ในโลกของสตาร์ทอัพ เรามักคุ้นเคยกับคำว่า Move Fast and Break Things แต่สำหรับสตาร์ทอัพในกลุ่ม Deep Tech ไม่ว่าจะเป็นผู้พัฒนาเซมิคอนดักเตอร์, เทคโนโลยีอวกาศ, หรือชีววิทยาขั้นสูง สูตรสำเร็จนี้ใช้ไม่ได้ผลเสมอไป เพราะนวัตกรรมเปลี่ยนโลกเหล่านี้ต้องแลกมาด้วยการวิจัยที่ยาวนานและเม็ดเงินมหาศาล
ล่าสุด รัฐบาลอินเดียประกาศเดินเกมรุก ปรับโครงสร้างกฎระเบียบและกลไกการสนับสนุนสตาร์ทอัพ Deep Tech ครั้งใหญ่ เพื่อทำลายกำแพงความเสี่ยง และเปลี่ยนสถานะจากตลาดที่กำลังเติบโต สู่มหาอำนาจเทคโนโลยีของโลก

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในนโยบายนี้คือการขยายระยะเวลาที่บริษัทจะได้รับสถานะ Startup จากเดิมให้ยาวนานขึ้นเป็น 20 ปี สำหรับบริษัทกลุ่ม Deep Tech โดยเฉพาะ
ทำไมตัวเลข 20 ปีถึงสำคัญ ?
นักลงทุนและผู้ประกอบการสาย Deep Tech มักเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า Valley of Death ที่ยาวนานกว่าธุรกิจทั่วไป การวิจัยยาหนึ่งตัวหรือการออกแบบสถาปัตยกรรมชิปต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะมีรายได้ก้อนแรก
การบีบให้บริษัทเหล่านี้หลุดจากสถานะสตาร์ทอัพเร็วเกินไป ทำให้พวกเขาเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการเข้าถึงเงินทุนสนับสนุนจากรัฐไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่ง Vishesh Rajaram จาก Speciale Invest ระบุว่านี่คือ การถูกตัดสินว่าสอบตก เพียงเพราะคุณทำข้อสอบที่ยากกว่าคนอื่นและยังทำไม่เสร็จตามเวลาที่คนทำข้อสอบง่ายๆ เขาทำกัน ทั้งที่คะแนนในกระดาษของคุณอาจจะดีมากก็ได้
การปรับนโยบายนี้จึงเป็นการยอมรับว่า ความสำเร็จของ Deep Tech ต้องใช้เวลา และรัฐบาลพร้อมจะรอไปพร้อมกับสตาร์ทอัพนั่นเอง
นอกจากการแก้กฎหมาย อินเดียยังเดินหน้ากลยุทธ์ Public Capital leads Private Capital ผ่านกลไก ดังนี้
รัฐบาลอินเดียตั้งกองทุนที่ชื่อว่า RDI Fund มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านรูปี หรือตีเป็นเงินดอลลาร์ก็ประมาณ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เอาไว้ให้สตาร์ทอัพกู้ยืม เพราะรัฐบาลเข้าใจว่าทำ Deep Tech มันนานกว่าจะเห็นกำไร เลยให้เงินทุนที่รอผลตอบแทนได้นานกว่าปกติ ไม่เหมือนธนาคารทั่วไปที่ทวงดอกเบี้ยทุกเดือน
นอกจากนี้ ลำพังแค่รัฐบาลอินเดียทำเองอาจจะไม่เชี่ยวชาญพอ เขาเลยดึงตัวจริง ในวงการเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาช่วยสนับสนุนที่เรียกว่า India Deep Tech Alliance ในกลุ่มนี้มีทั้งกองทุนระดับโลกอย่าง Accel (ที่เคยลงทุนใน Facebook ช่วงแรกๆ) และที่สำคัญที่สุดคือมี Nvidia (ยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตชิป AI) เข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้วย
การดึงยักษ์ใหญ่เหล่านี้มา ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือการเอาความรู้ และเครือข่าย มาช่วยสตาร์ทอัพอินเดีย เช่น ถ้าคุณทำสตาร์ทอัพด้าน AI แล้วมี Nvidia เป็นที่ปรึกษา คุณก็เข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
จากข้อมูลล่าสุด (Tracxn) แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะผันผวน แต่ Deep Tech ในอินเดียเริ่มเห็นสัญญาณ V-Shape Recovery
อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับยักษ์ใหญ่โลก อินเดียยังต้องทำงานหนักอีกมาก เพราะในขณะที่อินเดียระดมทุนได้หลักพันล้าน แต่สหรัฐฯ มียอดสูงถึง 1.47 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจีนอยู่ที่ 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีเดียวกัน
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะ อินเดียไม่ได้อยากสร้างแค่สตาร์ทอัพที่ขายแค่ในประเทศ แต่เขาอยากปั้นบริษัทที่ ไปแข่งในระดับโลกได้ เหมือนที่โลกมี Google หรือ SpaceX ครับ เขาอยากให้สตาร์ทอัพอินเดียไปยืนจุดนั้นบ้าง
จึงมีการปรับเกณฑ์รายได้สูงสุดที่สตาร์ทอัพจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็น 3 พันล้านรูปี (ราว 1,100 ล้านบาท) คือการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลต้องการหนุนให้บริษัท Scale Up โดยไม่ต้องพะวงเรื่องการเสียสิทธิพิเศษกลางคัน
Pratik Agarwal จาก Accel ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า "นี่คือการส่งสัญญาณนโยบายระยะยาว นักลงทุนจะรู้สึกสบายใจขึ้นว่ากฎกติกาจะไม่เปลี่ยนไปมาระหว่างทางที่พวกเขากำลังเดินทางไกล 7-12 ปี"
อ้างอิง: techcrunch
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด