ศูนย์วิจัยกสิกรชี้ ส่งออกไทยอาจเสียหาย 4 แสนล้านบาท จากภาษีตอบโต้ 37%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์ประเมินถึงสถานการณ์ที่สหรัฐญ ขึ้นภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับไทยในอัตรา 37% ซึ่งถือว่าสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ 25% ถือเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในปี 25688 เป็นอย่างมาก

KResearch มองว่า กำแพงภาษี 37% ที่ไทยถูกเรียกเก้บ เป็นอัตราที่ค่อนข้างสูง สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ ต้องการเดินเกมเจรจา แต่อย่างไรก็ตาม เวลาในการเจรจาค่อนข้างกระชั้นชิด เนื่องจากภาษีจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน 2568 ทำให้ไทยต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบ

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ประเมินว่า ผลประทบจากมาตรการภาษีนี้จะทำให้ GDP ไทยปี 2568 ขยายตัวลดลงเหลือเพียง 1.4% จากประมาณการเดิมที่ 2.4% คิดเป็นผลกระทบราว 1% ของ GDP ขณะที่การส่งออกทั้งปีคาดว่าจะหดตัว -0.5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.5% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขประเมินนี้ยังไม่ได้นับรวมผลลัพธ์ที่เป็นไปได้จากการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทย และสหรัฐฯ

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า อัตราภาษี 37% จะสร้างความเสียหายต่อมูลค่าการส่งออกไทยราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4 แสนล้านบาทในปี 2568 โดยแบ่งเป็นผลกระทบทางตรงราว 67% (เช่น การส่งออกไปสหรัฐฯ จะลดลง) และผลกระทบทางอ้อม 33% (เช่น การส่งออกไปยังประเทศใน supply chain ที่ลดลง หรือการแข่งขันที่สูงขึ้นจากสินค้าจีนในตลาดอื่น)

สำหรับกลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักทั้งทางตรง และทางอ้อม ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, อุปกรณ์ไฟฟ้า, ยานยนต์และชิ้นส่วน, สินค้าเกษตรและอาหาร (เช่น ยางล้อ ข้าว ปลา กุ้ง อาหารสัตว์เลี้ยง) ซึ่งกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นกลุ่มที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูงเป็นพิเศษ

ที่น่าเป็นห่วงก็คือ สินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของไทย พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ มาก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ไทยมีการส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่าจีน ญี่ปุ่น หรือ EU ซึ่งสินค้าที่ไทยส่งออกมากได้แก่ เครื่องประมวลผลขข้อมูลอัตโนมัติ, โทรศัพท์, หม้อแปลงไฟฟ้า, เซมิคอนดักเตอร์, เครื่องพิมพ์, แผงวงจร/คอนโซล, เครื่องจักร และเครื่องส่งกำลัง

KResearch มองว่าสถานการณ์ภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ โดยแนะให้ภาคธุรกิจเตรียมพร้อมรับมือ โดยควรหาจุดแข็งให้กับผลิตภัณฑ์ และบริการ เพิ่ม Productivity ปรับในเชิงของกระบวนการผลิตให้มีต้นทุนที่แข่งจันได้ พร้อมกับกระจายตลาดส่งออก หรือมองหาแหล่ง sourcing ไปยังตลาดที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง หรือตลาดเกิดใหม่ ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จาก FTA

ส่วนในฝั่งภาครัฐ อาจจำเป็นต้องมีผ่อนคลายนโยบายที่เกี่ยวกับการเงินการคลัง พร้อมกับเน้นไปที่การปรับนโยบายการค้า และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม 

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

จีนสั่งล้มดีล Meta เข้าซื้อ Manus 2,000 ล้านดอลลาร์! แม้จ่ายเงินให้นักลงทุนไปแล้ว

จีนสั่ง Meta ถอนดีลซื้อ Manus สตาร์ทอัพ AI Agent มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ NDRC ใช้กลไกตรวจสอบการลงทุนต่างชาติเป็นครั้งแรก ส่งสัญญาณว่ายุค Singapore Washing ของสตาร์ทอัพจีนจบลงแล้ว ...

Responsive image

สรุปเวทีเสวนา ‘TCCA’ กับภารกิจดันมาตรฐาน จรรยาบรรณ และระบบนิเวศใหม่ของ Creator Economy ไทย

สรุปเวทีเสวนา TCCA สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย รวม 8 ตัวแทนวงการ ทั้งขจร สุวิตา ยุทธนา วุฒิธร วิชัย พงศ์สุข อิสระ ศรัญญู ถกอนาคตครีเอเตอร์ 9 ล้านคน มาตรฐาน จรรยาบรรณ ลิขสิทธิ์ Brand...

Responsive image

SEGA จับมือ CP Group ลงนาม MOU ต่อยอด IP ระดับโลก สู่ตลาดไทยและอาเซียน สร้างความร่วมมือระยะยาว รองรับการเติบโต

บริษัท เซก้า คอร์ปอเรชัน (SEGA Corporation) ผู้นำด้านธุรกิจเกมและความบันเทิงจากประเทศญี่ปุ่น และบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (CP Group) กลุ่มธุรกิจชั้นนำของไทย ประกาศลงนามบันทึก...