
สัปดาห์นี้ผู้นำการเงินจาก 191 ประเทศได้มารวมตัวกันที่ศูนย์สิริกิติ์ เพื่อร่วมประชุมใหญ่ประจำปีของ IMF และธนาคารโลก ซึ่งมีคนเข้าร่วมเกือบ 17,000 คน และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปีที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพ ในบรรดาคนดังระดับโลกที่มาร่วมงาน มี 4 คนที่เส้นทางชีวิตน่าสนใจพอ ๆ กับตำแหน่งที่นั่งอยู่ทุกวันนี้ คนแรกเริ่มทำงานที่ตลาดสดในประเทศคอมมิวนิสต์ คนที่สองเป็นลูกนายทหารที่ย้ายบ้านไปทั่วอินเดีย คนที่สามมาจากต่างจังหวัดของอาร์เจนตินา ส่วนคนสุดท้ายคือคนที่เคยเกือบจะได้เป็นผู้นำของ IMF
กรรมการผู้จัดการ IMF (Managing Director) สมัยที่ 2
Kristalina Georgieva ผู้นำสูงสุดของ IMF คนปัจจุบัน มีเส้นทางที่สู้ชีวิตมาก เธอเกิดที่ประเทศบัลแกเรียในยุคคอมมิวนิสต์ วัยเด็กไม่ได้สุขสบายนัก งานแรกของเธอตอนอายุ 15 คือการรับจ้างล้างและจัดเรียงกะหล่ำปลีในตลาดสด แต่ด้วยความพยายาม เธอตั้งใจเรียนจนจบปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ และได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในบ้านเกิดนานถึง 16 ปี
หลังจากนั้นเธอก็ได้เข้าไปทำงานที่ธนาคารโลกและไต่เต้าจนได้เป็นผู้บริหารระดับสูง แถมยังเคยไปคุมงานใหญ่ให้สหภาพยุโรป ดูแลเงินมหาศาลและพนักงานกว่า 3 หมื่นคน ก่อนจะกลับมานั่งแท่นเป็น CEO ของธนาคารโลก จนกระทั่งในปี 2562 เธอได้รับเลือกให้เป็นผู้นำของ IMF ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ใหม่เพราะเธอ และเป็นคนแรกที่มาจากประเทศที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนา ยิ่งไปกว่านั้น IMF ถึงขั้นยอมแก้กฎที่ห้ามคนอายุเกิน 65 ปีเป็นผู้นำ เพื่อให้เธอได้รับตำแหน่งนี้
พอรับตำแหน่งได้ไม่ทันไร โลกก็เจอทั้งโควิด สงคราม และปัญหาของแพง แต่เธอก็นำทีม IMF ควักเงินก้อนโตเข้าไปช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เกือบ 100 ประเทศทั่วโลกรอดพ้นวิกฤตมาได้ ผลงานนี้ทำให้คณะกรรมการโหวตให้เธอเป็นผู้นำต่อในสมัยที่ 2 เมื่อเดือนตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา
ล่าสุดก่อนที่เธอจะเดินทางมากรุงเทพฯ เธอได้ไปบรรยายที่สิงคโปร์และฝากคำเตือนสำคัญถึงอนาคตเศรษฐกิจโลกว่าแม้เทคโนโลยี AI จะเป็นตัวช่วยใหม่ที่ทำให้เศรษฐกิจโต แต่ก็อาจทำให้ช่องว่างความรวย ความจนระหว่างประเทศทิ้งห่างกันมากขึ้น นอกจากนี้ราคาพลังงานก็น่าจะยังแพงต่อไปจนถึงปี 2570 และตอนนี้หนี้ของรัฐบาลในหลายประเทศก็พุ่งสูงปรี๊ดจนเป็นสถิติใหม่ไปแล้วเช่นกัน
ประธานกลุ่มธนาคารโลก คนที่ 14
Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลกคนปัจจุบัน เขามีพื้นเพเกิดที่เมืองปูเน่ ประเทศอินเดียโดยมีคุณพ่อเป็นถึงพลโทในกองทัพ ทำให้วัยเด็กของเขาต้องย้ายบ้านตามคุณพ่อไปหลายเมืองทั่วประเทศ เขาเรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์และต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจที่สถาบันชั้นนำในอินเดีย
แต่เชื่อไหมว่างานแรก ๆ ของเขาไม่ได้เกี่ยวกับการวางนโยบายระดับโลกเลย แต่เป็นสายขายสินค้าทั่วไป เขาเคยทำงานที่ Nestlé ในอินเดียนานถึง 13 ปี และ PepsiCo อีก 2 ปี ซึ่งเขามีส่วนช่วยเปิดเครือร้านอาหารของบริษัทในอินเดียด้วย หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนมาลุยสายการเงินโดยเข้าทำงานที่ธนาคาร Citigroup ไต่เต้าจนได้ดูแลภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก่อนจะย้ายไปสหรัฐอเมริกาและได้สัญชาติอเมริกันในปี 2550
จุดเปลี่ยนสำคัญคือในปี 2553 เขาได้ขึ้นเป็นประธานและซีอีโอของ Mastercard นานกว่า 10 ปี ดูแลพนักงานเกือบ 24,000 คน เป้าหมายหลักที่เขาตั้งไว้ให้บริษัทคือการพยายามดึงคนธรรมดาทั่วไปที่แม้แต่บัญชีธนาคารก็ยังไม่มีให้สามารถเข้ามาใช้บริการทางการเงินต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ถึงขั้นตั้งศูนย์หนึ่งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเรื่องนี้โดยเฉพาะ
และในวันที่ 2 มิถุนายน 2566 เขาก็สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำธนาคารโลกคนแรกที่เกิดในอินเดีย พอเข้ารับตำแหน่ง เขาก็ปรับเป้าหมายขององค์กรใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยว่าเราต้องสร้าง 'โลกที่ไร้ความยากจนและมีสภาพแวดล้อมที่ยังน่าอยู่'
ปัจจุบันเรื่องที่เขาผลักดันสุดตัวคือ 'การสร้างงาน' เพราะเขามองว่าเป็นกุญแจสำคัญที่สุดที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนได้ เขายังตั้งเป้าหมายใหญ่ระดับโลกไว้ เช่น ภายในปี 2573 จะต้องนำไฟฟ้าไปให้คนแอฟริกาใช้ให้ได้ถึง 300 ล้านคน และช่วยให้คน 1,500 ล้านคนเข้าถึงบริการสุขภาพได้ ซึ่งเรื่องการสร้างงานที่เขาเน้นย้ำนี้ก็ตรงกับหัวข้อหลักที่ประเทศไทยเตรียมหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในฐานะเจ้าภาพการประชุมปีนี้พอดี
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF (Economic Counsellor and Director of Research)
Silvana Tenreyro หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์คนใหม่ของ IMF เธอเกิดที่เมืองทางตอนเหนือของอาร์เจนตินา เรียนจบเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัฐในบ้านเกิดก่อนจะไปคว้าปริญญาโทและเอกจากมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ด
เหตุผลที่เธอเลือกเรียนสายนี้ เป็นเพราะเธอเห็นปัญหาความยากจน คนตกงาน และข้าวของราคาแพง ซึ่งเป็นเรื่องที่คนอาร์เจนตินาต้องเจออยู่ทุกวัน นอกจากนี้ครอบครัวของเธอก็คลุกคลีกับเรื่องเศรษฐกิจมาตลอด คุณปู่ของเธอเคยดูแลเรื่องการเงินของจังหวัด และเธอก็มองว่าท่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่ง น่าเศร้าที่คุณปู่ของเธอหายตัวไปในช่วงที่ประเทศตกอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการทหาร
หลังจากเรียนจบเธอได้เข้าทำงานที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาบอสตัน ก่อนจะย้ายไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง London School of Economics (LSE) จนได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ ด้วยฝีมือที่ไม่ธรรมดา เธอจึงได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในคนที่คอยตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษยาวถึง 6 ปีเต็ม ซึ่งถือเป็นช่วงที่ทำงานยากที่สุดยุคหนึ่ง เพราะต้องรับมือทั้งวิกฤตโควิดและปัญหาเงินเฟ้อจากผลกระทบของสงครามในยูเครน ปัจจุบันเธอถือถึง 3 สัญชาติ คืออาร์เจนตินา อังกฤษและอิตาลี ทั้งยังได้รับการยอมรับในแวดวงวิชาการระดับยุโรปอย่างกว้างขวาง
ล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา Silvana Tenreyro ผู้นำ IMF ได้แต่งตั้งให้เธอรับไม้ต่อเป็น 'หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์' คนใหม่ของ IMF เธอเพิ่งเริ่มงานไปเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมและความน่าตื่นเต้นก็คือในวันที่ 13 ตุลาคมนี้ เธอเตรียมจะเปิดตัวรายงานประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลกฉบับแรกภายใต้การคุมทีมของเธอ โดยจะมาเปิดตัวที่กรุงเทพฯ ซึ่งตัวเลขคาดการณ์ในรายงานเล่มนี้นี่แหละ คือสิ่งที่นักลงทุนและสื่อทั่วโลกกำลังรอจับตาดู
ประธานาธิบดีสิงคโปร์ คนที่ 9
ในงานประชุมครั้งนี้ถ้าจะมีใครที่คุ้นเคยกับเวทีระดับโลกของ IMF ชนิดที่เรียกว่ารู้ลึกรู้จริงก็คงต้องยกให้ Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์คนปัจจุบัน เขาเป็นหัวกะทิที่เรียนจบเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง London School of Economics และ Cambridge ก่อนจะไปคว้าปริญญาโทที่ฮาร์วาร์ด พร้อมรางวัลการันตีความเป็นผู้นำและผลการเรียน ชีวิตการทำงานของเขาแทบจะขลุกอยู่กับการวางนโยบายเศรษฐกิจมาตลอด โดยเริ่มต้นที่ธนาคารกลางของสิงคโปร์
เส้นทางของเขาเคยสะดุดเมื่อข้อมูลเศรษฐกิจหลุดไปถึงสื่อ เพียงเพราะมีคนมาเห็นเอกสารบนโต๊ะทำงานของเขา โชคดีที่ศาลตัดสินว่าเขาไม่ได้จงใจปล่อยข้อมูลลับ จึงรอดข้อหาหนักมาได้ แต่ก็ถูกปรับเงินไปฐานหละหลวมในการเก็บเอกสาร
ถึงอย่างนั้นเรื่องแค่นี้ก็หยุดความเก่งของเขาไม่ได้ เขาก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารสูงสุดของธนาคารกลางก่อนจะกระโดดเข้าสู่การเมืองจนได้เป็นทั้งรัฐมนตรีคลังและรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์
ในเวทีโลก ชื่อของเขาก็ไม่ธรรมดา เขาเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้นั่งเป็นประธานคณะกรรมการกำหนดทิศทางของ IMF นานถึง 4 ปี แถมยังเป็นประธานกลุ่มหารือของผู้นำการเงินระดับโลกอีกด้วย ความเก่งของเขาเป็นที่ยอมรับจนถึงขั้นที่ว่าในปี 2562 ตอนที่เก้าอี้ผู้นำ IMF ว่าง
สื่อใหญ่อย่าง The New York Times รายงานว่าชื่อของเขาติดโผตัวเต็งที่จะได้รับตำแหน่งนี้ด้วยซ้ำ นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าเขาเหมาะสมที่สุด แต่สุดท้ายตำแหน่งนี้ก็ตกเป็นของชาวยุโรปตามธรรมเนียมที่ทำกันมา ซึ่งผู้ที่ได้ตำแหน่งไปก็คือผู้นำคนปัจจุบันนั่นเอง
ส่วนในบ้านเกิดเขาเป็นที่รักของคนสิงคโปร์มาก ๆ โพลสำรวจเมื่อหลายปีก่อนเคยบอกว่าคนสิงคโปร์เกือบ 70% อยากให้เขาเป็นนายกฯ คนต่อไป แต่เขาก็ยืนกรานมาตลอดว่าไม่สนใจจนกระทั่งในปี 2566 เขาตัดสินใจลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสิงคโปร์และชนะโหวตถล่มทลายไปกว่า 70%
ล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ เขาเพิ่งขึ้นเวทีเสวนาร่วมกับ Kristalina Georgieva ที่สิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นการกลับมาเจอกันในรอบ 7 ปีหลังจากการชิงเก้าอี้ผู้นำ IMF ครั้งนั้นและในสัปดาห์นี้ เขาก็เป็นหนึ่งในผู้นำประเทศที่ยืนยันแล้วว่าจะเดินทางมาร่วมงานที่กรุงเทพฯ
เมื่อมองภาพรวมของงานนี้แล้ว น่าสนใจมากที่เราจะได้เห็นคนเก่ง ๆ จาก 4 เส้นทางชีวิตมาเจอกัน และทั้ง 4 คนมาจากจุดเริ่มต้นที่ต่างกันสุดขั้ว แต่สัปดาห์นี้พวกเขาจะมารวมตัวกันในกรุงเทพฯ และทุกสิ่งที่พวกเขาพูดบนเวทีนี้จะมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน...
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด