โลกกำลังถูกชวนให้ย้อนเวลากลับไปตั้งคำถาม เมื่อทศวรรษ 2020s ดูคล้าย 1920s แล้วเราจะเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์ได้บ้าง
การปฏิวัติเทคโนโลยี การรีเซ็ตห่วงโซ่อุปทาน ตลาดหุ้นที่พุ่งแรง และแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาพเหล่านี้ชวนให้นึกถึงทศวรรษ 1920s ยุค “Roaring Twenties” ที่เทคโนโลยีใหม่อย่างไฟฟ้า รถยนต์ และสายการผลิต เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจโลก ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายในปี 1929
คำถามคือ โลกกำลังเดินซ้ำรอยเดิมหรือไม่ หรือประวัติศาสตร์เพียง 'คล้องจอง' อย่างที่ Mark Twain เคยกล่าวไว้?

บนเวทีเสวนา Decade Déjà Vu: Are the 2020s the New 1920s? ผู้ร่วมเสวนาซึ่งล้วนอยู่ใจกลางของระบบโลกในวันนี้ ได้แก่ Andrew Ross Sorkin ผู้ดำเนินรายการจาก The New York Times และ CNBC, Laurence D. Fink ประธานและซีอีโอ BlackRock, Christine Lagarde ประธานธนาคารกลางยุโรป, Adam Tooze นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจจาก Columbia University และ Ken Griffin ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Citadel กำลังพยายามใช้บทเรียนจากอดีตเพื่อทำความเข้าใจปัจจุบัน เพื่อมองให้เห็นความเสี่ยงที่กำลังก่อตัว
Andrew Ross Sorkin เปิดฉากด้วยการย้ำว่า การเปรียบเทียบกับทศวรรษ 1920s ไม่ได้หมายความว่าโลกถูกกำหนดให้จบลงแบบปี 1929 หากแต่ช่วยวางเศรษฐกิจปัจจุบันไว้ในกรอบประวัติศาสตร์ที่กว้างขึ้น เพื่อถามว่า เราควรเรียนรู้อะไรจากอดีต?
Adam Tooze วางกรอบการเปรียบเทียบนี้ด้วยประโยคที่มักถูกอ้างถึงของ Mark Twain ว่า “ประวัติศาสตร์ไม่ได้ซ้ำรอย แต่มันคล้องจอง” เพื่อเตือนว่า การย้อนมองทศวรรษ 1920s ไม่ควรถูกใช้เป็นคำพยากรณ์ว่าประวัติศาสตร์จะเดินไปสู่จุดจบแบบเดิม
สำหรับเขา ประวัติศาสตร์ไม่ได้ทำงานแบบการคัดลอกซ้ำ แต่จะกลับมาในรูปของโครงสร้าง ความตึงเครียด และกับดักทางความคิดที่คล้ายคลึงกัน และนั่นคือเหตุผลที่ 1920s ยังคงสะท้อนมายังโลกทศวรรษ 2020s ได้อย่างทรงพลัง
ทศวรรษ 1920s คือช่วงเวลาแห่งความเชื่อมั่นสูงสุดในพลังของเทคโนโลยีและการเงิน เป็นยุคที่ Mass production โดยเฉพาะโมเดลการผลิตแบบ Fordism ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมทางอุตสาหกรรม แต่เป็นโมเดลทางสังคมที่เชื่อมโยงค่าแรง การบริโภค และการเติบโตเข้าไว้ด้วยกัน
แต่สิ่งที่ถูกลืมบ่อยคือ 1920s ยังเป็นช่วงเวลาแห่ง Unipolarity ครั้งแรก หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อมหาอำนาจเสรีนิยม สหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส เชื่อว่าตนสามารถพยุงระบบโลกได้ด้วยเทคโนโลยีและการเงิน โดยมีดอลลาร์เป็นแกนกลาง ขณะที่การเมืองและกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศกลับอ่อนแอ
Christine Lagarde ชี้ให้เห็นความคล้ายคลึงที่ชัดเจนระหว่างสองยุค ซึ่งก็คือ ‘เทคโนโลยี’ ในยุค 1920s โลกเห็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของโครงสร้างไฟฟ้า เครื่องยนต์สันดาป และสายการผลิต พร้อมกับตลาดหุ้นที่คึกคัก และการค้าโลกที่เริ่มสะดุด โดยสัดส่วนการค้าต่อ GDP ลดจากราว 21% เหลือ 14% ในช่วงไม่กี่ปี
ภาพนี้สะท้อนมายังปัจจุบัน เมื่อเศรษฐกิจโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ตลาดการเงินยังแข็งแรง แต่โลกกลับเผชิญการแตกตัวทางภูมิรัฐศาสตร์และข้อจำกัดทางการค้าที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม Christine Lagarde เน้นว่า ความแตกต่างสำคัญคือ เทคโนโลยีในยุคนี้ต้องพึ่งพาเครือข่ายและสเกลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การพัฒนา AI ระดับ Frontier ต้องใช้เงินลงทุนราว 1 พันล้านดอลลาร์ และต้องอาศัยการเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาล หากโลกแตกออกเป็นมาตรฐานข้อมูลและกฎเกณฑ์คนละชุด การเพิ่มผลิตภาพจาก AI อาจไม่เกิดขึ้นตามที่คาดหวัง

Laurence D. Fink เสริมมุมมองจากฝั่งตลาดทุนว่า ความเสี่ยงสำคัญของยุค AI ไม่ได้อยู่ที่ ‘ฟองสบู่’ เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คำถามว่า เทคโนโลยีจะถูกนำไปใช้และกระจายได้กว้างเพียงใด หาก AI กลายเป็นเครื่องมือของผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย หรือจำกัดอยู่แค่กลุ่ม Hyperscalers เศรษฐกิจโลกอาจไม่สามารถสร้างการเติบโตในวงกว้างได้จริง
เขาชี้ว่า สิ่งที่โลกต้องจับตาคือ ความเร็วของการนำไปใช้ (Adoption) และการกระจายตัว (Diffusion) เพราะในระยะสั้น เทคโนโลยีมักทำให้เกิด K-shaped economy ที่ผู้เล่นขนาดใหญ่ยิ่งได้เปรียบจากข้อมูล เงินทุน และสเกล ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กและกลางถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หาก AI ไม่สามารถลดต้นทุนและเข้าถึงได้ในวงกว้าง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอาจยิ่งตอกย้ำมากขึ้น
Adam Tooze มองว่า บทเรียนหลอนของ 1920s คือความเชื่อว่าเทคโนโลยีและการเงินสามารถทดแทนการเมืองได้ ระบบโลกในยุคนั้นพยายามพึ่งพาดอลลาร์และตลาดทุนเพื่อพยุงเสถียรภาพ แต่ขาดรากฐานทางการเมืองและความร่วมมือระหว่างประเทศที่แข็งแรงพอ
Christine Lagarde เชื่อมโยงบทเรียนนี้กับปัจจุบัน โดยชี้ว่า โลกกำลังเผชิญการแตกขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของภาษีและข้อจำกัดนำเข้า–ส่งออก ซึ่งอาจบั่นทอนทั้งการเติบโตและเสถียรภาพในระยะยาว

Ken Griffin ระบุชัดว่า หากต้องหา ‘ความประมาท’ ของยุคนี้ คือ การใช้จ่ายของภาครัฐที่เกินขีดความสามารถทั่วโลก ไม่ใช่ความบ้าคลั่งของตลาดทุนเอกชนแบบใน 1920s
โลกวันนี้กำลังหวังว่า AI จะเป็นตัวเร่งผลิตภาพเพื่อชดเชยหนี้ที่เพิ่มขึ้น แต่ Ken Griffin เตือนว่า ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า AI จะให้ผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด ความคาดหวังสูงอาจเป็นแรงผลักให้เกิดการลงทุนมหาศาล แต่ก็เป็นความเสี่ยงในตัวเอง
Christine Lagarde เสริมว่า ไม่ใช่หนี้ทุกก้อนจะถูกมองเท่ากัน หนี้ที่นำไปใช้กับการลงทุนที่สร้างผลิตภาพหรือความมั่นคงยังสามารถดึงดูดเงินทุนได้ ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดการเติบโตจะถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ

อีกหนึ่งแกนเปรียบเทียบสำคัญคือ บทบาทของธนาคารกลาง Andrew Ross Sorkin ย้อนถึงปี 1929 ที่ผู้กำหนดนโยบายการเงินกังวลแรงกดดันทางการเมืองจนเกรงว่าสถาบันจะถูกยุบ ขณะที่ปัจจุบัน ธนาคารกลางต้องทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลในยามวิกฤต แต่ก็เสี่ยงต่อการถูกมองว่าพึ่งพิงการคลังมากเกินไป
Christine Lagarde แยกชัดระหว่าง 'การทำงานร่วมกันในภาวะฉุกเฉิน' กับ 'การพึ่งพิงทางการคลัง' และย้ำว่า ความเป็นอิสระของธนาคารกลางยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อเสถียรภาพราคาและความเชื่อมั่นในระบบโดยยกตัวอย่าง Paul Volcker ประธานธนาคารกลาง ที่ยืนหยัดท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง และยอมรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา
Adam Tooze เสริมว่า แนวคิดเรื่อง ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง (Central Bank Independence) ก็เป็นผลผลิตของยุค 1920s เมื่อประเทศตะวันตกต้องรับมือทั้งภาระหนี้หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และการขยายตัวของประชาธิปไตยแบบมวลชนที่ทำให้นโยบายการเงินตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง แนวคิดนี้จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อกันธนาคารกลางออกจากการเมืองระยะสั้น และรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นบทเรียนที่ยังคงร่วมสมัยอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน

Andrew Ross Sorkin หยิบเหตุการณ์ปี 1930 ขึ้นมาเป็นจุดตั้งต้นของการเปรียบเทียบ เมื่อสหรัฐอเมริกาเดินหน้าขึ้นภาษีศุลกากร แม้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากนักเศรษฐศาสตร์และภาคธุรกิจ และนำไปสู่การหดตัวของการค้าโลกกว่า 60% ในเวลาต่อมา คำถามของเขาคือ โลกในวันนี้กำลังเข้าใกล้จุดนั้นหรือไม่ ท่ามกลางกระแสภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าที่กลับมาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม Adam Tooze มองว่า แม้ภาษีในปัจจุบันจะสร้างความไม่แน่นอน แต่โลกยังห่างไกลจากความโกลาหลในต้นทศวรรษ 1930 ซึ่งเกิดจากการผสมกันของภาษี ความปั่นป่วนของค่าเงิน และการล่มสลายของระบบทองคำ
Christine Lagarde และ Ken Griffin ชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า แม้สถานการณ์จะยังไม่รุนแรงเทียบเท่าช่วงต้นทศวรรษ 1930s แต่ผลกระทบของภาษีในโลกปัจจุบันกลับปรากฏให้เห็นชัดกว่าที่หลายคนคาดคิด ภาระของภาษีมักตกกับผู้บริโภคและผู้นำเข้าในประเทศเอง ส่งผ่านไปสู่ต้นทุนที่สูงขึ้น และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในทางปฏิบัติย่อมกระทบต่อโครงสร้างความเป็นธรรมของระบบเศรษฐกิจ
คำตอบจากเวทีนี้ไม่ใช่การฟันธงว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” แต่คือการย้ำว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่พลังของเทคโนโลยีและการเงินเร็วกว่าโครงสร้างการเมืองและความร่วมมือระหว่างประเทศ
Christine Lagarde ปิดท้ายด้วยคำถามสั้นแต่หนักแน่นว่า “What comes next?” โดยสิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การหาว่าเรากำลังอยู่ในทศวรรษใดของประวัติศาสตร์ แต่คือการตัดสินใจร่วมกันว่าจะสร้างความร่วมมือขั้นต่ำอย่างไร เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ที่กำลังคล้องจอง กลายเป็นโศกนาฏกรรมบทเดิมอีกครั้ง
อ้างอิง: Decade Déjà Vu: Are the 2020s the New 1920s?, World Economic Forum Annual Meeting 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด