Disrupt Health Impact Fund เปิดรายงาน HealthTech Outlook 2026 ชี้ 5 เทรนด์เปลี่ยนระบบสุขภาพโลก

ลองนึกภาพระบบสุขภาพที่เราคุ้นเคย ป่วยแล้วค่อยไปหาหมอ รอคิวนาน จ่ายยาแพง แล้วกลับมารอป่วยใหม่ ภาพนี้กำลังจะเปลี่ยนไปอย่างถาวร

กองทุน Disrupt Health Impact Fund เพิ่งเปิดตัวรายงาน 'A Global Investor Perspective: HealthTech Outlook 2026' ที่รวบรวมการวิเคราะห์เชิงลึกจากทีมนักลงทุนระดับโลก ซึ่งคัดสรรและประเมินโอกาสการลงทุนจาก Startup HealthTech มากกว่า 1,000 รายต่อปีจากตลาดชั้นนำทั่วโลก รายงานฉบับนี้ระบุ 5 แรงขับเคลื่อนหลักที่จะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมสุขภาพในทศวรรษหน้า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่เน้น 'การรักษาเมื่อป่วย' ไปสู่ 'การป้องกันเชิงรุก' และจากการพึ่งพาโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง สู่การดูแลสุขภาพที่บ้านมากขึ้น

จาก 'ป่วยแล้วค่อยรักษา' สู่ 'ดูแลตั้งแต่ยังไม่ป่วย'

เทรนด์แรกที่ชัดเจนที่สุดคือการเปลี่ยนจาก Reactive Care ไปสู่ Proactive Care รายงานชี้ว่าเราไม่สามารถรอให้ผู้คนเจ็บป่วยแล้วจึงค่อยเริ่มรักษาได้อีกต่อไป เพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และระบบสาธารณสุขทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการคลัง การป้องกันจึงไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ตัวเลขพูดชัดเจน การตรวจสุขภาพเชิงป้องกันอย่างสม่ำเสมอสามารถลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตได้สูงสุดถึง 45% และองค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่าทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนในมาตรการป้องกันและการลดปัจจัยเสี่ยง สามารถลดค่าใช้จ่ายในระบบสุขภาพได้หลายเท่า โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 74% ทั่วโลก

แต่ที่น่าสนใจคือรายงานยังชี้ด้วยว่า ทำไม Preventive Care ถึงยังไม่เกิดขึ้นจริงในวงกว้าง เหตุผลหลักมี 3 ข้อ หนึ่งคือกระบวนการทำงานทางการแพทย์ถูกออกแบบมาเพื่อการรักษา ไม่ใช่การป้องกัน สองคือการป้องกันต้องอาศัยทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความรู้ด้านสุขภาพ ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว และสามคือโครงสร้างแรงจูงใจแบบเดิมยังสนับสนุนการรักษามากกว่าการป้องกัน เพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาคำนวณได้ตรงไปตรงมากว่า ขณะที่การลงทุนด้านการป้องกันต้องรอเห็นผลในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ก็น่าคิดเช่นกัน กว่า 70% ของผู้เสียชีวิตในไทยมาจาก NCDs คิดเป็นราว 400,000 รายต่อปี ทั้งมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน และโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง ซึ่งส่วนใหญ่ 'ป้องกันได้' หากมีการตรวจคัดกรองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้ว่า 99% ของคนไทยจะอยู่ในระบบประกันสุขภาพรัฐ แต่มีเพียง 10-11% ของค่าใช้จ่ายในระบบสุขภาพเท่านั้นที่ถูกใช้เพื่อส่งเสริมการตรวจและป้องกัน เงินส่วนใหญ่ยังคงไหลไปที่ 'การรักษา' มากกว่า 'การป้องกัน'

หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ PocDoc แพลตฟอร์มตรวจสุขภาพที่รวดเร็วและเชื่อมต่อกับระบบดูแลโดยตรง ช่วยให้การตรวจคัดกรองไม่ใช่แค่ทำเป็นครั้งคราว แต่เชื่อมโยงไปสู่การดูแลระยะยาวจริงๆ

อนาคตไม่ได้ถามว่า 'อยู่นานแค่ไหน' แต่ถามว่า 'อยู่อย่างมีคุณภาพได้นานแค่ไหน'

เทรนด์ที่สองคือการเปลี่ยนจาก Lifespan สู่ Healthspan องค์การอนามัยโลกประเมินว่ามีช่องว่างราว 9-10 ปี ระหว่าง Lifespan และ Healthspan นั่นหมายความว่าหลายคนต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งทศวรรษในช่วงบั้นปลายชีวิตไปกับการจัดการโรคเรื้อรัง ความเหลื่อมล้ำระหว่าง 'อยู่ได้นาน' กับ 'อยู่ได้ดี' คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้

ภาพรวมทั่วโลกกำลังเปลี่ยนเร็วมาก 22% ของประชากรโลกจะเป็นผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปในปี 2050 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 12% ในปี 2015 สำหรับประเทศไทย TDRI คาดว่าจะเข้าสู่ 'Super-aged Society' ภายในปี 2033 นับถอยหลังอีกเพียง 7 ปี แต่ที่น่ากังวลคือรายได้ต่อหัวของคนไทยต่ำกว่าคนญี่ปุ่นถึง 4.5 เท่า นั่นหมายความว่าไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแบบเดียวกับญี่ปุ่น แต่ด้วยทรัพยากรที่น้อยกว่ามาก

รายงานชี้ว่ามี 2 ด้านหลักที่กำลังเร่งตัว ด้านแรกคือ NCDs Management โซลูชันที่มุ่งเน้นการจัดการโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคทางเดินหายใจ โดยมีการคาดการณ์ว่าเบาหวานเพียงโรคเดียวอาจสร้างต้นทุนให้เศรษฐกิจโลกสูงถึง 10.2 ล้านล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 2020-2050 ด้านที่สองคือ Aging in Place เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้สูงอายุอยู่ในบ้านของตัวเองได้อย่างปลอดภัย เช่น เซ็นเซอร์เรดาร์แบบไร้การสัมผัสที่ติดตามสุขภาพโดยไม่รบกวนชีวิตประจำวัน ซึ่งถูกนำไปใช้แล้วในบ้านผู้สูงอายุนับแสนหลัง และระบบจัดการผู้ป่วยทางไกลด้วย AI ที่ลดการกลับมานอนโรงพยาบาลภายใน 30 วันได้ราว 70%

DiaMonTech เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าจับตา เทคโนโลยีตรวจน้ำตาลในเลือดแบบไม่ต้องเจาะเลือด ซึ่งช่วยให้การติดตามระดับกลูโคสแบบ Real-time กระตุ้นการเปลี่ยนพฤติกรรมได้ทรงพลัง เพราะเมื่อ 'เห็น' ว่าอาหารและไลฟ์สไตล์ส่งผลต่อน้ำตาลในเลือดอย่างไร ผลกระทบต่อสุขภาพจะกลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้

AI กำลังก้าวข้ามบทบาทเดิม สู่การวิเคราะห์เชิงลึกทางการแพทย์

AI ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แต่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ AI เพื่อ 'เสริมระบบเดิม' หรือใช้เพื่อ 'ออกแบบระบบใหม่' รายงานแบ่งบทบาทของ AI ออกเป็น 2 ส่วนหลัก

ส่วนแรกคือ Clinical Intelligence หรือ AI ที่ช่วยทีมดูแลผู้ป่วยตัดสินใจได้ดีขึ้น โดยสรุปข้อมูลผู้ป่วยให้เป็นข้อมูลเชิงลึก บ่งบอกสัญญาณความเสี่ยง และให้คำแนะนำที่พร้อมใช้ ทั้งการคัดกรอง จัดลำดับความเร่งด่วนของคนไข้ หรืออ่านภาพและวินิจฉัยผลแล็บ บทเรียนจากการนำไปใช้จริงสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า AI ช่วยย่นระยะเวลาจากการพบผู้ป่วยไปสู่การรักษา (Time-to-treatment) ผ่านการ 'แจ้งเตือน จัดลำดับความเร่งด่วน ยกระดับการดูแล'

ส่วนที่สองคือ Operational AI ที่ช่วยให้การดูแลผู้ป่วยในงานประจำวัน 'ง่ายขึ้น' เช่น เครื่องมือ Ambient AI ที่ช่วยจดบันทึกระหว่างแพทย์พูดคุยกับคนไข้ ช่วยลดเวลาทำเอกสาร และลดภาวะหมดไฟของแพทย์ ในปี 2025 Ambient Healthcare ระดมทุน Series C มูลค่า 243 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าตลาดนี้กำลังเติบโตจริง

แต่รายงานก็ตรงไปตรงมาเรื่อง Hype vs Reality สิ่งที่เป็น Hype คือความเชื่อว่า AI จะวินิจฉัยและรักษาได้เองแบบอัตโนมัติ ใช้โมเดลเดียวได้ทุกกรณี ความเป็นจริงคือ ประโยชน์ที่ชัดเจนของ AI เกิดขึ้นในงานเฉพาะจุด งานที่ต้องทำซ้ำๆ แต่ยังต้องมีคนกำกับอยู่ (Human-in-the-loop) และผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับคุณภาพข้อมูล การเชื่อมต่อระบบ และการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

ในประเทศไทยก็เริ่มเห็นการใช้ AI จริงแล้ว โรงพยาบาลกรุงเทพเริ่มใช้ AI Mirror วัดสัญญาณชีพแบบไม่ต้องสัมผัส Perceptra ร่วมมือกับศิริราชพัฒนา AI อ่านภาพ X-ray จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ KBTG พัฒนา 'ผู้ป่วยเสมือน' (Virtual Patient) ให้นักศึกษาแพทย์ฝึกก่อนเจอผู้ป่วยจริง และ Agnos Health พัฒนาระบบ AI ซักอาการผู้ป่วยเพื่อจำแนกไปหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เร็วขึ้น

วิกฤตสุขภาพจิต เทคโนโลยีคือคำตอบ หรือเพียงความหวัง?

อีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าสนใจมากคือสุขภาพจิต ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดของโลก มีผู้คนจำนวนมากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการดูแลที่เหมาะสม เนื่องจากข้อจำกัดด้านจำนวนผู้เชี่ยวชาญ ค่าใช้จ่าย และอุปสรรคทางสังคม

สิ่งที่น่าสนใจคือ 55% ของคนอายุ 18-29 ปี รู้สึกสบายใจที่จะคุยกับ AI มากกว่านักบำบัด เพราะรู้สึกไม่ถูกตัดสิน ไม่ต้องระบุตัวตน และเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่รายงานก็ย้ำชัดว่า AI ไม่ได้มาทดแทนจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัด ทักษะความเชื่อมโยงของมนุษย์อย่างความเข้าใจเชิงลึก ความเห็นอกเห็นใจ และความไว้วางใจที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ยังเป็นรากฐานที่สำคัญ

คุณค่าหลักของ AI ในด้านนี้คือการมาช่วยเสริมการดูแล การติดตามผล การคัดกรอง และการนำทางไปสู่การรักษาที่เหมาะสม ช่วยดูแลระหว่างนัด และลดภาระงานเอกสาร โมเดลที่รายงานชี้ว่าขยายผลได้จริงคือสวัสดิการสุขภาพจิตที่นายจ้างเป็นผู้สนับสนุน เพราะมีผู้จ่ายเงินที่ชัดเจน วัดผลตอบแทนได้ และมีกลุ่มผู้รับบริการที่กำหนดไว้แน่นอน

สุขภาพผู้หญิง สนามใหม่ของนวัตกรรม

สุขภาพผู้หญิงที่เคยถูกมองข้ามมานาน กำลังกลายเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของนวัตกรรมและการลงทุนด้านสุขภาพระดับโลก ในปี 2024 มีการลงทุนจาก Venture Capital สูงถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 55% จากปีก่อนหน้า และมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2019 หากรวมการลงทุนในโรคที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ชาย มูลค่าอาจสูงถึง 10.7 พันล้านดอลลาร์ทั่วโลก

ปัญหาคือร่างกายของผู้หญิงมีความแตกต่างและซับซ้อนในระดับชีววิทยา ฮอร์โมน และสรีรวิทยา แต่งานวิจัยทางคลินิกจำนวนมากในอดีตใช้ผู้ชายเป็นกลุ่มตัวอย่างหลัก ส่งผลให้ 64% ของโรคที่พบในผู้หญิงเป็นหลักได้รับงบวิจัยไม่เพียงพอ ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ใช้เวลาเฉลี่ย 7-10 ปีจึงจะได้รับการวินิจฉัย และ 73-83% ของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนไม่ได้รับการรักษาอาการอย่างเหมาะสม

ในประเทศไทย มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย พบผู้ป่วยใหม่ราว 18,000-22,000 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละกว่า 10 ราย แม้มีโครงการคัดกรองฟรีในระบบประกันสุขภาพ แต่อัตราการเข้ารับการตรวจยังต่ำกว่าเป้าหมาย สาเหตุสำคัญมาจากความกลัว ความอาย ขาดความตระหนัก และไม่รู้ว่าสิทธิฟรีจริงหรือไม่

OsteoBoost เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เป็นเข็มขัดสวมใส่ที่ใช้เทคโนโลยีแรงสั่นสะเทือนแบบจำเพาะจุดพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีของ NASA เพื่อกระตุ้นมวลกระดูกบริเวณสะโพกและกระดูกสันหลัง เป็นอุปกรณ์ชิ้นแรกและชิ้นเดียวที่ได้รับการรับรองจาก FDA สำหรับภาวะ Osteopenia ใช้งานได้ที่บ้าน ไม่ต้องเดินทางไปสถานพยาบาล

กองทุนไทยที่ลงทุนนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก

Disrupt Health Impact Fund เป็นกองทุนในประเทศไทยที่มุ่งลงทุนในบริษัทนวัตกรรมสุขภาพจากทั่วโลก ครอบคลุมตั้งแต่ Preventive Care, Self Care, Diagnostics ไปจนถึง AI โดยมีเป้าหมายนำนวัตกรรมเหล่านี้มาต่อยอดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันกองทุนได้เข้าลงทุนแล้วใน 4 บริษัท ได้แก่ DiaMonTech, Jona, PocDoc และ OsteoBoost ซึ่งล้วนเป็นบริษัทที่มีการพัฒนาในระดับเชิงพาณิชย์แล้ว หรืออยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกและพร้อมยื่นขอการรับรอง FDA

นอกจากการลงทุนแล้ว กองทุนยังมีพันธกิจในการส่งเสริมระบบนิเวศ HealthTech ในไทย โดยเปิดรับความร่วมมือจากพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ทั้งในการสนับสนุน Preventive Care ขยายโอกาสการเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพระดับโลกให้คนไทย และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Medical Hub ระดับนานาชาติ

ผู้สนใจดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่ https://forms.gle/WbjFS4pcgKwi66uD8 

และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนได้ที่ https://www.disruptignite.com/impactfund

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

แกร่งทะลุขีดจำกัดชิป AI รู้จักชิป ‘Memristor’ ทนความร้อนทะลุ 700 องศา! นักวิจัยพบโดยบังเอิญระหว่างทดลองวัสดุอื่น

นักวิจัย USC ค้นพบชิป AI 'Memristor' รูปแบบใหม่ ทนความร้อนสูงทะลุ 700 องศาเซลเซียส ทลายขีดจำกัดด้านความร้อน ปูทางสู่อนาคตการสำรวจอวกาศ พลังงานสุดขั้ว และยกระดับการประมวลผล AI ให้ก้...

Responsive image

AI กำลังกัดกินองค์กรทำให้พนักงานเริ่ม ‘คิดน้อยลง’ จนเสียทักษะการคิดและวิธีแก้ปัญหา

ช่วงนี้ถ้าไปคุยกับผู้บริหารองค์กรไหน เชื่อว่าทุกคนคงพูดถึง AI ในฐานะ ‘ตัวเร่งศักยภาพ’ ที่เข้ามาช่วยให้คนทำงานเร็วขึ้น ดีขึ้น และเก่งขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งที่คนมักมองข้ามหรือไม่ค่อยพ...

Responsive image

Anthropic เปิดตัว "Mythos" โมเดล AI Frontier ดันใช้ใน Cybersecurity พร้อมผนึกบิ๊กเทคใน Project Glasswing ลุยค้นหาช่องโหว่ซอฟต์แวร์

Anthropic เผยความสามารถของโมเดล AI รุ่นใหม่ที่ถูกนำไปใช้ตรวจสอบโค้ดและระบบสำคัญของโลก โดยสามารถค้นพบช่องโหว่ที่ไม่เคยถูกตรวจพบมาก่อนจำนวนมาก รวมถึงบั๊กที่ซ่อนอยู่มานานหลายปี ผ่านคว...