NIA อัปเดตวงโคจรสตาร์ทอัพไทย พร้อมเผยโครงการดันสตาร์ทอัพสู่ 'ยูนิคอร์น' | Techsauce

NIA อัปเดตวงโคจรสตาร์ทอัพไทย พร้อมเผยโครงการดันสตาร์ทอัพสู่ 'ยูนิคอร์น'

สํานักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดสถิติและแนวโน้มการเติบโตของสตาร์ทอัพไทย เผยโอกาสในปี 2024 กลุ่มเอไอมีโอกาสรับการลงทุนสูง มูลค่ามากกว่า 6,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมี 5 สตาร์ทอัพดาวเด่น คือ กลุ่มเกษตร-อาหาร-สมุนไพร, สุขภาพ-ยา ซอฟต์พาวเวอร์ เทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ และการท่องเที่ยว ที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้สตาร์ทอัพไทย

NIA

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมของประเทศไทยในปีนี้พบว่ามีสตาร์ทอัพจำนวน 2,100 ราย แบ่งเป็น ระยะ Pre-seed 700 ราย และระยะ Go-to market/Growth 1,400 ราย โดยในปี 2567 NIA ยังคงเดินหน้าผลักดันและพัฒนาศักยภาพสตาร์ทอัพไทยให้พร้อมรับมือเทรนด์การเปลี่ยนแปลงและความต้องการด้านนวัตกรรมของตลาดอาเซียนและตลาดโลก โดยมีประเด็นที่น่าสนใจคือ 

  • ช่วง 3 ปีมานี้ ภูมิภาคอาเซียนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นถึงร้อยล้านราย ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านดิจิทัลยังคงมาแรง และมีแนวโน้มเติบโต 
  • เทรนด์ Generative AI ที่กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสาธารณะ โดยคาดว่าภายในปี 2569 องค์กรมากกว่าร้อยละ 80 จะใช้ Gen AI API และโมเดลต่าง ๆ มาปรับใช้ในแอปพลิเคชันที่เปิดใช้งาน GenAI ในสภาพแวดล้อมการผลิตเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปี 2566 ที่น้อยกว่าร้อยละ 5 

ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติมว่า ความไม่แน่นอนของตลาด ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และแนวทางการลงทุนที่เน้นโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขการระดมทุนในปี 2023 ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2022 แต่ในปี 2024 นี้ คาดว่าตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะฟื้นตัวและเติบโตมากขึ้น ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการลงทุน เนื่องจากมีตลาดในประเทศที่ใหญ่เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ รวมถึงการจัดตั้งธุรกิจและค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจมีความสะดวกและคุ้มค่า มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมใช้งานสำหรับธุรกิจเทคโนโลยี อีกทั้งยังมีตลาดหลักทรัพย์ที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในโลกในเรื่องจุดแข็งของการประเมินมูลค่าและสภาพคล่อง และสตาร์ทอัพมีราคาการลงทุนยังไม่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งจากต่างประเทศ 

ในปี 2567 NIA จึงเชื่อว่าจะมีการนำ AI มาใช้ในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งการวิเคราะห์ธุรกิจ วิเคราะห์ตลาด การปรับปรุงกระบวนการทางการแพทย์ การใช้ประโยชน์ด้านการศึกษา การสร้างงาน ดังนั้น อุตสาหกรรมที่ใช้ AI ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ จะมีแนวโน้มมูลค่าทางธุรกิจสูงขึ้นมากกว่าหกพันล้านบาท ขณะที่ภาครัฐก็ให้การสนับสนุน โดยเฉพาะการวิจัยด้านการใช้ประโยชน์จาก AI ซึ่งในปีนี้ NIA ได้งบด้านการทำวิจัยจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ประมาณ 150 ล้านบาท

NIA มีนโยบายในการกระตุ้นสตาร์ทอัพใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่

  • 1. เกษตร-อาหาร-สมุนไพร (Agriculture- Food-Herb) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้เพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศและมากพอที่จะส่งออกในอนาคต 

  • 2. สุขภาพและยา (Health and Medicine) รองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุของประเทศไทย โดยนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยลดความไม่เสมอภาคในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะสร้างนวัตกรรมมาช่วยดูแลผู้สูงอายุในสังคมไทย 

  • 3. ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ไทยมีวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และดีไซน์ที่โดดเด่น ไม่ต้องลงทุนร้อยล้านพันล้าน แต่เกิดผลกระทบสูงได้ 

  • 4. เทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) ตอบสนองต่อสถานการณ์โลกปัจจุบันในเรื่องการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ปัจจุบันหากสินค้าที่มีกระบวนการผลิตที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แลส่งออกไปยังยุโรป ผู้ประกอบการจะติดเงื่อนไขทางการค้า (CBAM) และไม่สามารถส่งออกสินค้าดังกล่าวได้ ดังนั้น NIA จึงร่วมกับ สวทช. บีคอน เวนเจอร์ กสิกรไทย และหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องส่งเสริมสินค้าในกลุ่ม Energy Tech, Climate Tech

  • 5. การท่องเที่ยว (Tourism) ซึ่งประเทศไทยมีทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่สวยงาม และเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกชื่นชอบ จึงสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีส่วนช่วยอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น”

ดร.กริชผกากล่าวเพิ่มว่า สตาร์ทอัพต้องการเงินจาก VC และ CVC เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตไปเป็นยูนิคอร์น ขณะที่ภาครัฐต้องช่วยหาตลาดและช่วยส่งเสริมสตาร์ทอัพในช่วงที่มีความเสี่ยงสูง จึงจะช่วยให้สตาร์ทอัพเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยในด้านการช่วยหาตลาด ดร.กริชผกาเผย 2 ตลาดใหญ่ที่สตาร์ทอัพไทยควรเข้าไปว่า

ด้านการเกษตรและอาหาร เป็นสิ่งที่สตาร์ทอัพไทยมีศักยภาพค่อนข้างสูง และเราก็มีเรื่องของเกษตรที่สามารถนำไปขายและสร้างมูลค่าให้มากขึ้นได้ โดยตลาดที่มีความต้องการมากคือ ตลาดแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ เทคโนโลยีที่เขามีนั้นต่ำกว่าของเรา จึงมีโอกาสอีกมาก อีกด้านคือ Health & Aging Society ทาง NIA จะช่วยขยายไปยัง ตลาดญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีด้านการแพทย์สูงอยู่แล้ว แต่มีความต้องการดีไวซ์ที่ราคาต่ำลงมา

และในด้าน Soft Power ดร.กริชผกาบอกว่า ในบริบทของ NIA คือ เทคโนโลยีด้าน Entertainament, Media Tech หรืองาน Craft ที่ทำได้สวยขึ้น สร้างสรรค์ขึ้น หรือมีการใช้นวัตกรรมมากขึ้น เรียกว่า เป็นมิตินวัตกรรมที่มีการสร้างสรรค์ ซึ่งมีการสร้างมาตรฐานให้ตัวสินค้าเหล่านั้นเทียบเท่ามาตรฐานสากล และจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกมาก โดยยกตัวอย่างให้เห็นภาพ อาทิ นวัตกรรมการตรวจสอบมาตรฐานของต้มยำกุ้ง นวัตกรรมที่ทำให้ปลาร้าอยู่บนเชลฟ์ได้นานขึ้น 

สรุปภาพรวมตั้งแต่ 2016 ปีที่ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเริ่มก่อตัวขึ้น 

ดร.กริชผกา สรุปไทม์ไลน์ให้ฟังว่า แวดวงสตาร์ทอัพไทยมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลากหลายด้าน ดังนี้

  • ปี 2017 ไทยเริ่มมีสตาร์ทอัพ และผู้เล่นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มขึ้น สถาบันการเงินประสบความสำเร็จในการลงทุนมูลค่าเกิน 6,000 ล้านบาท 

  • ปี 2018 มีจำนวนสตาร์ทอัพเพิ่มขึ้นกว่า 1,500 ราย มีบริษัทใหญ่ลงทุนในสตาร์ทอัพมูลค่าเกิน 30,000 ล้านบาท และการเพิ่มจำนวนหน่วยบ่มเพาะทั้งจากภาครัฐและเอกชน 

  • ปี 2019 มีการเสนอนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ทอัพและสตาร์ทอัพ เช่น ร่างพระราชบัญญัติ Regulatory Sandbox สมาร์ทวีซ่า และร่างพระราชบัญญัติสตาร์ทอัพ 

  • ปี 2020 – 2022 มีการพัฒนาย่านนวัตกรรมในกรุงเทพฯ ตอกย้ำให้กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองที่ดีที่สุดในเอเชียสำหรับสตาร์ทอัพ เกิดศูนย์บ่มเพาะใหม่ ๆ และผู้มีบทบาทในระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องจากทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สยามอินโนเวชั่นดิสทริค ทรูดิจิทัลพาร์ค ศูนย์สร้างสรรค์และการออกแบบประเทศไทย (TCDC) รวมถึงเกิดยูนิคอร์นขึ้น 2 ราย คือ Flash Express และ Ascend Money และมีมูลค่าการลงทุนในตลาดถึง 310.58 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ 

  • ปี 2023 ถือเป็นปีที่ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีสตาร์ทอัพมากกว่า 1,000 ราย และมียูนิคอร์นเกิดขึ้นใหม่ 1 ราย คือ LINE MAN Wongnai ที่มีมูลค่าการลงทุนในตลาดถึง 265 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ นอกจากนี้ ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยยังสามารถคว้าอันดับที่ 52 ของโลกในการจัดอันดับ Global Startup Ecosystem Index โดย Startupblink โดยมี 3 ประเด็นที่โดดเด่น ได้แก่ 1) การเพิ่มจำนวนของ University Holding Company หรือหน่วยธุรกิจที่เกิดขึ้นจากสถาบันอุดมศึกษา 2) การเปลี่ยนแปลงสตาร์ทอัพในรูปแบบธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึก หรือ DeepTech ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็น 65 บริษัท ในระยะเวลา 3 ปี และ 3) การที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับธุรกิจด้านความยั่งยืน ถือเป็นโอกาสที่สตาร์ทอัพจะพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ 

นอกจากนี้ ดร.กริชผกากล่าวย้ำว่า NIA ยังมีแนวทางสนับสนุนสตาร์ทอัพอีกหลากหลายด้าน เช่น การสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทำธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เช่น โครงการ SMART VISA ที่ดำเนินการร่วมกับ BOI เพื่อดึงดูดสตาร์ทอัพ นักลงทุน และคนทำงานจากต่างประเทศให้เข้ามาพัฒนานวัตกรรมในประเทศมากขึ้น โดยแยกได้เป็น 2 แนวทางสำคัญ คือ 

  • การสนับสนุนด้านการเงินในการพัฒนาธุรกิจด้วยนวัตกรรม (Financial Support) ที่ครอบคลุมมิติด้านความยั่งยืน ได้แก่ นวัตกรรมด้านอาหารและผลไม้ไทยมูลค่าสูงเพื่อการส่งออก นวัตกรรมด้านพืชและสัตว์เศรษฐกิจ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พลังงานสะอาด ธุรกิจดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีด้าน AI, Robotic, Immersive & IoT (ARI Tech) และยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การพัฒนาแบตเตอรี่ EV ซึ่งต้องการสตาร์ทอัพสาย Deep Tech 

  • การสนับสนุนที่นอกเหนือจากการเงิน (Non-Financial Support) เช่น การสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทำธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ การจัดตั้งศูนย์กลางสตาร์ทอัพระดับโลก หรือ Global Startup Hub การพัฒนาสตาร์ทอัพให้มีความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตทางธุรกิจ ทั้งในเรื่องการลงทุนและการเชื่อมต่อตลาด” ดร.กริชผกากล่าวในตอนท้าย

9 ประเด็นอัปเดตเกี่ยวกับระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยและสิ่งที่จะได้เห็นในปีนี้

NIA

  1. ถ้านับเฉพาะสตาร์ทอัพที่มียอดขายดี พร้อมเติบโต ไทยมีสตาร์ทอัพอยู่ 191 ราย จากทั้งหมด 2,100 ราย ในขณะที่เวียดนามมีอยู่ 186 ราย และประเทศอื่นๆ ที่มีสตาร์ทอัพจำนวนมากมักอยู่ที่หลัก 2-3 พันราย 

  2. สตาร์ทอัพไทยเกิดใหม่ไม่น้อยแต่ตายเยอะ คือ เกิด-ดับ เกิด-ดับ ไวมาก แต่ 'ฟินเทค' เป็นสตาร์ทอัพที่อยู่มายาวนานและยังเป็น Rising Star ซึ่ง NIA เห็นแนวโน้มว่า จะมีการเติบโตไปเป็นยูนิคอร์น

  3. NIA เร่งผลักดัน พ.ร.บ.สตาร์ทอัพ ให้เกิดขึ้นภายในปีนี้ เพื่อส่งเสริมสตาร์ทอัพได้อย่างครบวงจร ช่วยลดความซ้ำซ้อนกันในเรื่องบูรณาการ อาทิ การจัดทำเอกสารทั้งหมดให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล

  4. ตัวอย่างสตาร์ทอัพไทยที่มีความพร้อมจะเติบโต เช่น MyCloud Fulfilment, QueQ, Freshket ขณะเดียวกันก็มี 3 VC ไทยประกาศตัวว่า รอลงทุนในสตาร์ทอัพ ได้แก่ Krungsri Finnovate, InnoSpace และ Beacon VC 

  5. LINE MAN Wongnai สตาร์อัพระดับยูนิคอร์นตัวที่ 3 ของไทย (ต่อจาก Flash Express และ Ascend Money) ต้องการจะเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และกำลังขอคำปรึกษาจาก NIA ซึ่งถ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เมื่อไหร่ จะถือเป็น Success Case รายแรกที่เติบโตจากการเป็นสตาร์ทอัพ

  6. NIA กำลังจัดทำ 'Unicorn Factory' โครงการปั้นสตาร์ทอัพให้เติบโตไปเป็นยูนิคอร์นโดยเฉพาะ ซึ่งเน้นที่กลไกการสร้างยูนิคอร์นด้วยการให้ VC เข้ามาจับคู่กับสตาร์ทอัพ และภาครัฐเข้ามาช่วยขยายตลาด

  7. ปีนี้จะมีการจัดงาน 'Soft Power Forum' โดย NIA เป็นแม่งานหลักร่วมกับอีก 3 หน่วยงาน ได้แก่ DITP, CEA และ TCEB ทั้งนี้ คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากพ้นช่วงสงกรานต์ไปแล้ว 

  8. มีสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยี AI มาขอทุนจาก NIA จำนวนมาก โดย NIA มีเงินลงทุนด้าน AI จำนวน 150 ล้านบาท และภายในปีนี้ เราอาจได้เห็นยูนิคอร์นแจ้งเกิดอีก 2 ตัว ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยี AI และ IoT 

  9. อัปเดตเกี่ยวกับกลไก Matching Fund - มีสตาร์ทอัพไทยที่กำลังคุยกับ VC รวม 5 คู่ที่เข้ามาขอรับทุนจาก NIA (VC และ NIA ให้ทุนฝั่งละ 10 ล้านบาทแก่สตาร์ทอัพ) อย่างที่เรารับรู้ไปแล้วว่า การสนับสนุนด้วยกลไก Matching Fund ทาง NIA จะไม่เข้าไปถือหุ้น และถ้าสตาร์ทอัพทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จ NIA ก็จะได้เป็นเงินต้นและดอกเบี้ยไม่เกิน 5% คล้ายกับการเป็นผู้ให้กู้

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

10 Tech Event ในเอเชีย ที่สายเทคฯ ธุรกิจ ไม่ควรพลาด ปี 2024

เพราะเทคโนโลยีไม่เคยหยุดนิ่ง องค์กรจึงต้องหมั่นอัปเดตเทรนด์ความรู้ใหม่ ๆ วันนี้ Techsauce คัดสรร 10 งานประชุมเทคโนโลยีระดับเอเชีย ที่สายเทคไม่ควรพลาดในปี 2024 รวมไว้ในบทความเดียวก...

Responsive image

SCBX ไตรมาส 1 ปี 67 กำไร 11,281 ล้านบาท เตรียมลุย 'Virtual Bank' พร้อมก้าวสู่องค์กร AI-First Organization

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ของปี 2567 จำนวน 11,281 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% จากปีก่อน...

Responsive image

เปิดตัว Meta AI ใหม่ ถามได้ทุกเรื่อง สร้างภาพได้ทุกอย่าง ใช้ได้ทุกแอปฯ​ โซเชียลของ Meta

สำหรับ Meta AI เป็นแชทบอทที่เคยเปิดตัวให้เห็นครั้งแรกในงาน Connect 2023 ขับเคลื่อนด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) อย่าง Llama 2 แต่ล่าสุดได้มีการอัปเกรดไปใช้โมเดลภาษาใหม่ Llama 3...