นอกจากอากาศร้อนระอุในเดือนเมษายนแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองที่คุกรุ่นในหลายพื้นที่ทั่วโลกก็ดูจะร้อนแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอากาศ โดยเฉพาะสงครามในพื้นที่ตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและกำลังกระเทือนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ หรือ InnovestX ยังมองเห็นโอกาส และแนะให้นักลงทุน 'Stay Invested, Stay Selective' หรือ เน้นกระจายการลงทุน คัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพเข้าไว้
คุณสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์
ถ้าดูภาพการลงทุนในไตรมาส 2/2569 SCBX Group ประเมินไว้ว่า ตลาดการเงินโลกยังเผชิญความผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนั้นการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ทำให้ความเสี่ยงการชะลอตัวเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อมีโอกาสเร่งตัวขึ้น และอาจส่งผลกระทบไปยังทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักของโลก ในระยะสั้น ตลาดยังคงผันผวนและบางช่วงอาจอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จึงแข็งค่าขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศยุโรปและเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูง
คุณสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวถึงภาพการลงทุนในไตรมาสนี้ว่า ถูกปกคลุมด้วยสถานการณ์สงครามที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกตั้งแต่ในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 พัฒนาการของสงครามยังเป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนตลาดต่อไป ในระยะสั้น ความกังวลด้านอุปทานน้ำมัน ทำให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากยืนในระดับสูงต่อเนื่อง ตามภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบให้ประมาณการเศรษฐกิจโลกลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กระทบทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย และการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในที่สุด
'Stay Invested, Stay Selective' ที่ InnovestX แนะนำนั้น ต้องการตอกย้ำว่า การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ยังมีความสำคัญ โดยให้เน้นการคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพ และเพิ่มบทบาทของสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีคุณภาพดี
ขณะที่การถือทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสม ยังมีบทบาทในการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระยะกลาง ถึงยาว แต่ระยะสั้นอาจถูกกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยที่มีความเสี่ยงเปลี่ยนกลับมาเป็นขาขึ้น
สำหรับการลงทุนในระยะยาว ให้มองหา อุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก AI, โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense)
ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์
ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังเติบโตในระดับปานกลาง แต่เผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปฏิบัติการ Operation Epic Fury ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน
ความขัดแย้งครั้งนี้แตกต่างจากสงครามตะวันออกกลางในอดีต เพราะมุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อเนื่อง สร้างความเสี่ยง Stagflation และอาจบังคับให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) พลิกจากวัฏจักรการผ่อนคลายมาเป็นการขึ้นดอกเบี้ยสู่ 4.13% ในกรณีเลวร้าย ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐฯ จะแข็งค่าขึ้น 10% จากก่อนสงคราม และกดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก
InnovestX ประเมิน GDP ประเทศไทยในกรอบว่าจะสามารถโตได้ที่ 1.0–1.7% ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงคราม โดยในสถานการณ์กลางที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดในขณะนี้ GDP จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.4% ส่วน กนง. อาจต้องคงดอกเบี้ยที่ 1.00% และบาทอ่อนค่าสู่ 34 บาท
ขณะที่ไทยยังต้องเผชิญความเปราะบางด้านพลังงานสูง โดยนำเข้าพลังงานสุทธิมากกว่า 7% ของ GDP และพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% ทั้งนี้ ทุกๆ 10% ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น จะกด GDP ลง -0.04% และดันเงินเฟ้อขึ้น 0.35% (p.p.) ส่วนการที่ดีเซลขยับจาก 30 บาทสู่ 40 บาท จะส่งผลกระทบต่อ GDP ถึง -0.13% และเงินเฟ้อสูงขึ้น 1.16% (p.p.) รวมถึงยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นเกินสองเท่า วัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลน และต้นทุน LNG ที่พุ่งสูงกว่า 100%
คุณสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์
คุณสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนยังคงเน้นแนวทาง Stay Invested, Stay Selective โดยมุ่งคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่องและมีปัจจัยสนับสนุนในระยะยาว
ธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของ Data Center กลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ซึ่งเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่ม Global Defense ที่ได้รับอานิสงส์จากการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านความมั่นคง โดยหุ้นต่างประเทศที่แนะนำ ได้แก่ Alphabet, Amazon, TSMC, ASML, Palantir, Mitsubishi Heavy Industries, GE Vernova, Advantest, Goldman Saches
สำหรับตลาดหุ้นไทย InnovestX ประเมินเป้าหมายของ SET Index ในปี 2569 ที่ระดับ 1,500–1,530 จุด
โดยมีกลุ่ม ICT กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก โดยหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ ADVANC, BBL, BDMS, BEM และ GULF ซึ่งเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีระดับมูลค่าที่เหมาะสมและมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรในระยะต่อไป

การที่ไทยนำเข้าพลังงานสุทธิเกิน 7% ของ GDP และนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% ของทั้งหมด ทุกๆ 10% (ประมาณ 3 บาท) ของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ทำให้การขยายตัว GDP หายไป -0.04%, เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.35% ฉะนั้น ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจากประมาณ 30 บาทเป็น 40 บาท จะทำให้การขยายตัว GDP หายไป -0.13% percentage points, เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 1.16% percentage points
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทาง InnovetX แยกกลยุทธ์ออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์) เน้นความเร็วและ Tactical Play เพราะเมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลง สินทรัพย์เสี่ยงจะดีดกลับทันที (Risk-on) โดยเฉพาะหุ้นที่ถูกเทขายหนักในช่วงก่อนหน้า กลยุทธ์ระยะสั้นจึงแนะนำ 'เข้าซื้อเก็งกําไร' อาทิ หุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคานํ้ามันปรับลงแรง และ/หรือ มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง ได้แก่ สายการบิน (AAV THAI BA) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) รพ.ระดับบน (BH BDMS PR9) และท่องเที่ยว (AOT CENTEL ERW MINT)
ระยะกลาง (3-6 เดือน) เน้นความทนทานเพื่อสู้กับ Stagflation เพราะแม้สงครามจะสงบ แต่ราคานํ้ามัน Brent ที่ฐานใหม่ (เช่น US$80-85/bbl) ยังคงสูงกว่าอดีต (US$65-70/bbl) ทําให้เกิดภาวะเงินเฟ้อฝังตัว (Sticky Inflation) และกระทบกําลังซื้อลดลง กลยุทธ์ลงทุนระยะกลางจึงแนะนํา 'ทยอยซื้อสะสม' สําหรับหุ้นที่มี High Pricing Power ซึ่งสามารถส่งผ่านต้นทุนหรือปรับราคาขายให้ลูกค้าได้เร็วเพราะเป็นสินค้าจําเป็น (Defensive) หรือมีคู่แข่งน้อยราย อาทิ สื่อสาร (ADVANC TRUE) การแพทย์ (BDMS BH CHG BCH) และพาณิชย์ (CPALL CPAXT BJC CPN CRC)
ระยะยาว (6-12 เดือนขึ้นไป) เน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพราะวิกฤตในตะวันออกลางที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไป US$120/bbl คาดจะเป็นบทเรียนที่เร่งให้ภาครัฐและธุรกิจทั่วโลกตระหนักถึงความเสี่ยงการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล พร้อมหันไปเตรียมเข้าสู่พลังงานทางเลือกซึ่งเป็น New Normal ด้านพลังงานเร็วขึ้น กลยุทธ์ลงทุนระยะยาวจึงแนะนำ 'ซื้อลงทุน' สำหรับหุ้นกลุ่มพลังงานทางเลือก (Renewable Energy) อาทิ ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด (GULF GPSC BGRIM GUNKUL) ที่จะได้แรงหนุนจากนโยบายรัฐและอุปสงค์จากภาคเอกชนที่ต้องการลดภาระผูกพันกับฟอสซิส, กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA AMATA) ที่รองรับฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และกลุ่มติดตั้งสถานีชาร์จหรือ Solar Rooftop
ขณะที่ระยะสั้น แนะนำระมัดระวังแรงขายในหุ้นพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลการเจรจาล้มเหลวหรือเกิดการเผชิญหน้าทางทหารอีกครั้ง InnovestX แนะให้ถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากการปรับขึ้นของ Bond Yield ท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยเฟด ซึ่งการเน้นสินทรัพย์ที่มี Duration สั้นจะช่วยลดความเสี่ยงด้านราคา (Duration Risk) รวมทั้งยังเป็นการสะสมความคล่องตัวเพื่อรอเข้าซื้อสินทรัพย์พื้นฐานดีในจังหวะที่ราคาย่อลงมาในอนาคต
สถานการณ์ที่ InnovestX คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นของสงครามอิหร่านมี 3 ระดับ คือ 1) หยุดยิงใน 2 สัปดาห์ แต่ ณ เวลานี้ ล่วงเลยมาจนเข้าสู่ความน่าจะเป็นที่สอง คือ 2) สงครามยืดเยื้อ 3 เดือน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้ เพราะผู้นําระดับรองของอิหร่านน่าจะปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้าโดยอัตโนมัติ รวมถึงการรบกวนเส้นทางเดินเรือในฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคานํ้ามันดิบ Brent เฉลี่ยที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน GDP ไทยลดเหลือ 1.5% ส่วน กนง. ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย และหากสถานการณ์ลุกลามก็อาจเข้าสู่ ความน่าจะเป็นที่สาม คือ 3) สงครามบานปลายระดับภูมิภาค ซึ่งมีความเสี่ยงจากผู้บัญชาการระดับรองอิหร่านที่อาจตัดสินใจในขั้นรุนแรงกว่าผู้นําเดิม บวกกับการเข้าร่วมของฮูตีและฮิสบูเลาะห์ ทําให้ราคานํ้ามันดิบ Brent พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทําให้ GDP ไทยขยายตัวลดลงเหลือเพียง 1.0% และ กนง. อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยไปที่ 1.25%
อย่างไรก็ตาม กรณีที่สถานการณ์สงครามในอิหร่านคลี่คลาย ทาง InnovestX แยก 5 ความเปลี่ยนแปลงกับหุ้นที่คาดว่าจะได้รับแรงบวกจากความเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ดังนี้
สายการบิน: Delta Airline, United Airline
สายเดินเรือ: NYK, Mitsui OSK, Cosco, Frontline
กลุ่มยานยนต์: Volkswagen, BMW, Mercedes
กลุ่มท่องเที่ยว: Booking, Expedia, Norwegian Cruise Line
กลุ่มกำลังซื้อ: Walmart, Costco Wholesale, Hermes, LVMH
Tech platform: Alphabet, Amazon
ธนาคารขนาดใหญ่: JPM, Goldman Saches, Morgan Stanley, Deutsche Bank
กลุ่มเทคโนโลยี: เน้นไปที่ Semiconductor ที่เป็น AI (Nvidia, Broadcom, TSMC) หน่วยความจำ (SK Hynix) และผู้ตรวจสอบและผลิตเครื่องผลิตชิป (Advantest, ASML, Lam Research, Applied Materials)
ห่วงโซ่อุปทานที่จะคลี่คลาย: Linde, Air Liquide
หุ้นปิโตรเคมีสาย Naphtha: Sinopec, PetroChina, CNOOC, SCC, LG Chem, Formosa Plastics, Reliance
กลุ่มพลังงานในภาพรวม โดยเฉพาะสายน้ำมันและ LNG
กลุ่ม Defense: RTX, LMT, LHX, Rheinmetall, Thales
*ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
**การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศอาจมีความเสี่ยงทางด้านอัตราการแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้อง
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด