G-Able เปิดแผนธุรกิจปี 65 เร่งสปีดสู่ผู้นำด้าน Tech Enabler | Techsauce

G-Able เปิดแผนธุรกิจปี 65 เร่งสปีดสู่ผู้นำด้าน Tech Enabler

G-Able เปิดแผนธุรกิจปี 65 เร่งสปีดสู่ผู้นำด้าน Tech Enabler ชู 3 กลยุทธ์หลัก ผลักดันการเติบโตแบบก้าวกระโดด หนุนลูกค้าเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และความปลอดภัยจากภัยไซเบอร์ในยุคดิจิทัล พร้อมเร่งปั้นยอดขายหวังรายได้ 10,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี  

G-Able เปิดแผนธุรกิจปี 65 เร่งสปีดสู่ผู้นำด้าน Tech Enabler

 กลุ่มบริษัทจีเอเบิล (G-Able) ผู้นำด้าน "Tech Enabler" ที่ช่วยยกระดับธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลในทุกมิติ ด้วยประสบการณ์กว่า 33 ปี ที่มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนลูกค้าในการทรานส์ฟอร์มองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และก้าวสู่ความสำเร็จขององค์กรตามเป้าหมาย

ซึ่งในฐานะที่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี ได้มีการเข้าไปช่วยซัพพอร์ตลูกค้ามากมายในหลากหลายอุตสาหกรรมเพื่อให้เปลี่ยนผ่านจาก Analog สู่ Digital แน่นอนว่าในปีที่ผ่านมาทั้งยอดขายและรายได้เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก โดยสามารถทำกำไรได้ดีอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

ตั้งเป้าสู่ผู้นำด้าน Tech Enabler 

ดร.ชัยยุทธ ชุณหะชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทจีเอเบิล ได้กล่าวภายในงานแถลงแผนธุรกิจ G-Able Reshaping the Next ที่พูดคุยถึงทิศทางและแผนดำเนินงานธุรกิจ อีกทั้งศักยภาพความพร้อมทางเทคโนโลยีการขับเคลื่อนธุรกิจแบบก้าวกระโดดในยุคดิจิทัล ว่า ทุกอย่างเป็นได้ตามคอนเซ็ปต์ G-Able Tree Strategy ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งได้เปรียบธุรกิจของจีเอเบิลเสมือนต้นไม้ที่มีธุรกิจหลักเป็นรากฐานอันมั่นคง ไปจนถึงลำต้นและแตกแขนงกิ่งก้านอย่างแข็งแรงเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้สามารถยกระดับจาก SI++ (System Integration Plus Plus) ไปจนถึงนับจากนี้ที่จีเอเบิลจะเรียกตัวเองว่า “Tech Enabler” ซึ่งหมายถึงผู้ที่นำศักยภาพความพร้อมของเทคโนโลยีในทุกๆ ด้าน เพื่อผลักดันและสนับสนุนลูกค้าให้สามารถทำการแข่งขันได้ในโลกดิจิทัล 

Key Highlights 2021 

เริ่มต้นจากฐานรากเมื่อดูจาก Port ของธุรกิจหลัก อย่างเช่น การให้บริการของกลุ่มโซลูชัน Cybersecurity (G Security) มีอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) 42% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

พร้อมกับรายได้ที่ขยายตัวเกินความคาดหมาย ด้วยยอดขายกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าจีเอเบิลเป็นผู้นำทางด้าน Cybersecurity ของประเทศไทย และอีก Area  ที่สำคัญคือ กลุ่มธุรกิจโซลูชชัน Cloud Technology Platform หรือ G Cloud ที่มีอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ถึง 33% ในช่วง 3 ปีเช่นกัน 

โดยส่วนหนึ่งมาจากความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มสูงมากขึ้น เนื่องจากวิธีการทำงานในโลกสมัยใหม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทกับการทำงานในปัจจุบันมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการของ Hybrid Workplace ทำให้ทุกธุรกิจต้องการปรับวิธีการทำงานสู่ Work From Home,  Work From Anywhere หรือ Work From Anytime มากขึ้น 

นอกจากนั้น Port การให้บริการกลุ่มโซลูชัน Data Analytics หรือ G Big Data เติบโตสูงถึง 33% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และในขณะที่พอร์ต Digital Product Development Service ที่บริษัทฯ ได้เข้าไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์มต่างๆ ให้กับลูกค้า หรือที่เรียกว่า G Digital Product ก็เติบโตขึ้นถึง 76% ในระยะเวลาเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็น Advanced Solution Technology ที่สามารถทำกำไรของจีเอเบิลสูงขึ้น และมีกำไรขั้นต้น (GP) สูงขึ้นถึงเกือบ 200 BPS ในปี 2021 และนี่คือความสำเร็จในส่วนของธุรกิจหลักของจีเอเบิล ซึ่งถือว่าเป็น cash cow และฐานรากที่สำคัญของบริษัท 

Success Cases in TAAS  

ถัดมาคือในส่วนของลำต้นที่ให้บริการด้านการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีของลูกค้าสู่ Digital หรือที่มักจะคุ้นกันก็คือ Digital Transformation ด้วย Transformation As A Service หรือ TAAS เข้าไปช่วยลูกค้าหลายรายในการวางแผนทรานฟอร์มองค์กรในปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น การบริหารกิจการโรงรับจำนำ เพื่อให้ลูกค้าสามารถตีราคาสินทรัพย์แบบรวมศูนย์ได้ หรือ การเข้าไปช่วยกิจการแลกเปลี่ยนเงินให้ปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบ  International Virtual Bank 

หรือแม้กระทั่งความคิดริเริ่มที่จะนำ Blockchain มาใช้กับการบริหารทรัพยากรบุคคลทั้งของลูกค้า และภายในบริษัทฯ เอง และสิ่งเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ยอดขายเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ในส่วนของกิ่งก้าน ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายกลยุทธ์เพื่อเร่งการเติบโตของ จีเอเบิล โดยได้มีการสร้าง IP Platform จากธุรกิจที่เป็น potential growth ไม่ว่าจะเป็นบริษัท Blendata หรือ InsightEra มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดในปีที่ผ่านมา และได้มีการตั้งเป้าที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้จะเป็นส่วนช่วยในการขยายตลาดให้กับ จีเอเบิลและทำให้เป้าหมายการเป็น High Profit Margin Company เป็นจริงได้

นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นของเราที่จะ “Reshaping the Next” หรือการสร้างการเติบโตจากโอกาสที่มีอยู่ในตลาดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ประกอบกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่ชัดเจน พร้อมกับการมีผลิตภัณฑ์และบริการที่ดี ทำให้จีเอเบิลสามารถช่วยยกระดับลูกค้าในหลายอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัลที่พร้อมสำหรับอนาคต และทั้งหมดนี้คือภาพรวมความสำเร็จในปีที่ผ่านมาที่ชี้ชัดว่า จีเอเบิลได้เดินมาถูกทางและจะเดินต่อไปไม่หยุดยั้ง 

โอกาสในปี 2022 และวิสัยทัศน์ของ G-Able 

ดร.ชัยยุทธ ได้กล่าวต่อไปว่า วันนี้ธุรกิจทั้งหมดกำลังเผชิญกับ K-SHAPE Dilemma ที่วัดกันว่าใครจะได้ไปต่อจากการปฏิวัติในครั้งนี้ และหากธุรกิจใดไม่สามารถปรับตัวได้ความน่ากลัวคือธุรกิจนั้นจะตกขบวนและหายไปจากโลกนี้ ดังนั้นทางรอดคือ ทางที่ขึ้นไปข้างบนและปรับเปลี่ยนตนเอง  

ทั้งนี้จากข้อมูลของ Gartner ระบุว่า การลงทุนทางด้าน IT ทั่วโลกจะเพิ่มสูงถึง 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า GDP ของประเทศเยอรมันนี ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 4 ของโลก ส่วนประเทศไทยนั้นคาดว่าการเติบโตทางด้าน IT จะสูงถึง 870,000 ล้านบาท และนี่คือโอกาสขนาดใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า

G-Able Vision 2022

เพื่อสร้างจุดเด่นและความแตกต่างในการให้บริการ ภายใต้วิสัยทัศน์ในการดำเนินงานดังนี้ 

กลยุทธ์ที่ 1 ซึ่งเป็น Core business ที่เปรียบเหมือนฐานรากของต้นไม้ โดยบริษัทฯ ได้ยกระดับจากการเป็น SI++ สู่ "Tech Enabler" ซึ่งจะนำศักยภาพความพร้อมทางเทคโนโลยีในทุกด้าน ไปช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในโลกดิจิทัลให้กับลูกค้า อีกทั้งความสามารถในรับมือกับวิกฤติในอนาคตด้วยเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยและยืดหยุ่น ซึ่งในปีนี้ จีเอเบิล จะมุ่งเน้นกลุ่มโซลูชัน G Security และ G Cloud 

ซึ่ง Gartner ได้พยากรณ์ไว้ว่า ไวรัสคอมพิวเตอร์จะมีความสามารถในการสังหารมนุษย์ได้ภายในปี 2025 แต่หากมองอีกมุมหนึ่งวิกฤตที่ว่านี้อาจจะเป็นโอกาสในการเร่งการเติบโตของตลาด Cybersecurity ซึ่งคาดว่าในปีนี้ในประเทศไทยจะมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 20% โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกฎหมาย PDPA มีผลบังคับใช้ในปีนี้ ตัวเลขการเติบโตจะสูงยิ่งขึ้น

มุ่งสู่ผู้นำด้าน Cybersecurity อันดับ1 ของประเทศไทย

  • กลุ่มโซลูชัน G Security มุ่งเน้นคอนเซ็ปต์และเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าอย่าง Cybersecurity Mesh Architecture และ Zero Trust Network Access ที่พร้อมจะให้บริการเร็วๆนี้

    โดยบริษัทฯ วางแผนเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าทุกระดับตั้งแต่ขนาดกลางถึงขนาดเล็ก สามารถเข้าถึงโซลูชันที่ล้ำสมัย เพื่อปกป้องระบบและข้อมูลจากภัยไซเบอร์ ด้วยต้นทุนที่จับต้องได้  พร้อมกันนี้จีเอเบิลมีแผนการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ เพื่อร่วมพัฒนากลุ่มโซลูชัน Cybersecurity ให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น พร้อมขึ้นเป็นผู้นำด้าน Cybersecurity อันดับ1 ของประเทศไทยที่มียอดขายมากกว่า 1,000 ล้านบาท และคาดว่าจะขยายธุรกิจให้เติบโตกว่าเท่าตัว ภายใน 3 ปี

  • กลุ่มโซลูชัน G Cloud ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของธุรกิจใน  VUCA World โลกยุคใหม่ที่มี ความผันผวน (Volatility) ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ความซับซ้อน (Complexity) และคลุมเครือ (Ambiguity) ซึ่ง Cloud Technology จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ พร้อมกับมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับให้พนักงานของทุกองค์กรธุรกิจทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจะเห็นได้ว่าการเติบโตของ Cloud ทั่วโลกเป็นไปอย่างรวดเร็วเพิ่มขึ้นสูงถึง 23% ในปีที่ผ่านมา ดังนั้น จีเอเบิล ซึ่งทำรายได้มากถึง 330,000  ล้านเหรียญ ถ้าเทียบจากปี 2020 ที่อยู่ที่ 270,000 ล้านเหรียญ และมีการคาดการณ์ว่าในปีนี้จะโตถึง 400,000 ล้านเหรียญ ดังนั้นฐานะหนึ่งในผู้นำด้าน Cloud Technology รายใหญ่ในประเทศไทย จึงได้ตั้งเป้าการเติบโตประมาณ 400 ล้านบาทในปี 2565

  • กลุ่ม Advance Integration Solution เป็นการนำเอาโซลูชันต่างๆ เช่น Digital Product Development Solution, Business Intelligence, Data Analytics และเทคโนโลยีอื่นๆ มาหลอมรวมและเสริมแกร่งซึ่งกันและกันเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้แก่ลูกค้า โดยคาดการเติบโตเป็นเลข 2 หลักในทุก Portfolio

กลยุทธ์ที่ 2 เป็นส่วนของลำต้น จีเอเบิลจะผันตัวเองให้เป็นมากกว่า Digital Transformation Advisor หรือ Vendor ที่เพียงให้คำปรึกษา โดยจะทำงานควบคู่กับลูกค้าในฐานะ Business Enabler โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง Data Modernization ที่บริษัทฯ จะผสานจุดแข็งของธุรกิจลูกค้าเข้ากับจุดแข็งทางเทคโนโลยีของ จีเอเบิลเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ร่วมกัน   

กลยุทธ์ที่ 3 ที่เปรียบเสมือนกิ่งก้านของต้นไม้ บริษัทฯ มุ่งเสริมแกร่งด้วยกลุ่มธุรกิจ Tech Spin-off  ซึ่งเป็นกลุ่ม Startup ของจีเอเบิลที่ต่อยอดมาจากกลยุทธ์ Own IP Platform หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลิขสิทธิ์ของ จีเอเบิล ในปีที่แล้ว ควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าธุรกิจสูงสุดในแต่ละบริษัทที่เป็น potential growth รวมถึงเป็นการสร้าง new S-Curve ให้กับ จีเอเบิล ด้วย โดยทั้ง 3 บริษัท ได้แก่ Blendata, InsightEra และ MVerge จะเป็นตัวช่วยเร่งการเติบโตแบบก้าวกระโดดให้แก่กลุ่มบริษัท แต่ทั้งนี้ธุรกิจก็ยังคงต้องการอีก 3 สิ่งเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

3 Key Success Factors to Enhance Competitive Advantage

1. ธุรกิจจะต้องมี  AI และ Big Data ที่เปรียบเสมือนมันสมองของธุรกิจที่ชาญฉลาด ที่จะทำให้ธุรกิจสามารถจับตลาดได้เร็วและบ่อยกว่าคู่แข่ง  

2. ธุรกิจควรเข้าถึง MarTech ที่จะช่วยให้ธุรกิจจับพฤติกรรมใหม่ๆ ของผู้บริโภค 

3. Metaverse โลกอีกใบคือโอกาสในการเข้าไปจับจอง 

ดังนั้น 3 ธุรกิจของ Tech Spin-off ซึ่งเป็นกลุ่ม Startup ของจีเอเบิลที่จะช่วยตอบโจทย์ทั้ง 3 เทรนด์ข้างต้นได้เป็นอย่างดี 

และเป็นส่วนต่อขยายกลยุทธ์ของ จีเอเบิล และแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่การเป็น High Profit Company ของจีเอเบิล

  • Blendata (เบลนเดต้า) ซึ่งได้เปิดตัวเมื่อกลางปีที่ผ่านมา โดยมุ่งพัฒนา Blendata platform ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลทั้งหมดขององค์กรมาไว้ที่เดียว เพื่อให้การใช้งานและจัดการกับข้อมูลมีประสิทธิภาพสูงสุด นำมาประมวลผลและวิเคราะห์สำหรับต่อยอดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคต โดยไม่ต้องเขียน Code และในปี 2565 เบลนเดต้ามุ่งพัฒนา Ready to use Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning Solution ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถใช้ Big Data ได้มีประสิทธิผลมากขึ้น

    พร้อมทั้งยกระดับความเร็วเหนือกว่าคู่แข่งและการใช้ง่ายที่เข้าถึงได้ทุกเวลาที่ต้องการ โดยที่ผ่านมามีลูกค้าจากหลากหลายธุรกิจไม่ว่าจะเป็น Manufacturing ที่ได้เข้าไปทำระบบ Data automation ให้ข้อมูลขององค์กรพร้อมใช้งาน อีกทั้งธุรกิจโทรคมนาคม โรงพบาบาล และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 2 ตัว ซึ่งตั้งเป้าการเติบโตกว่าเท่าตัว หรืออีก 100% ในปีนี้

  • InsightEra (อินไซต์เอรา) นำเสนอ MARTECH หรือ Marketing Technology เป็น Platform ใหม่ของการตลาดที่ช่วยให้องค์กรแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล ช่วยให้ลูกค้าสามารถจับพฤติกรรมใหม่ ๆ ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปได้ โดยให้ความสำคัญกับสิ่งที่การตลาดแบบเดิมไม่สามารถให้ได้นั่นคือ “ความเร็ว” และ “ความแม่นยำ” เป็นหลัก ทำให้ธุรกิจสามารถตอบสนองตลาดได้แบบ Real-time และตรงความต้องการผู้บริโภคอย่างแท้จริง ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถกำหนดและปรับกลยุทธ์การตลาดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ลูกค้าเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของยอดขายตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ และยังสามารถวัดอิมแพคของแคมเปญที่ออกไปได้อีกด้วย ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา InsightEra เติบโตมากกว่า 200% ส่วนในปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตอีกหนึ่งเท่าตัว

  • MVerge (เอ็มเวิร์จ) มุ่งพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการและเทรนด์ของตลาดในยุคดิจิทัล โดย MVerge ได้พัฒนา Platform ตัวใหม่ชื่อว่า “SPACE” ซึ่งเป็นการนำ Advance Technology มาช่วยในการบริหารจัดการพื้นที่ทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน โดยช่วยจำลองสถานที่ กำหนดพื้นที่ให้ผู้เช่า ออกแบบอาคาร ร้านค้าและโฆษณา พร้อมกับนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อให้สามารถเห็น Customer Journey และ Customer Insight ได้มากขึ้น และกำลังจะพัฒนา Smart Tenancy Contract บน Blockchain และรองรับการชำระเงินในรูปแบบ Cryptocurrency

    ซึ่งจะทำให้สามารถทำธุรกรรมและสัญญาในรูปแบบ Digital ได้อีกด้วย อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสให้ร้านค้าเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้นด้วยคอนเซปต์ Omnichannel ที่เชื่อมร้านค้าทั้งโลกจริงและโลกเสมือนอย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ยังสามารถนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ เพื่อให้เห็นแนวทางการตัดสินใจและความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ โดยปัจจุบันได้ปิดดีลกับ Landlords ในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่า MVerge จะเติบโตได้มากกว่า 100% และหากมีผู้ใช้งานในโลก Metaverse เพิ่มขึ้น MVerge ก็จะหลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักในตลาดเช่นกัน

เปิดเป้าหมายปี 2565 และอนาคต

ขณะเดียวกันปี 2565 ถือเป็นปีที่สำคัญของจีเอเบิลที่จะผลักดันให้ Tech Spin-Off สามารถยืนอย่างแข็งแกร่งได้โดยร่วมกับ Strategic Partner และ Investor Community โดยผ่านการระดมทุนที่จะเริ่มขึ้นในไตรมาสนี้

พร้อมกับเปิดรับ New Gen และ New Team อย่าง Programmer, Developer, Data Scientist ขณะเดียวกันนอกจาก 3 กลยุทธ์หลักที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มบริษัทจีเอเบิล แล้ว บริษัทฯ ยังมีแบ็คล็อก (Backlog) หรือยอดขายที่รอการรับรู้รายได้มากกว่าเท่าตัวตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดยอดขายมีมูลค่ามากกว่า 3,000 ล้านบาท

ทั้งนี้สัดส่วนของรายได้ประจำมีมากกว่า 40% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูง แต่เราก็ยังมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำต่อรายได้รวมให้ขึ้นไปถึง 50% ก็จะมาจาก New Business Model ซึ่งรายได้ลักษณะนี้จะเป็นฐานที่มั่นคงและจะต่อยอดการเติบโต และจะช่วยให้การบริหารจัดการ Profit and Loss ยืดหยุ่นได้มากขึ้น พร้อมตั้งเป้าเติบโตยอดขายหนึ่งเท่าตัว จาก 5,000 ล้านบาท เป็น 10,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี

บทความนี้เป็น Advertorial 

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ฟินแลนด์ ที่ 1 โลก ‘ชีวิตการทำงานดี’ ด้านไทยรั้งอันดับ 4 เอเชีย

จากการสำรวจวัยทำงานทั่วโลกกว่า 128,000 ใน 160 ประเทศ ประเทศที่คนวัยทำงานรู้สึว่าชีวิตด้านการงานของพวกเขาดีที่สุดคือ ฟินแลนด์ (83%) ตามมาด้วย เดนมาร์ก (77%) และ ไอซ์แลนด์ (76%)...

Responsive image

ภาพแท้ ไม่แพ้ AI ช่างภาพโดนริบรางวัล หลังส่งรูปจริง มาเอาชนะงานประกวดภาพจาก AI เจ้าตัวย้ำธรรมชาติยังคงเอาชนะเครื่องจักรได้

ช่างภาพคนหนึ่งถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้รับรางวัลจากงานประกวดภาพถ่ายศิลปะ หลังจากภาพถ่ายจริงของเขาได้รางวัลที่ 3 และรางวัลขวัญใจมหาชนในการแข่งขันประเภทภาพที่สร้างจาก AI...

Responsive image

ปัญหา 108 รุมเร้า จนรู้สึกว่าเราไม่ดีพอ CEO สหรัฐ 71% โดน Imposter Syndrome เล่นงาน

รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ ใครว่าไม่สำคัญ ผลสำรวจของ Korn Ferry เผย CEO ในสหรัฐฯ กว่า 71% ตกอยู่ในสภาวะ Imposter Syndrome...