
Google เดินหน้าพัฒนา Opal แพลตฟอร์มสร้าง AI ที่ทำงานอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัวฟีเจอร์สำคัญที่เรียกว่า "Agent Step" ซึ่งถือเป็นการยกระดับครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัว Opal มา จากเดิมที่ขั้นตอนการทำงานดำเนินไปแบบตายตัว หรือ "สั่งแล้วรอ" ตอนนี้กลายเป็นระบบที่คิดเองได้ ตัดสินใจเองได้ และโต้ตอบกับผู้ใช้ได้แบบเรียลไทม์ โดยฟีเจอร์นี้เปิดให้ใช้งานฟรีสำหรับผู้ใช้ทุกคนแล้ววันนี้
ก่อนหน้านี้ การสร้างขั้นตอนการทำงานบน Opal ต้องอาศัยการกำหนดรายละเอียดทุกอย่างล่วงหน้าอย่างละเอียด ทั้งจำนวนขั้นตอน รูปแบบของผลลัพธ์ คำถามที่จะถามผู้ใช้ และที่สำคัญที่สุดคือการเลือกโมเดล AI ที่เหมาะสมด้วยตัวเอง ซึ่งสำหรับนักพัฒนาหรือผู้ใช้ที่มีความเชี่ยวชาญอาจไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับคนทั่วไปที่ต้องการใช้ AI ในการทำงานโดยไม่มีพื้นฐานด้านเทคนิค นี่คือกำแพงที่สูงมาก
นอกจากนี้ ระบบแบบตายตัวยังมีข้อจำกัดที่ชัดเจนในแง่ของความยืดหยุ่น เพราะเมื่อกำหนดขั้นตอนไว้แล้ว ระบบก็จะทำตามนั้นโดยไม่ปรับตัวตามบริบทหรือความต้องการที่เปลี่ยนไปในระหว่างการใช้งาน ผลลัพธ์ที่ได้จึงมักออกมาแบบทั่วไป ขาดความเป็นส่วนตัว และไม่ตอบโจทย์งานที่ซับซ้อนหรือต้องการความละเอียดอ่อนสูง
Agent Step คือฟีเจอร์ใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้าไปใน Generate Step ของ Opal โดยแทนที่การเลือกโมเดล AI ด้วยตนเอง ผู้ใช้สามารถเลือก 'Agent' แทน แล้วปล่อยให้ระบบจัดการทุกอย่างเอง
หัวใจของ Agent Step คือความสามารถในการเข้าใจเป้าหมาย ไม่ใช่แค่รับคำสั่ง เมื่อผู้ใช้ระบุว่าต้องการอะไร Agent จะวิเคราะห์ว่าควรใช้เครื่องมือไหน โมเดลไหน และขั้นตอนไหนจึงจะเหมาะสมที่สุดกับงานนั้น ๆ โดยอัตโนมัติ เช่น ถ้างานต้องการข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ก็จะเรียกใช้ Web Search ถ้าต้องการสร้างวิดีโอ ก็จะดึง Veo เข้ามาช่วย โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องรู้เลยด้วยซ้ำว่ามีโมเดลพวกนี้อยู่
กระบวนการทำงานของ Agent Step สามารถสรุปได้ใน 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ รับเป้าหมายจากผู้ใช้, วางแผนและเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม, ดำเนินการและโต้ตอบกับผู้ใช้เมื่อจำเป็น และสุดท้ายคือปรับปรุงผลลัพธ์ตามข้อเสนอแนะที่ได้รับ ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำและตรงความต้องการมากกว่าระบบแบบตายตัวแบบเดิมมาก

Visual Storyteller Opal: ในอดีต การสร้างหนังสือภาพบน Opal ต้องกำหนดจำนวนหน้าและคำถามที่จะถามผู้ใช้ไว้ล่วงหน้าทั้งหมด แต่ด้วย Agent Step ตอนนี้ระบบสามารถพัฒนาเรื่องราวได้แบบพลวัต Agent จะประเมินเองว่าต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติม เสนอจุดเปลี่ยนของเรื่องให้ผู้ใช้เลือกทิศทาง และปรับเนื้อหาไปตามการตัดสินใจของผู้ใช้ในแต่ละช่วง ผลที่ได้คือเรื่องราวที่มีเอกลักษณ์และไม่ซ้ำกันในทุกครั้งที่ใช้งาน
Room Styler Opal: ตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดที่สุดคือขั้นตอนการออกแบบตกแต่งภายใน ในแบบเดิม ผู้ใช้แค่อัปโหลดรูปห้อง ใส่สไตล์ที่ต้องการ แล้วรับภาพออกแบบใหม่กลับมาครั้งเดียวจบ แต่ด้วย Agent Step ประสบการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ลองคิดว่าคุณอัปโหลดรูปห้องนั่งเล่นเปล่า ๆ และบอกว่าอยากได้สไตล์ Mid-century Modern Agent จะสร้างแนวคิดเริ่มต้นให้ก่อน พร้อมเลือกโทนสีและเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของยุคนั้น ถ้าคุณไม่พอใจบางจุด สามารถบอกความคิดเห็นได้เลย เช่น อยากได้โทนสีอุ่นกว่านี้ หรือ เฟอร์นิเจอร์ดูหนักเกินไป Agent จะนำความคิดเห็นนั้นไปปรับ และยังสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสไตล์ย่อยเฉพาะทางที่คุณอาจยังไม่รู้จัก เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตรงกับวิสัยทัศน์ของคุณมากที่สุด ไม่ใช่แค่แบบทั่วไปที่หน้าตาเหมือนกันทุกคน
Executive Briefing Opal: ในบริบทการทำงานองค์กร Agent Step ช่วยให้การเตรียมสรุปข้อมูลก่อนประชุมฉลาดขึ้นมาก ระบบจะแยกแยะว่าการประชุมครั้งนี้เป็นกับลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเก่า แล้วปรับกระบวนการทำงานให้ต่างกัน สำหรับลูกค้าใหม่จะค้นหาข้อมูลพื้นฐานจากเว็บ ส่วนลูกค้าเก่าจะดึงข้อมูลจากบันทึกการประชุมภายในองค์กรมาวิเคราะห์ ทำให้ได้สรุปข้อมูลที่มีคุณภาพและตรงประเด็นโดยไม่ต้องสลับไปค้นหาข้อมูลเองด้วยตนเอง
นอกจากความสามารถหลักของ Agent Step แล้ว Opal ยังเปิดตัวฟีเจอร์เสริมอีก 3 อย่างที่ทำงานร่วมกันเพื่อขยายขีดความสามารถของ Agent ให้ครอบคลุมมากขึ้น
Memory: คือฟีเจอร์ที่ทำให้ Opal จดจำข้อมูลของผู้ใช้ได้ข้ามช่วงการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นชื่อ สไตล์ที่ชอบ ความชอบส่วนตัว หรือแม้แต่รายการสินค้าที่กำลังสะสมอยู่ ความสามารถนี้ทำให้ Opal พัฒนาและฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ ตามการใช้งาน แทนที่จะเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Video Hooks Brainstormer Opal ที่จะจดจำเอกลักษณ์แบรนด์และความชอบด้านเนื้อหาของผู้ใช้ไว้ ทำให้การสร้างไอเดียวิดีโอในครั้งต่อ ๆ ไปทำได้เร็วและตรงทิศทางมากขึ้นโดยไม่ต้องอธิบายซ้ำ
Dynamic Routing: เป็นฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้สามารถกำหนดเส้นทางหลายแบบให้กับขั้นตอนการทำงาน โดยระบบจะเลือกเส้นทางที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติตามเงื่อนไขที่เกิดขึ้นจริง เพียงแค่บอก เกณฑ์ที่ต้องการ Agent จะจัดการตัดสินใจและเปลี่ยนไปยังขั้นตอนที่เหมาะสมเอง ฟีเจอร์นี้เหมาะมากกับงานที่มีความซับซ้อนหรือต้องการการแยกแยะตามบริบท เช่น กระบวนการต้อนรับผู้ใช้ใหม่ที่ต้องการขั้นตอนต่างกันสำหรับผู้ใช้แต่ละประเภท
Interactive Chat: แก้ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในระบบ AI อัตโนมัติ นั่นคือการที่ระบบได้รับข้อมูลไม่ครบแต่ดันเดาหน้าทำงานต่อไปแล้วให้ผลลัพธ์ที่ผิดทิศทาง ด้วยฟีเจอร์นี้ Agent สามารถหยุดกลางทางและถามคำถามกลับได้ หรือแสดงตัวเลือกให้ผู้ใช้เลือกก่อนดำเนินการต่อ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ตรงความต้องการมากขึ้นตั้งแต่ต้น
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวทางของ Opal คือการไม่ยึดติดกับแนวทางใดแนวทางหนึ่ง ทีมพัฒนาตั้งใจออกแบบให้ระบบรองรับผู้ใช้ทุกระดับ
สำหรับ ผู้ใช้ทั่วไปและมือใหม่ Agent Step ทำให้ Opal ใช้งานได้เลย โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านเทคนิค เพราะ Agent ฉลาดพอที่จะแก้ไขตัวเองเมื่อเกิดข้อผิดพลาด ปรับแผนเมื่อเจอปัญหา และเรียนรู้จากข้อเสนอแนะของผู้ใช้ได้
สำหรับ ผู้ใช้ขั้นสูงและนักพัฒนา ขั้นตอนแบบตายตัวแบบเดิมยังคงอยู่ครบถ้วน สำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำสูงหรือตรรกะที่แน่นอน เช่น ระบบอัตโนมัติในองค์กรที่ต้องการความน่าเชื่อถือ 100% และไม่ต้องการให้ AI ตัดสินใจเองในบางขั้นตอน
การอัปเดตครั้งนี้ของ Opal สะท้อนให้เห็นแนวโน้มใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในวงการ AI นั่นคือการขยับจาก AI ที่ตอบคำถาม มาสู่ "AI ที่ทำงานแทนได้" โดยที่ผู้ใช้แค่บอกเป้าหมาย ไม่ต้องรู้วิธีการ
Opal ไม่ใช่ผู้เล่นเดียวในพื้นที่นี้ แต่สิ่งที่ทำให้น่าจับตาคือการที่ Google พยายามลดอุปสรรคในการเข้าถึง ให้การสร้างระบบ AI แบบอิสระทำได้สำหรับคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่นักพัฒนาหรือทีมด้านข้อมูลขององค์กรใหญ่ ซึ่งถ้าแนวทางนี้ได้ผล ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ AI แบบอิสระกลายเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพหลักในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปได้จริง ไม่ใช่แค่ในองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น
ผู้ที่สนใจทดลองใช้ Agent Step สามารถเข้าถึงได้แล้ววันนี้ผ่าน Opal สำหรับผู้ใช้ทุกระดับโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ที่มา: Blog Google
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด