
ในสายตาคนทั่วไป Formula 1 อาจเป็นแค่กีฬาที่เต็มไปด้วยรถแข่งราคาแพง นักขับระดับโลก และมหาเศรษฐีที่มาชมการประลอง แต่วันนี้ ภาพของ F1 เปลี่ยนไปมากกว่านั้น
โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา F1 ได้กลายเป็นอีกหนึ่ง ‘ศูนย์กลางธุรกิจ’ ของโลกเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ นักลงทุน ไปจนถึงบริษัท AI และ Cloud รายใหญ่ของโลก จนมีคนในวงการพูดตรง ๆ ว่าถ้าอยากเจอลูกค้า นักลงทุน หรือปิดดีลใหญ่ ๆ ตอนนี้ paddock ของ F1 คือหนึ่งในสถานที่ที่ร้อนแรงที่สุด
หลายคนอาจไม่รู้ว่า การแข่งขัน F1 หนึ่งสนามไม่ได้มีแค่วันแข่งหลักเพียงวันเดียว แต่เป็นอีเวนต์ที่มีกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งสุดสัปดาห์ ระหว่างนั้นจะเต็มไปด้วยงานเปิดตัว ดินเนอร์ ปาร์ตี้ และอีเวนต์จากแบรนด์ต่าง ๆ ที่จัดขึ้นแทบทุกคืน ซึ่งพื้นที่เหล่านี้กลายเป็นจุดที่นักลงทุน ผู้ก่อตั้งบริษัท และผู้บริหารระดับสูงได้มีโอกาสพบปะและพูดคุยกัน
ซึ่งผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพรายหนึ่ง บอกว่าปีนี้เขาแทบไม่ได้เข้าไปดูการแข่งขันในสนามเลยและไปเฉพาะอีเวนต์รอบนอก เพราะมีบริษัท VC จัดงานเยอะกว่าที่เคยมีมาก อีกคนคือนักลงทุนในวงการเทคฯ บอกว่าปีนี้หลายคนถึงขั้นเลือกไป F1 แทนงานประชุมของเหล่านักลงทุน เพราะตอนนี้คนในวงการเทคฯ ส่วนใหญ่ชอบไปรวมตัวอยู่ที่นั่นมากกว่า
และถ้าย้อนกลับไปในอดีต ผู้สนับสนุนหลักของทีม F1 มักเป็นบริษัทน้ำมัน บุหรี่ ธนาคาร หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่วันนี้โลโก้บนรถแข่ง F1 เปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นชื่อของบริษัท AI, Cloud Computing, Data Infrastructure และ Software เต็มสนาม
ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราเห็นดีลจำนวนมากเกิดขึ้นระหว่างวงการเทคกับ F1 เช่น
สิ่งเหล่านี้ทำให้ F1 กำลังกลายเป็นโชว์รูมเทคโนโลยีของโลก และเมื่อบริษัทเทคฯ เริ่มเข้ามา ผู้บริหาร นักลงทุน และลูกค้าระดับองค์กรก็เริ่มทะยอยเข้ามาตาม
Josh Machiz ผู้บริหารจาก Lightspeed Ventures บอกว่าสิ่งที่ธุรกิจสตาร์ทอัพต้องการในปัจจุบันไม่ใช่การไปสัมมนาพักผ่อนตามรีสอร์ตหรูแบบที่วงการนักลงทุนเคยทำมา แต่คือ ‘การได้เจอลูกค้าตัวจริง’
ทางบริษัทจึงปรับกลยุทธ์ใหม่ด้วยการพาบริษัทในเครือไปร่วมงานแข่งขันรถยนต์ Formula 1 แทน เนื่องจากที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีผู้บริหารระดับสูงและกลุ่มผู้ซื้อขายระดับองค์กรมารวมตัวกันหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
ซึ่งบรรยากาศที่ผู้ร่วมงานได้ใช้เวลาร่วมกันหลายวัน ทั้งรับประทานอาหารและเดินทางด้วยกัน ช่วยให้การพูดคุยธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรมชาติกว่างานประชุมทั่วไป ส่งผลให้เกิดการปิดดีลจริงมากมายในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างในงานที่ไมอามี มีทั้งการตกลงซื้อขายกันหน้างาน การได้ลูกค้าใหม่ผ่านการแนะนำของแบรนด์ การบังเอิญพบปะกันเพื่อต่อยอดธุรกิจ ประกอบกับอิทธิพลของซีรีส์ Drive to Survive บน Netflix ที่ช่วยขยายฐานผู้ชม F1 ทำให้สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่กีฬาเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่ยอดฮิตที่คนรุ่นใหม่ นักลงทุน และคนวงการเทคฯ เข้ามาหาโอกาสทางธุรกิจ
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายคนในวงการเทครู้สึกว่า ‘วัฒนธรรมของ F1’ มีความคล้ายกับโลกสตาร์ทอัพอยู่ไม่น้อย เพราะทั้งสองโลกต่างขับเคลื่อนด้วยแนวคิดเดียวกัน ทั้งเรื่องวิศวกรรมขั้นสูง การพัฒนาอย่างรวดเร็ว การแข่งขันที่เข้มข้น และการยอมลงทุนมหาศาลเพื่อเอาชนะคู่แข่ง
ซึ่งในโลกของ F1 ทีมแข่งก็ต้องพัฒนารถอย่างต่อเนื่อง บางครั้งมีการอัปเกรดแทบทุกสัปดาห์เพื่อรักษาความได้เปรียบให้เหนือคู่แข่ง ขณะที่โลกสตาร์ทอัพก็ไม่ต่างกัน เพราะบริษัทเทคฯ ต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความได้เปรียบในตลาด
Hannan Happi ผู้ก่อตั้งบริษัทพลังงานอย่าง Exowatt มองว่า F1 คือภาพสะท้อนของ ‘engineering excellence’ และ ‘rapid iteration’ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่บริษัทเทคฯ จำนวนมากให้ความสำคัญ
อีกเรื่องที่นักลงทุนหลายคนพูดตรงกันคือ F1 กลายเป็นพื้นที่ที่คัดกรองคนมาแล้วในตัว เพราะค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงพื้นที่อย่าง paddock ค่อนข้างสูง ทำให้คนที่อยู่ในพื้นที่นั้นส่วนมากมักเป็นนักลงทุน ผู้บริหาร หรือคนที่มีเครือข่ายทางธุรกิจมาในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ทำให้ F1 กลายเป็นสถานที่ที่ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ นักลงทุน และผู้บริหารระดับสูงสามารถพูดคุยกันได้ง่ายกว่างานธุรกิจทั่วไปจนหลายครั้งไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการนัดหมาย
ท้ายที่สุดสิ่งที่เกิดขึ้นกับ F1 วันนี้อาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องของกีฬาอีกต่อไป แต่มันกำลังกลายเป็น ‘แพลตฟอร์ม networking’ ระดับโลกของคนในวงการเทคฯ และธุรกิจ โดยเฉพาะในยุค AI ที่การแข่งขันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก
ผู้บริหารจาก Lightspeed Ventures มองว่า ในยุคที่การแข่งขันด้าน AI เกิดขึ้นรวดเร็วมาก การเข้าถึงลูกค้าและผู้ซื้อให้ได้เร็วที่สุดคือหนึ่งในความได้เปรียบสำคัญทางธุรกิจ และสำหรับหลายคนในวันนี้ F1 ก็กำลังกลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นได้จริง เพราะเป็นสถานที่ที่ทั้งนักลงทุน ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ และผู้บริหารองค์กรระดับใหญ่เดินเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
อ้างอืง: techcrunch
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด