ปีที่ผ่านมา 2025 พิสูจน์ให้เห็นว่าโลกนั้น 'อึด' กว่าที่เราคิด เราผ่านมรสุมนโยบายภาษีของทรัมป์ สงครามที่ยังไม่สงบ และความตึงเครียดที่ลามไปทั่วแผนที่ แต่ในความอึดนั้นก็มีความเปราะบางซ่อนอยู่ เหมือนแก้วที่ผ่านการแตกร้าวแล้วถูกประสานใหม่ด้วยกาวที่ชื่อว่า 'เทคโนโลยี'
เมื่อเข้าสู่ปี 2026 แม้เงินเฟ้อจะเริ่มลดลงและธนาคารกลางเริ่มลดดอกเบี้ย แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงว่ายุคของราคาถูกได้จบลงแล้ว นี่คือสรุปเศรษฐกิจโลกปี 2026 ผ่าน 5 กราฟสำคัญจาก The Guardian ที่จะบอกเราว่าโลกใบนี้กำลังพยายามปรับสมดุลครั้งใหญ่ท่ามกลางรอยร้าวที่ยังไม่หายดี

สถานการณ์เมื่อกำแพงภาษีขวางทางรวย และ AI ยังไม่เป็นฮีโร่มาช่วยกู้โลก (อ้างอิงกราฟ: Global GDP growth is forecast to slow in 2026)

หากมองไปที่กราฟแท่งแสดงการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) เราจะเห็นชัดเจนว่าความเร็วของโลกกำลังตก ในช่วงปี 2025-2027 เส้นแท่งของประเทศมหาอำนาจอย่างจีนกำลังสั้นลงเรื่อยๆ ขณะที่สหรัฐฯ แม้จะยังดูดีที่สุดในกลุ่มประเทศร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้พุ่งทะยานเหมือนเมื่อก่อน
ปี 2026 นี้คือปีที่ต้องพิสูจน์ว่า AI ที่เราแห่ใช้กัน มันช่วยให้บริษัทหาเงินได้เพิ่มขึ้นจริงไหม ? หรือเป็นแค่กระแสเห่อที่ทำให้หุ้นราคาพุ่งเกินจริง ผลสำรวจจาก Deutsche Bank พบว่า คนในวงการการเงินกว่า 57% กำลังนั่งลุ้นเพราะกลัวว่าฟองสบู่ AI จะแตก และที่น่าตกใจคือ นักลงทุนสถาบันมองว่า ฟองสบู่เทคโนโลยีแตก คือความเสี่ยงเบอร์ 1 ของปีนี้
แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น ? เพราะนโยบายภาษีของทรัมป์ทำให้การค้าขายข้ามโลกมันติดขัดและมีต้นทุนแพงขึ้น เมื่อค้าขายยากขึ้น เศรษฐกิจภาพรวมก็โตช้าลงตามระเบียบ
บอกลาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แล้วปรับตัวกับต้นทุนใหม่ของชีวิต (อ้างอิงกราฟ: Central bank interest rates are forecast to stabilise)

ต่อไปนี้ภาพจำของดอกเบี้ย 0% หรือเงินกู้ถูก ๆ เหมือนช่วงก่อนโควิดจะกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์ มองไปที่กราฟเส้นดอกเบี้ย เราจะเห็นว่ามันไม่ได้พุ่งเป็นหัวลูกศรขึ้นไปเหมือนปีก่อน ๆ แล้ว แต่มันเริ่มลากเป็น Stabilise แต่ข่าวร้ายคือ เส้นนอนนี้มันดันอยู่ในระดับที่สูง กว่าที่เราเคยเจอมาตลอด
และอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ เดือนพฤษภาคม 2026 นี้ Jerome Powell จะหมดวาระประธาน Fed ความไม่แน่นอนว่าใครจะมาแทน นี่คือสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังกังวล
และความไม่แน่นอนกลายเป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย (อ้างอิงกราฟ: Trade uncertainty has spiked amid Donald Trump's tariff war)

นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศนโยบายภาษี Liberation Day เมื่อเมษายน 2025 กราฟความไม่แน่นอนทางการค้าโลกก็พุ่งสูงปรี๊ดจนทะลุเพดานสถิติเดิม ๆ ไปหมดแล้ว
ความไม่แน่นอนคืออะไร ? มันคือภาวะที่นักธุรกิจไม่กล้าตัดสินใจ เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้กำแพงภาษีจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือจะมีการแบนสินค้าอะไรเพิ่มไหม และความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้การลงทุนใหม่ ๆ หยุดชะงัก
เรากำลังเห็นภาพโลกที่แตกแยกออกจากกัน บริษัทต่าง ๆ เลิกหวังจะผลิตสินค้าในที่ที่ถูกที่สุด อย่างจีน แต่หันมาเลือกผลิตในประเทศที่คุยกันได้ หรือใกล้บ้านตัวเองมากขึ้น ซึ่งการย้ายฐานผลิตรอบโลกแบบนี้มีค่าใช้จ่ายมหาศาล และสุดท้ายผู้บริโภคอย่างเรานี่แหละที่อาจะต้องเป็นคนจ่ายต้นทุนเหล่านี้

เมื่อภาษีของเราถูกใช้ไปกับการจ่ายดอกเบี้ย มากกว่าสร้างอนาคต (อ้างอิงกราฟ: Government borrowing and debt interest costs remain elevated)
ไม่ใช่แค่เราที่ต้องรัดเข็มขัด แต่รัฐบาลในประเทศมหาอำนาจกำลังเผชิญภาวะเงินฝืดเคืองในระดับนโยบาย เพราะหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงจากช่วงวิกฤตปีก่อนหน้า กำลังย้อนกลับมาเช็คบิลด้วยยอดดอกเบี้ยที่สูงจนน่าตกใจ ในสหรัฐฯ และอังกฤษ ภาระดอกเบี้ยจ่ายยังคงทรงตัวในระดับสูง จนรัฐบาลต้องแบ่งเงินภาษีมหาศาลมาจ่ายเพียงแค่ค่าดอกเบี้ยของหนี้เก่า แทนที่จะนำไปลงทุนในนวัตกรรมใหม่ ๆ หรืออุดหนุนภาคธุรกิจ
เมื่อคนตกงานพุ่งสูงในรอบทศวรรษ ท่ามกลางการรุกคืบของ AI (อ้างอิงกราฟ: UK and US unemployment rates are rising after post-Covid recovery)

นี่คือจุดที่กระทบชีวิตคนทำงานมากที่สุด เมื่ออัตราว่างงานในอังกฤษและสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากยุคฟื้นตัวจากโควิด
อัตราการว่างงานในอังกฤษพุ่งแตะ 5.1% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี (หากไม่นับช่วงโควิด) ขณะที่ในสหรัฐฯ อัตราว่างงานพุ่งแตะ 4.6% ท่ามกลางความกังวลเรื่องความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเบอร์หนึ่งของโลก
ปัจจัยที่ทำให้คนตกงานพุ่งสูงมาจากทั้งนโยบายภาษีใหม่ ความไม่แน่นอนทางธุรกิจ และที่สำคัญคือการเริ่มใช้ AI และ Automation มาทำงานแทนคนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลดต้นทุนในภาวะที่เศรษฐกิจเปราะบาง
แม้เราจะเห็นคนตกงานเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกันค่าจ้างของแรงงานที่มีทักษะสูงยังคงเติบโตได้ดี นี่คือสัญญาณเตือนภัยว่า หากเราไม่รีบเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับเทคโนโลยีหรือเพิ่มทักษะให้เท่าทันโลก เราอาจกลายเป็นคนต่อไปที่ไม่มีเก้าอี้ให้นั่งในตลาดแรงงานยุคใหม่
ปี 2026 ไม่ใช่ปีที่เราจะวิ่งตามกระแสได้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นปีที่เราต้องตั้งหลักให้มั่นท่ามกลางความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ กาวที่ชื่อว่าเทคโนโลยีอาจช่วยประสานรอยร้าวของโลกได้ แต่ความเสี่ยงจากสงครามภาษี หนี้สินที่พุ่งสูง และตลาดแรงงานที่ตึงเครียด ยังคงเป็นบททดสอบใหญ่ที่เราต้องก้าวผ่าน
อ้างอิง: theguardian
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด