้ก่อตั้งแต่ละรายจึงต้องสร้างการยอมรับในชุมชนด้วยตนเอง และผู้ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้เป็นรายแรกจะได้เป็นผู้กำหนดมาตรฐานของวงการ

กรุงเทพฯ กับตำแหน่งพิงค์วัลเลย์ที่ยังไม่มีเจ้าของ

รายงานมองว่ากรุงเทพฯ มีสิ่งที่ยากจะลอกเลียนอยู่แล้ว ทั้งบุคลากรสร้างสรรค์ในแวดวงศิลปะแดร็ก คาบาเร่ต์ ซีรีส์ สไตลิสต์ และไนต์ไลฟ์ ชื่อเสียงระดับโลกด้านบริการข้ามเพศ และชุมชนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเป็นที่ประจักษ์

เม็ดเงินไหลผ่าน 4 ช่องทางแล้ว ได้แก่ อีเวนต์, การดูแลและความงาม, คอนเทนต์ และอสังหาริมทรัพย์ แต่ทั้งสี่ยังไม่หลอมรวมเป็นตลาดเดียวกัน และยังไม่มีองค์กรใดประกาศตัวเป็นเจ้าภาพในนามเมืองอย่างชัดเจน รายงานเรียกตำแหน่งที่ว่างอยู่นี้ว่า 'พิงค์วัลเลย์' ที่ยังไม่มีเจ้าของ และการเชื่อมช่องทางเหล่านี้เข้าด้วยกันคือหนทางที่จะคว้าตำแหน่งนั้นไว้

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ประธานกรรมการและผู้ร่วมก่อตั้ง CVI กล่าวว่า "ประเด็นที่ว่าเศรษฐกิจสีชมพูมีอยู่จริงหรือไม่นั้นผ่านไปแล้ว คำถามที่เหลือคือจะระดมทุนให้อย่างไร ประเทศควรมีกองทุนสีชมพูที่จัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ จะเป็นกลไกเปลี่ยนพรสวรรค์ของนวัตกรผู้มีความหลากหลายของไทยและสร้างอุปสงค์ในเศรษฐกิจสีชมพูให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตได้จริง 

กองทุนนี้จะพานักวิทยาศาสตร์ของเราข้ามจากห้องปฏิบัติการสู่การเป็น Pink Tech และมอบทุนตั้งต้นให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เมื่อผู้นำทางการเมืองมองว่าสิทธิและความเจริญทางเศรษฐกิจเป็นวาระเดียวกัน ทุน งานวิจัย และนโยบายจะขับเคลื่อนไปพร้อมกัน และนั่นคือเส้นทางที่กรุงเทพฯ จะกลายเป็นพิงค์วัลเลย์ภายในปี 2573 เมืองที่พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเศรษฐกิจสร้างได้ด้วยความหลากหลาย ไม่ใช่สร้างทั้งที่ความหลากหลายเป็นอุปสรรค"

ธนะชัย กุลสมบูรณ์สินธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง CVI กล่าวว่า "ทุกภาคส่วนในระบบนิเวศต่างเดินหน้าด้วยความเร็วของตัวเอง ภาคสุขภาพนำหน้าไปไกลแล้ว ภาคบันเทิงและครีเอเตอร์เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนสื่อ ESG และงานบุคคลกำลังปูรากฐานให้ภาคอื่นยืน หน้าที่ของเราคือชี้ให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนเห็นว่าแต่ละภาคสร้างอะไรได้ตรงไหน แล้วพาทุน งานวิจัย และนโยบายมานั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน เพื่อให้แต่ละฝ่ายดึงกันและกันไปข้างหน้า"

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. กล่าวว่า "ความหลากหลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ไทย และเป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่เราต้อนรับผู้คนจากทั่วโลก สสปน. ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อเปลี่ยนอัตลักษณ์นั้นให้เป็นอีเวนต์ การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม รายงานที่วางหลักฐานรองรับเศรษฐกิจสีชมพูเช่นนี้ จะช่วยให้ทุกฝ่ายตัดสินใจได้ว่า ก้าวต่อไปควรสร้างอะไร"

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เบื้องหลังนวัตกรรม AI ฝีมือคนไทยสู่เวทีเอเชียแปซิฟิก ฟิวชั่น โซลูชั่น ปักหลักสร้าง 'ทีมนักวิจัย AI รุ่นใหม่'

ฟิวชั่น โซลูชั่น เปิดเบื้องหลัง Intelligent AgriDiagnose ระบบ AI วินิจฉัยโรคข้าวโพดฝีมือคนไทย ที่คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 เวที TICTA ครั้งที่ 22 และเป็นตัวแทนประเทศไทยแข่งขัน APICTA ...

Responsive image

รัฐบาล VS ค่า GP แพลตฟอร์ม ตอนนี้เรื่องเดินมาถึงตรงไหนแล้ว

สรุปมหากาพย์ 8 เดือน รัฐเบรกค่า GP แพลตฟอร์ม Shopee, Lazada, TikTok Shop ยอมหั่นค่าธรรมเนียมช่วย SME 6 เดือน พร้อมก้าวต่อไปเปิดศึกคุม “อัลกอริทึม”...

Responsive image

Anthropic เลิกวัดฝีมือวิศวกรจาก ‘ข้อสอบเขียนโค้ด’ ผู้บริหารชี้คนที่ทำต้นแบบ+แก้โจทย์ธุรกิจได้ เป็นที่ต้องการกว่า

ผู้บริหาร Anthropic เลิกใช้การสัมภาษณ์เขียนโค้ดคัดคนเข้าทีม เพราะ Claude ทำได้ดีกว่าแล้ว พร้อมแนะวิศวกรมือใหม่ให้สร้างต้นแบบที่แก้โจทย์ธุรกิจในสุดสัปดาห์เดียว และใช้สายตาคนนอกให้เป...