บีโอไอหารือเจโทร-หอการค้าญี่ปุ่น ยืนยันนักลงทุนญี่ปุ่นเดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศไทยปี 2568 การลงทุนจากญี่ปุ่น มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทย สอดคล้องกับผลสำรวจหอการค้าญี่ปุ่นที่มองแนวโน้มเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นในปีนี้ เนื่องจากการฟื้นตัวของการผลิตและบริโภคจากธุรกิจใหม่ในหลายอุตสาหกรรม
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 นายอาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ และหัวหน้าผู้แทนเจโทรประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วย นายซาโต้ ฮิโรยาสุ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น และคณะ ได้เข้าพบหารือกับบีโอไอ พร้อมนำเสนอผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 520 บริษัท ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 พบว่าบริษัทญี่ปุ่นมองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับ 6 ไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากการฟื้นตัวของการผลิตและบริโภค โดยเฉพาะจากธุรกิจใหม่ในหลายอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมที่บริษัทญี่ปุ่นมองว่าจะขยายตัวดีขึ้น เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ อาหาร ธุรกิจการค้า และธุรกิจการเงิน นอกจากนี้ ร้อยละ 23 ของบริษัทญี่ปุ่นที่ตอบแบบสำรวจมีแผนจะลงทุนเพิ่มในไทยภายในปีนี้ ขณะที่ร้อยละ 35 คาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้น และร้อยละ 26 ของบริษัทญี่ปุ่นมีแผนจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย
สำหรับผลกระทบจากปัจจัยระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐฯ (Reciprocal Tariffs) พบว่าร้อยละ 44 ของบริษัทญี่ปุ่นในไทยระบุว่ายังไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ร้อยละ 26 ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับผลกระทบ โดยภาคธุรกิจส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 54 ยังจะคงกลยุทธ์เดิมในการรองรับมาตรการภาษีดังกล่าว รองลงมาคือการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า การขยายตลาดในประเทศและตลาดอื่นๆ รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ สะท้อนท่าทีของนักลงทุนญี่ปุ่นที่ไม่ตื่นตระหนกมากนัก แต่ยังเฝ้าระวังท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลก
สำหรับผลกระทบจากการปิดด่านพรมแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 67 ระบุว่าไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ มีบางส่วนร้อยละ 25 ได้รับผลกระทบด้านโลจิสติกส์และการผลิต เนื่องจากเดิมมีการส่งสินค้าทางบกระหว่างสองประเทศ โดยแนวทางรับมือหลักคือ ปรับไปใช้การขนส่งทางเรือหรือขนส่งทางบกผ่านประเทศลาวและเวียดนามแทน
นอกจากนี้ ผลสำรวจระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นได้มีข้อเสนอในเรื่องที่ประเทศไทยควรดำเนินการเร่งด่วนเพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการลงทุน เช่น การใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การพัฒนาประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบและคืนภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง สะท้อนความคาดหวังต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายในประเทศ ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ ผลการสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น สอดคล้องกับภาพรวมการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นในปี 2568 ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยมีจำนวน 311 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 มูลค่าเงินลงทุนกว่า 119,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 146 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล ตอกย้ำสถานะของประเทศไทยที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของญี่ปุ่นในอาเซียน และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อบรรยากาศการลงทุนของประเทศในระยะยาว
กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนจากญี่ปุ่น โดยในปี 2568 มีมูลค่าเงินลงทุน 28,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 57 สะท้อนการต่อยอดจากฐานรถยนต์ ICE เดิมที่เข้มแข็ง เปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฮบริด (HEV) ซึ่งมียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผู้ผลิตญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญและเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ควบคู่กับการขยายการลงทุนในซัพพลายเชนของรถยนต์ อาทิ บจ.ซูมิโตโม รับเบอร์ ลงทุนผลิตยางล้อรถยนต์แบบเรเดียล, บจ.ไอซิน พาวเวอร์เทรน ลงทุนผลิต Hybrid Transmission และ บจ.ฮิตาชิ แอสเตโม ลงทุนผลิต PCU Inverter ซึ่งทำหน้าที่แปลงพลังงานจากแบตเตอรี่ไปยังมอเตอร์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า สะท้อนบทบาทของนักลงทุนญี่ปุ่นในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์สมัยใหม่ และเสริมความแข็งแกร่งให้ซัพพลายเชนยานยนต์ของไทยในระยะยาว
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัวอย่างโดดเด่น โดยปี 2568 มีมูลค่าเงินลงทุน 24,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 121 สะท้อนการขยายฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของนักลงทุนญี่ปุ่น โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ความแม่นยำสูง อาทิ บจ.พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา ลงทุนผลิตวัตถุดิบสำคัญสำหรับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB), บจ.แมกเนคอมพ์ พรีซิชั่น เทคโนโลยี ลงทุนผลิตชิ้นส่วน Suspension สำหรับ Hard Disk Drive และ บจ.โซนี่ เทคโนโลยี ลงทุนผลิตเลนส์กล้อง Image Sensor อุปกรณ์ภาพและเสียง
กลุ่มดิจิทัล มีมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 42 ล้านบาทในปี 2567 เป็นกว่า 7,600 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนการเข้ามาของโครงการขนาดใหญ่ในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI อาทิ บจ.เทเลเฮ้าส์ ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลและระบบคลาวด์ ซึ่งจะช่วยยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีโครงการขนาดใหญ่จากญี่ปุ่นที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 อีกหลายกิจการที่น่าสนใจเช่น โครงการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน โครงการผลิตเหล็กคุณภาพสูง โครงการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม โครงการผลิตพลังงานหมุนเวียน โครงการร่วมทุนพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น อีกทั้งยังมีโครงการขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนที่ญี่ปุ่นลงทุนผ่านบริษัทลูกในสิงคโปร์ด้วย
“ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และยึดไทยเป็นฐานการลงทุนหลักในระยะยาว ปัจจุบันมีกว่า 6,000 บริษัททำธุรกิจอยู่ในไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา ตัวเลขการลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึงกว่าเท่าตัว โดยการลงทุนญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างชัดเจน เช่น รถยนต์ไฮบริดและชิ้นส่วน การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ชิ้นส่วนอากาศยาน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน โดยบีโอไอจะเสริมสร้างความร่วมมือกับนักลงทุนญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อต่อยอดการลงทุนคุณภาพยกระดับซัพพลายเชนในประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด