
Google เปิดตัว Gemini Spark บนเวที Google I/O 2026 พร้อมประกาศชัดว่านี่คือก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยน Gemini จากผู้ช่วยตอบคำถาม ไปเป็น AI Agent ที่ลงมือทำงานแทนผู้ใช้ได้จริง ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเปิดแล็ปท็อปค้างไว้ให้รันงาน
Sundar Pichai ซีอีโอ Alphabet อธิบายว่า Spark คือวิวัฒนาการขั้นถัดไปของผู้ช่วยดิจิทัล ที่ใช้ความสามารถแบบ agentic ในการทำงานยาวๆ ที่ใช้เวลานาน โดยที่ผู้ใช้แทบไม่ต้องคอยกำกับ
Spark ทำงานบน Virtual Machine เฉพาะของ Google Cloud หมายความว่าผู้ใช้สามารถสั่งงานแล้วปิดเครื่องไปได้เลย ระบบจะรันงานต่อให้บนคลาวด์จนเสร็จ ต่างจากระบบ AI ผู้ช่วยรุ่นก่อนที่ต้องเปิดหน้าจอค้างไว้
สำหรับโมเดล AI เบื้องหลัง Spark คือ Gemini 3.5 ที่เพิ่งเปิดตัวพร้อมกัน ทำงานร่วมกับ Antigravity Harness ซึ่งเป็นระบบที่ Google พัฒนาให้ AI สามารถทำงานยาวๆ ได้ในเบื้องหลัง
Josh Woodward รองประธานของ Gemini App และ AI Studio ยกตัวอย่างการใช้งาน Spark ให้เห็นภาพว่า สำหรับคนทำงานที่ต้องส่งอีเมลอัปเดตสถานะงานให้หัวหน้า Spark สามารถช่วยดึงข้อมูลทั้งหมดจากทั้งอีเมล เอกสาร ชีต และสไลด์ มาเขียนร่างอีเมลให้ได้ทันที นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กยังนิยมใช้ Spark ในการช่วยดูแลกล่องข้อความ เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่พลาดทุกคำถามที่สำคัญจากลูกค้า
จุดที่ทำให้ Spark น่าจะมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง คือการเชื่อมตรงกับระบบ Google มาตั้งแต่แกะกล่อง ผู้ใช้ไม่ต้องตั้งค่า API หรือขอ permission กับแอปภายนอก เพราะ Spark เชื่อมกับ Gmail, Google Docs, Sheets, Slides, Drive, Calendar, Maps และ YouTube ได้เลย
ในเฟสถัดไป Spark จะรองรับการเชื่อมต่อกับเครื่องมือของ Third-Party ผ่านมาตรฐาน MCP โดยช่วงแรก Google เปิดเผยรายชื่อพาร์ตเนอร์ออกมาแล้วได้แก่ Canva, OpenTable และ Instacart ซึ่งจะมีพาร์ตเนอร์รายอื่น ๆ ที่ Spark สามารถเชื่อมต่อได้อีกในอนาคต
ผู้ใช้สั่งงาน Spark ได้หลายช่องทาง ทั้งผ่านแอป Gemini, อีเมล (Google จะให้ Gmail address เฉพาะกับ Spark), และในอนาคตจะมีการสั่งผ่านแชท
Spark ออกแบบมาเพื่องานที่ใช้เวลานาน เช่น การค้นหาข้อมูลข้ามหลายเว็บไซต์ การเปรียบเทียบราคา ไปจนถึงการช่วยจองโต๊ะอาหารหรือซื้อของออนไลน์ โดยระบบจะถามผู้ใช้ก่อนเสมอ เมื่อต้องลงมือทำงานที่มีผลกระทบสูง เช่น การใช้เงินหรือการส่งอีเมลไปหาคนจริง
บน Android จะมีฟีเจอร์ใหม่ชื่อ Android Halo ที่ให้ผู้ใช้ติดตามการทำงานของ Spark และ Agent อื่น ๆ ได้แบบ real-time ส่วนช่วงปลายฤดูร้อนปี 2026 Spark จะทำงานได้ตรงในเบราว์เซอร์ Chrome ทำให้กลายเป็น Agentic Browser ที่ Spark ใช้เว็บแทนผู้ใช้ได้ทั่วทั้งอินเทอร์เน็ต
Spark เปิดตัวในช่วงที่ตลาด AI Agent ส่วนตัวกำลังเดือด คู่แข่งหลักของ Google คือ Claude Cowork จาก Anthropic และ ChatGPT Agent จาก OpenAI สำหรับ Google จุดได้เปรียบที่ชัดเจนคือฐานผู้ใช้ Workspace กว่า 4 พันล้านคน และการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้แบบลึก ผ่านระบบ Personal Intelligence ที่ Google พัฒนามาก่อนหน้านี้
อีกหนึ่งจุดที่ Google เน้นย้ำคือเรื่องความปลอดภัย Spark เป็น opt-in ทั้งหมด ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะเปิดใช้งานหรือไม่ และเลือกได้ว่าจะให้เชื่อมกับแอปไหนบ้าง
Google เริ่มเปิดให้ Test ทดลองใช้ Spark ตั้งแต่สัปดาห์นี้ และจะเปิด Beta สำหรับสมาชิก Google AI Ultra ในสหรัฐอเมริกาในสัปดาห์ถัดไป
Google ยังเปิดเผยว่า จะนำ Spark มาใส่ที่แอป Gemini บน macOS ทำให้ Spark สามารถจัดการไฟล์ในเครื่องและทำงาน Automation ข้ามแอปบนเดสก์ท็อปได้
Spark คือสัญญาณชัดว่า Google กำลังเดิมพันกับยุค Agentic AI เต็มตัว ไม่ใช่เพียงการอัปเกรดผู้ช่วยตอบคำถาม แต่เป็นการเปลี่ยนความหมายของคำว่าผู้ช่วยส่วนตัว ให้กลายเป็นพนักงานคนหนึ่งที่ทำงานต่อเนื่องบนคลาวด์
อ้างอิง : Google Blog, Techcrunch, Engadget
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด