ไฟสงครามระอุ ราคาน้ำมันพุ่ง InnovestX แนะผู้ลงทุน 'Stay Invested, Stay Selective' เลือกหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนในระยะยาว

นอกจากอากาศร้อนระอุในเดือนเมษายนแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองที่คุกรุ่นในหลายพื้นที่ทั่วโลกก็ดูจะร้อนแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอากาศ โดยเฉพาะสงครามในพื้นที่ตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและกำลังกระเทือนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ หรือ InnovestX ยังมองเห็นโอกาส และแนะให้นักลงทุน 'Stay Invested, Stay Selective' หรือ น้นกระจายการลงทุน คัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพเข้าไว้

มองเศรษฐกิจโลกและตลาดเงินตลาดทุนผ่านเลนส์ InnovestX

คุณสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ 

ถ้าดูภาพการลงทุนในไตรมาส 2/2569 SCBX Group ประเมินไว้ว่า ตลาดการเงินโลกยังเผชิญความผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนั้นการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ทำให้ความเสี่ยงการชะลอตัวเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อมีโอกาสเร่งตัวขึ้น  และอาจส่งผลกระทบไปยังทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักของโลก ในระยะสั้น ตลาดยังคงผันผวนและบางช่วงอาจอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จึงแข็งค่าขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศยุโรปและเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูง 

คุณสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวถึงภาพการลงทุนในไตรมาสนี้ว่า ถูกปกคลุมด้วยสถานการณ์สงครามที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกตั้งแต่ในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 พัฒนาการของสงครามยังเป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนตลาดต่อไป ในระยะสั้น ความกังวลด้านอุปทานน้ำมัน ทำให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากยืนในระดับสูงต่อเนื่อง ตามภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบให้ประมาณการเศรษฐกิจโลกลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กระทบทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย และการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในที่สุด  

'Stay Invested, Stay Selective' ที่ InnovestX แนะนำนั้น ต้องการตอกย้ำว่า การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ยังมีความสำคัญ โดยให้เน้นการคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพ และเพิ่มบทบาทของสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีคุณภาพดี

ขณะที่การถือทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสม ยังมีบทบาทในการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระยะกลาง ถึงยาว แต่ระยะสั้นอาจถูกกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยที่มีความเสี่ยงเปลี่ยนกลับมาเป็นขาขึ้น 

สำหรับการลงทุนในระยะยาว ให้มองหา อุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก AI, โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense)

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังเติบโตในระดับปานกลาง แต่เผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปฏิบัติการ Operation Epic Fury ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน 

ความขัดแย้งครั้งนี้แตกต่างจากสงครามตะวันออกกลางในอดีต เพราะมุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อเนื่อง สร้างความเสี่ยง Stagflation และอาจบังคับให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) พลิกจากวัฏจักรการผ่อนคลายมาเป็นการขึ้นดอกเบี้ยสู่ 4.13% ในกรณีเลวร้าย ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐฯ จะแข็งค่าขึ้น 10% จากก่อนสงคราม และกดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก 

มองเศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ท่ามกลางความเปราะบางด้านพลังงาน

InnovestX ประเมิน GDP ประเทศไทยในกรอบว่าจะสามารถโตได้ที่ 1.0–1.7% ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงคราม โดยในสถานการณ์กลางที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดในขณะนี้ GDP จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.4% ส่วน กนง. อาจต้องคงดอกเบี้ยที่ 1.00% และบาทอ่อนค่าสู่ 34 บาท 

ขณะที่ไทยยังต้องเผชิญความเปราะบางด้านพลังงานสูง โดยนำเข้าพลังงานสุทธิมากกว่า 7% ของ GDP และพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% ทั้งนี้ ทุกๆ 10% ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น จะกด GDP ลง -0.04% และดันเงินเฟ้อขึ้น 0.35% (p.p.) ส่วนการที่ดีเซลขยับจาก 30 บาทสู่ 40 บาท จะส่งผลกระทบต่อ GDP ถึง -0.13% และเงินเฟ้อสูงขึ้น 1.16% (p.p.) รวมถึงยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นเกินสองเท่า วัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลน และต้นทุน LNG ที่พุ่งสูงกว่า 100%

คุณสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์

คุณสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนยังคงเน้นแนวทาง Stay Invested, Stay Selective โดยมุ่งคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่องและมีปัจจัยสนับสนุนในระยะยาว

ธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของ Data Center กลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ซึ่งเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่ม Global Defense ที่ได้รับอานิสงส์จากการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านความมั่นคง โดยหุ้นต่างประเทศที่แนะนำ ได้แก่ Alphabet, Amazon, TSMC, ASML, Palantir, Mitsubishi Heavy Industries, GE Vernova, Advantest, Goldman Saches

สำหรับตลาดหุ้นไทย InnovestX ประเมินเป้าหมายของ SET Index ในปี 2569 ที่ระดับ 1,500–1,530 จุด 

โดยมีกลุ่ม ICT กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก โดยหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ ADVANC, BBL, BDMS, BEM และ GULF ซึ่งเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีระดับมูลค่าที่เหมาะสมและมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรในระยะต่อไป

ผลกระทบ Energy Shock เมื่อเศรษฐกิจไทยเปราะบางกว่าที่คิด 

การที่ไทยนำเข้าพลังงานสุทธิเกิน 7% ของ GDP และนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% ของทั้งหมด ทุกๆ 10% (ประมาณ 3 บาท) ของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ทำให้การขยายตัว GDP หายไป -0.04%, เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.35% ฉะนั้น ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจากประมาณ 30 บาทเป็น 40 บาท จะทำให้การขยายตัว GDP หายไป -0.13% percentage points, เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 1.16% percentage points 

ค่าครองชีพประชาชน 

  • กรมการค้าภายในเรียก 9 ยักษ์ FMCG (ยูนิลีเวอร์ สหพัฒน์ P&G ฯลๆ) ยืนยันตรีงราคาได้ถึงเมษายนนี้เท่านั้น หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ 
  • ขณะที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับขึ้น ดีเซลปรับขึ้นระหว่าง 39.0-50.00 บาทต่อลิตร ส่วนกองทุนน้ำมันฯ ติดลบกว่า 3 หมื่นล้านบาท และมีการใช้จ่ายวันละประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท เพื่อพยุงราคา
  • InnovestX คำนวณว่า หากราคาน้ำมันดิบในตลาดยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง (Brent) อยู่ที่ 100 ดอลลาร์ จะพยุงราคาได้ถึงช่วงต้นเดือนเมษายน ก่อนรัฐบาลใหม่จะอนุมัติ พ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ค่าขนส่งกับวัตถุดิบ 

  • ค่าระวางเรือจากอ่าวเปอร์เซียมาเอเชียเพิ่มขึ้นเกินสองเท่าแล้ว 
  • ขณะที่วัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลน TOA มีสต็อกเหลือน้อยลงไปทุกที ส่วน SCG ปิดโรงงานโอเลฟินส์ระยอง บรรจุภัณฑ์พลาสติกเริ่มหายากในตลาด
  • กระทรวงพาณิชย์เร่งเจรจาเกาหลีใต้ขอผ่อนผันส่งออก Solvent และเร่งหาแหล่งนำเข้าสำรองวัตถุดิบเพิ่มเติม

ค่าไฟกับเงินเฟ้อ

  • ต้นทุน LNG พุ่งสูงกว่า 100% จะกระทบโรงไฟฟ้า SPP โดยตรง และมีความเสี่ยงที่ค่าไฟฟ้าจะปรับสูงขึ้น
  • ส่วนเงินเฟ้อที่ปกติอยู่ต่ำกว่า 1% อาจเร่งตัวสู่ 1.5% หรือสูงกว่านั้นหากสงครามยืดเยื้อ

สรุป 6 ผลกระทบไทยจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

  1. เศรษฐกิจชะลอตัว ตัวเลข GDP ถดถอย
    ประเทศไทยมีความเปราะบางด้านพลังงานสูง นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% ของทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ทุกๆ 10% ของราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น จะกดดันให้การขยายตัวของ GDP หายไป -0.04% หากราคาน้ำมันดีเซลขยับจาก 30 บาทเป็น 40 บาท จะส่งผลให้ GDP ลดลงถึง -0.13% โดยรวมประเมินว่า GDP ของไทยอาจชะลอการขยายตัวเหลือเพียง 1.4% - 1.5% ในสถานการณ์ปานกลาง และอาจลดลงเหลือเพียง 1.0% ในสถานการณ์สงครามยืดเยื้อและลุกลาม

  2. เตรียมรับแรงกระแทกจากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น
    ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อระดับราคาสินค้า ทุกๆ 10% ของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น จะดันเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.35% ซึ่งในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอาจเร่งตัวสูงขึ้นถึงระดับ 1.3% - 1.5%

  3. ต้นทุนการขนส่งเพิ่มและวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน ทำภาคอุตสาหกรรมอ่วม
    การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ค่าระวางเรือจากตะวันออกกลางมายังเอเชียเพิ่มขึ้นเกินสองเท่า นอกจากนี้ยังทำให้กลุ่มปิโตรเคมีขาดแคลนวัตถุดิบอย่างหนัก (สต็อกเหลือ 20 วัน) ทำให้พลาสติกเริ่มหายากในตลาด จน SCG ต้องปิดโรงงานโอเลฟินส์ที่ระยอง และ TOA ต้องเร่งเจรจาหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบที่เป็นตัวทำละลาย (Solvent) สำรอง

  4. วิกฤตค่าไฟฟ้าแพงขึ้นและต่างต้องแบกรับ
    ต้นทุนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งสูงกว่า 100% อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของโรงไฟฟ้า SPP และมีความเสี่ยงสูงมากที่ค่าไฟฟ้าในรอบบิลหน้าจะถูกปรับเพิ่มขึ้น

  5. ภาวะ Stagflation สะเทือนอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินบาท
    จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) จะดำเนินนโยบายได้ยากขึ้น โดยอาจต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรือจำต้องคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00% หรือปรับขึ้นไปที่ระดับ 1.25% - 1.50% ในกรณีที่เลวร้าย ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ระดับ 34 ถึง 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

  6. บางกลุ่มธุรกิจใน SET Index กระทบหนัก 
    โดยกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างหนักในตลาดทุนไทย คือ กลุ่มที่มีต้นทุนด้านพลังงานสูง เช่น สายการบิน โรงไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง ซึ่งอาจกดดันให้ดัชนี SET ลงไปทดสอบระดับ 1,177 หรือ 1,076 จุดได้ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อและเกิดความเสี่ยงระดับภูมิภาค

ส่งต่อแนวทางปรับน้ำหนักการลงทุน พร้อม 4 กลยุทธ์ลงทุนในตลาดหุ้นไทย

  • ลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) ในกลุ่มที่มีความผันผวนสูง (High-beta) และกลุ่มที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น เช่น กลุ่มขนส่ง วัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี

  • เพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) หมุนเงินลงทุนเข้าสู่กลุ่มตั้งรับที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ (Defensive domestic plays) ที่มีรายได้ชัดเจนเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น กลุ่มการแพทย์ (Healthcare) สาธารณูปโภค (Utilities) รวมถึงกลุ่มธนาคาร สื่อสาร และการท่องเที่ยว

  • กลุ่มที่น่าสนใจเป็นพิเศษ (Bright spots) ได้แก่ สื่อสาร พลังงานสะอาด (Clean energy) กลาโหม (Defense) ปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล (AI and Data centers)

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทาง InnovetX แยกกลยุทธ์ออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์) เน้นความเร็วและ Tactical Play เพราะเมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลง สินทรัพย์เสี่ยงจะดีดกลับทันที (Risk-on) โดยเฉพาะหุ้นที่ถูกเทขายหนักในช่วงก่อนหน้า ลยุทธ์ระยะสั้นจึงแนะนำ 'เข้าซื้อเก็งกําไร' อาทิ หุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคานํ้ามันปรับลงแรง และ/หรือ มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง ได้แก่ สายการบิน (AAV THAI BA) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) รพ.ระดับบน (BH BDMS PR9) และท่องเที่ยว (AOT CENTEL ERW MINT) 

ระยะกลาง (3-6 เดือน) เน้นความทนทานเพื่อสู้กับ Stagflation เพราะแม้สงครามจะสงบ แต่ราคานํ้ามัน Brent ที่ฐานใหม่ (เช่น US$80-85/bbl) ยังคงสูงกว่าอดีต (US$65-70/bbl) ทําให้เกิดภาวะเงินเฟ้อฝังตัว (Sticky Inflation) และกระทบกําลังซื้อลดลง กลยุทธ์ลงทุนระยะกลางจึงแนะนํา 'ทยอยซื้อสะสม' สําหรับหุ้นที่มี High Pricing Power ซึ่งสามารถส่งผ่านต้นทุนหรือปรับราคาขายให้ลูกค้าได้เร็วเพราะเป็นสินค้าจําเป็น (Defensive) หรือมีคู่แข่งน้อยราย อาทิ สื่อสาร (ADVANC TRUE) การแพทย์ (BDMS BH CHG BCH) และพาณิชย์ (CPALL CPAXT BJC CPN CRC)

ระยะยาว (6-12 เดือนขึ้นไป) เน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพราะวิกฤตในตะวันออกลางที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไป US$120/bbl คาดจะเป็นบทเรียนที่เร่งให้ภาครัฐและธุรกิจทั่วโลกตระหนักถึงความเสี่ยงการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล พร้อมหันไปเตรียมเข้าสู่พลังงานทางเลือกซึ่งเป็น New Normal ด้านพลังงานเร็วขึ้น กลยุทธ์ลงทุนระยะยาวจึงแนะนำ 'ซื้อลงทุน' สำหรับหุ้นกลุ่มพลังงานทางเลือก (Renewable Energy) อาทิ ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด (GULF GPSC BGRIM GUNKUL) ที่จะได้แรงหนุนจากนโยบายรัฐและอุปสงค์จากภาคเอกชนที่ต้องการลดภาระผูกพันกับฟอสซิส, กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA AMATA) ที่รองรับฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และกลุ่มติดตั้งสถานีชาร์จหรือ Solar Rooftop

ขณะที่ระยะสั้น แนะนำระมัดระวังแรงขายในหุ้นพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลการเจรจาล้มเหลวหรือเกิดการเผชิญหน้าทางทหารอีกครั้ง InnovestX แนะให้ถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากการปรับขึ้นของ Bond Yield ท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยเฟด ซึ่งการเน้นสินทรัพย์ที่มี Duration สั้นจะช่วยลดความเสี่ยงด้านราคา (Duration Risk) รวมทั้งยังเป็นการสะสมความคล่องตัวเพื่อรอเข้าซื้อสินทรัพย์พื้นฐานดีในจังหวะที่ราคาย่อลงมาในอนาคต

แล้วถ้าสถานการณ์ในอิหร่านคลี่คลายหรือจบลง หุ้นอะไรน่าจับตา?

สถานการณ์ที่ InnovestX คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นของสงครามอิหร่านมี 3 ระดับ คือ 1) หยุดยิงใน 2 สัปดาห์ แต่ ณ เวลานี้ ล่วงเลยมาจนเข้าสู่ความน่าจะเป็นที่สอง คือ 2) สงครามยืดเยื้อ 3 เดือน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้ เพราะผู้นําระดับรองของอิหร่านน่าจะปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้าโดยอัตโนมัติ รวมถึงการรบกวนเส้นทางเดินเรือในฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคานํ้ามันดิบ Brent เฉลี่ยที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน GDP ไทยลดเหลือ 1.5% ส่วน กนง. ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย และหากสถานการณ์ลุกลามก็อาจเข้าสู่ ความน่าจะเป็นที่สาม คือ 3) สงครามบานปลายระดับภูมิภาค ซึ่งมีความเสี่ยงจากผู้บัญชาการระดับรองอิหร่านที่อาจตัดสินใจในขั้นรุนแรงกว่าผู้นําเดิม บวกกับการเข้าร่วมของฮูตีและฮิสบูเลาะห์ ทําให้ราคานํ้ามันดิบ Brent พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทําให้ GDP ไทยขยายตัวลดลงเหลือเพียง 1.0% และ กนง. อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยไปที่ 1.25%

อย่างไรก็ตาม กรณีที่สถานการณ์สงครามในอิหร่านคลี่คลาย ทาง InnovestX แยก 5 ความเปลี่ยนแปลงกับหุ้นที่คาดว่าจะได้รับแรงบวกจากความเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ดังนี้ 

1. ราคาน้ำมันลดลง (ส่งผลให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อลดลง, Yield ลดลง, ดอลลาร์อ่อนค่า)

สายการบิน: Delta Airline, United Airline
สายเดินเรือ: NYK, Mitsui OSK, Cosco, Frontline
กลุ่มยานยนต์: Volkswagen, BMW, Mercedes

2. ความเสี่ยงในภูมิภาคลดลง

กลุ่มท่องเที่ยว: Booking, Expedia, Norwegian Cruise Line
กลุ่มกำลังซื้อ: Walmart, Costco Wholesale, Hermes, LVMH
Tech platform: Alphabet, Amazon

3. ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยลดลง

ธนาคารขนาดใหญ่: JPM, Goldman Saches, Morgan Stanley, Deutsche Bank
กลุ่มเทคโนโลยี: เน้นไปที่ Semiconductor ที่เป็น AI (Nvidia, Broadcom, TSMC) หน่วยความจำ (SK Hynix) และผู้ตรวจสอบและผลิตเครื่องผลิตชิป (Advantest, ASML, Lam Research, Applied Materials)

4. ห่วงโซ่อุปทานคลี่คลาย (เปิดฮอร์มุซ)

ห่วงโซ่อุปทานที่จะคลี่คลาย: Linde, Air Liquide
หุ้นปิโตรเคมีสาย Naphtha: Sinopec, PetroChina, CNOOC, SCC, LG Chem, Formosa Plastics, Reliance

5. กลุ่มที่ต้องระมัดระวังในระยะสั้น

กลุ่มพลังงานในภาพรวม โดยเฉพาะสายน้ำมันและ LNG
กลุ่ม Defense: 
RTX, LMT, LHX, Rheinmetall, Thales

*ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
**การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศอาจมีความเสี่ยงทางด้านอัตราการแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

อดีตพนักงานแฉ Oracle สุ่มเลิกจ้างด้วยอัลกอริทึม มุ่งเป้ากลุ่มหัวกะทิที่ถือหุ้นเยอะ

ดราม่า Oracle ปลดพนักงาน 30,000 ตำแหน่ง! อดีตพนักงานแฉบริษัทใช้ ‘อัลกอริทึม’ คัดเฉพาะตัวท็อปเงินเดือนสูงและถือหุ้นเยอะออกก่อน...

Responsive image

Google เปิดตัว ‘Gemma 4’ AI Open Model ที่ทรงพลังที่สุด รองรับ 140 ภาษา รันได้บนมือถือ Android ยันเซิร์ฟเวอร์ระดับองค์กร

Gemma 4 สุดยอดโมเดล AI แบบเปิด (Open Model) จาก Google ที่เก่งที่สุด พร้อมฟีเจอร์ให้เหตุผลขั้นสูง รองรับกว่า 140 ภาษา รันได้ตั้งแต่มือถือไปจนถึงพีซีส่วนตัว เปิดโอกาสให้นักพัฒนาต่อย...

Responsive image

Microsoft เปิดตัว ‘MAI’ 3 AI โมเดลใหม่ Transcribe-1, Voice-1, Image-2 แปลงเสียง-สร้างวิดีโอสุดล้ำ ราคาถูกกว่าคู่แข่ง

ไมโครซอฟท์เปิดตัว 3 โมเดลปัญญาประดิษฐ์พื้นฐานใหม่ MAI-Transcribe-1, Voice-1 และ Image-2 ชูจุดเด่นฟีเจอร์ล้ำหน้าในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งอย่างกูเกิลและโอเพ่นเอไอ พร้อมวิสัยทัศน์เพื่อม...