
โลกที่เราเคยรู้จักตั้งอยู่บนความเชื่อชุดหนึ่งว่า ยิ่งทุกประเทศค้าขายและลงทุนข้ามชาติกันมากเท่าไหร่ สงครามก็ยิ่งเกิดยากขึ้นเท่านั้น เพราะไม่มีใครอยากทำลายคู่ค้าของตัวเอง นั่นคือยุค Globalization หรือยุคโลกาภิวัตน์ที่ทุกคนพยายามลดภาษีนำเข้า (Tariff) ให้เหลือศูนย์ และเชื่อว่าเศรษฐกิจจะเติบโตไปด้วยกัน
แต่บนเวทีเสวนา Liberator Investment Forum 2026 ในหัวข้อระเบียบโลกใหม่ สู่การลงทุนยุคใหม่ ภาพที่สปีกเกอร์ทั้งสามท่านวาดออกมากลับตรงกันข้าม หลักฐานหลายอย่างชี้ว่าโลกจะไม่กลับไปเป็นแบบเดิมอีกแล้ว การแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ใครผลิตได้ถูกกว่าอีกต่อไป แต่วัดกันที่ 'ใครคุมเทคโนโลยี พลังงาน อุตสาหกรรมสำคัญ และพันธมิตรได้มากกว่า'
โจทย์ของโลกได้เปลี่ยนจากใครโตเร็วกว่าไปเป็น 'ใครอยู่รอดได้ดีกว่า'
วงเสวนานี้ประกอบด้วยสามมุมมองที่ต่างกันแต่เสริมกัน ประกอบไปด้วย
สามมุมนี้ประกอบกันเป็นภาพว่าระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวจะกระทบกับเงินทุน อุตสาหกรรม และประเทศไทยอย่างไร
รศ.ดร.วาสนา เปิดด้วยแนวคิดที่ผู้นำจีนหยิบมาพูดบ่อยมาก นั่นคือ Thucydides Trap หรือกับดักธูซิดิดีส ซึ่งหมายถึงสภาวะที่มหาอำนาจเดิม (Ruling Power) กับมหาอำนาจหน้าใหม่ที่กำลังผงาดขึ้นมา (Rising Power) มักลงเอยด้วยการปะทะหรือสงคราม เพราะเจ้าเก่ากลัวจะเสียบัลลังก์ ส่วนเจ้าใหม่ก็อยากขึ้นมาแทนที่
สีจิ้นผิงหยิบเรื่องนี้มาพูดตั้งแต่วาระแรกในตำแหน่ง พร้อมกับชุดเรื่องเล่าที่ว่า 'ตะวันตกกำลังขาลง ตะวันออกกำลังขาขึ้น และจีนกำลังผงาด' จีนผลักดันเรื่องเล่านี้อย่างหนักผ่านสื่อทุกช่องทาง
ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือท่าทีทางการทูตของจีนเอง รศ.ดร.วาสนา ชี้ว่าจากยุคเจียงเจ๋อหมินและหูจิ่นเทาที่เป็น 'การทูตหมีแพนด้า' คือนุ่มนวลและน่ารัก พอมาถึงยุคสีจิ้นผิงกลับกลายเป็น 'การทูตหมาป่า' ที่แข็งกร้าวและพร้อมปะทะ
แต่เบื้องหลังท่าทีแข็งกร้าวนั้นคือเศรษฐกิจที่เริ่มมีรอยร้าว หลังโควิด-19 ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของจีนแตก หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นกลายเป็นวิกฤตที่น่ากลัวมาก สิ่งที่ยังพอพยุงเศรษฐกิจจีนไว้ได้ตอนนี้คือภาคส่งออก และจุดนี้เองที่เชื่อมโยงไปยังจุดเปราะที่สุดของจีน
รศ.ดร.วาสนา อธิบายว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกจากตะวันออกกลาง คือจุดเปราะที่สุดของจีน เพราะจีนรับซื้อพลังงานจากอิหร่านในสัดส่วนสูงถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ และซื้อในราคาที่ถูกกว่าตลาด
นี่คือเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ต้นทุนการผลิตของจีนแข่งขันได้ ถ้าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลงจากสงครามในตะวันออกกลาง จีนจะเป็นประเทศที่กระทบหนักที่สุดในเอเชีย กระทบทั้งภาคส่งออก เงินเฟ้อ และเสถียรภาพของเศรษฐกิจทั้งระบบ
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือตัวเลขเศรษฐกิจที่หลายคนใช้อ้างอิงนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน รศ.ดร.วาสนา ยกคำพูดของหลี่เค่อเฉียง อดีตนายกรัฐมนตรีจีนผู้ล่วงลับซึ่งจบปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์มาว่า ตัวเลข GDP ของจีนเป็นเพียง 'แรงบันดาลใจ' อย่าเอาไปใช้วางแผนทุกอย่าง
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ตอนนี้แม้แต่ตัวเลขจากฝั่งตะวันตกรวมถึงสหรัฐฯ ก็เริ่มเชื่อไม่ได้ มีงานวิจัยชี้ว่าทั้ง GDP ของจีนและสหรัฐฯ ต่างก็เติบโตเกินจริง
การประชุมสุดยอด (Summit) ระหว่างทรัมป์กับสีจิ้นผิงที่ปักกิ่งที่เพิ่งผ่านพ้นไป เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่าทำไมเราถึงเชื่อใจใครไม่ได้เต็มร้อย รศ.ดร.วาสนา ตั้งข้อสังเกตว่ารายงานจากสองฝ่ายแทบจะเป็นคนละเรื่องกัน
ฝ่ายจีนบอกว่าคุยเรื่องไต้หวันกันหมด ส่วนฝ่ายสหรัฐฯ กลับไม่พูดถึงไต้หวันเลย ทรัมป์ประกาศว่าจีนจะหันมาซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ แทนน้ำมันที่หายไปจากช่องแคบฮอร์มุซ จะซื้อเครื่องบิน Boeing และช่วยแก้ปัญหายาต่าง ๆ แต่ฝ่ายจีนกลับไม่ยืนยันสักเรื่องเดียว
รศ.ดร.วาสนา วิเคราะห์ว่าเป้าหมายจริงของทรัมป์มีสองข้อ
ข้อแรกคือไปดูกับตาว่าสีจิ้นผิง 'ยังโอเคอยู่ไหม' หลังมีข่าวการกวาดล้างในกองทัพจีนถึงขั้นประหารรัฐมนตรีกลาโหม
ข้อสองที่สำคัญกว่า คือความพยายามแยกจีนออกจากรัสเซีย เพราะทรัมป์เชื่อว่าถ้าแยกสองประเทศนี้ออกจากกันได้ สงครามยูเครนจะจบ เนื่องจากเส้นเงินใหญ่ของรัสเซียมาจากจีน
ส่วนไต้หวันซึ่งจีนถือเป็น Red Line หรือเส้นตายที่ห้ามแตะนั้น รศ.ดร.วาสนา มองว่ารอบนี้ทรัมป์เสียงอ่อนลง บอกเพียงว่าไต้หวันอย่าประกาศเอกราชก็พอ เพราะรู้จุดยืนจีนอยู่แล้วและไม่ใช่เป้าหมายหลักของการเจรจารอบนี้
บทเรียนจากเรื่องนี้ในมุมของ รศ.ดร.วาสนา คือทุกประเทศต่างพยายามรักษาผลประโยชน์ของตัวเองให้ได้มากที่สุด วันนี้เป็นมิตรกัน พรุ่งนี้อาจกลายเป็นศัตรูก็ได้ สำหรับประเทศเล็กอย่างไทย ทางออกคือการรักษาสมดุล เป็นไผ่ลู่ลม และเป็นมิตรกับทุกฝ่าย

ดร.นณริฏ ต่อภาพจากมุมเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ หรือ Geo-Economics ซึ่งคือการมองเศรษฐกิจผ่านเลนส์ของอำนาจและภูมิรัฐศาสตร์ เขาชี้ว่าโลกกลับไปจุดเดิมไม่ได้เพราะมีรอยเลื่อนทางภูมิรัฐศาสตร์ใหญ่อยู่สามจุด และทั้งสามจุดล้วนถูกผลักด้วยประวัติศาสตร์และอุดมการณ์ ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ
รอยเลื่อนแรกคือรัสเซีย ที่เคยยิ่งใหญ่ในยุคสหภาพโซเวียต ก่อนถูกตัดแบ่งออกเป็นหลายประเทศ ความอยากฟื้นความยิ่งใหญ่นั้นนำไปสู่การบุกยูเครนซึ่งลงมือไปแล้วจริง
รอยเลื่อนที่สองคือจีน ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเคยพ่ายแพ้ต่อชาติตะวันตกและญี่ปุ่น เจอสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ความอยากฟื้นฟูอาณาจักรนั้นมี Red Line อยู่ที่ไต้หวัน
รอยเลื่อนที่สามคืออิหร่าน ซึ่งเป็นรัฐศาสนาที่ความเชื่อสวนทางกับค่านิยมก้าวหน้า เช่น เรื่องความเท่าเทียมระหว่างชายหญิง รอยเลื่อนนี้แตะแล้วแก้ยาก บทเรียนล่าสุดคือการปราบผู้นำ ไม่ได้ทำให้ปัญหาจบ แต่กลับเจอการ์ดใบใหม่คือการปิดช่องแคบ
จุดที่น่าสังเกตคือทั้งสามรอยเลื่อนไม่ได้เป็นเรื่องของใครผลิตถูกกว่า แต่เป็นเรื่องของชาติที่อยากทวงคืนสถานะในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นแรงขับที่ต่อรองด้วยตรรกะเศรษฐกิจไม่ได้ง่าย ๆ

เพื่ออธิบายว่าเศรษฐกิจเอเชียเติบโตมาได้อย่างไร ดร.นณริฏ หยิบทฤษฎีคลาสสิกที่ชื่อ Flying Geese Model หรือทฤษฎีฝูงห่านบินมาใช้ แนวคิดนี้มองว่าเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเติบโตเป็นทอด ๆ เหมือนฝูงห่านที่บินตามกัน
ญี่ปุ่นบินนำเป็นห่านตัวแรก ตามด้วยกลุ่ม 4 เสือ (Four Tigers) คือสิงคโปร์ เกาหลีใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน ถัดมาเป็นกลุ่มอาเซียนอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ แล้วจึงเป็นกลุ่มสังคมนิยมเปลี่ยนผ่านอย่างเวียดนามและจีน
หลักการคือห่านตัวหน้าบินไปก่อนแล้วทิ้งไข่ไว้ให้ตัวถัดไป ซึ่งไข่ในที่นี้คือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI (Foreign Direct Investment) และอุตสาหกรรมที่ย้ายฐานตามมา
ไทยเติบโตมาได้เพราะ FDI จากญี่ปุ่น ส่วนเวียดนามโตเพราะผูกตัวเองไว้กับเกาหลีใต้ จนการส่งออกของเวียดนามเป็นสินค้าของ Samsung ถึง 20-25 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อขายชิปได้ก็ลากยาวไปทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ขณะที่อินโดนีเซียผูกกับสิงคโปร์

แต่จุดที่ ดร.นณริฏ เน้นย้ำคือเราจะมองจีนเป็นประเทศเดียวไม่ได้ ต้องมองเป็น 'ฝูงนก' ที่ประกอบด้วย 31 มณฑลหรือ 31 เศรษฐกิจที่แข่งกันเอง
กลุ่มมณฑลแถวหน้าของ TDRI อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู ฝูเจี้ยน และเจ้อเจียง มีเทคโนโลยีสูง รายได้สูง และเติบโตเร็ว ขณะที่กลุ่มท้ายอย่างกานซู เฮย์หลงเจียง กว่างซี กุ้ยโจว และจี๋หลิน ยังพึ่งภาคเกษตรและทรัพยากรเป็นหลัก
ความเป็น ฝูงนกนี้นำไปสู่ปรากฏการณ์สำคัญ เมื่อ 31 มณฑลแข่งกันเองบวกกับประชากร 1.4 พันล้านคน ต้นทุนคงที่เฉลี่ยต่อหัวจึงแทบเป็นศูนย์ ผลคือจีนผลิตอะไรก็เกิดภาวะของล้นตลาด ทะลักออกไปทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์เซลล์ หรือวัสดุก่อสร้างอย่างอิฐ หิน ปูน ทราย
สิ่งนี้กระทบอุตสาหกรรมของประเทศอื่น และยังทำให้ต่างชาติเจาะเข้าไปในห่วงโซ่อุปทานของจีนได้ยาก เพราะต้องแข่งกับ 31 มณฑลตลอดเวลา
ถ้าในอดีตน้ำมันคือทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่ทุกชาติแย่งชิง ดร.นณริฏ มองว่าในระเบียบโลกใหม่ตำแหน่งนั้นถูกแทนที่ด้วย AI และชิป
เพราะ AI ไม่ได้แค่ทำให้คนทำงานเร็วขึ้น แต่เกี่ยวกับประสิทธิภาพการผลิต ความสามารถทางทหาร และความมั่นคงของชาติ เวลารบกันก็ต้องใช้ AI ด้วยซ้ำ เมื่อมีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ค้างอยู่แล้ว สหรัฐฯ จึงไม่มีทางปล่อยให้จีนใช้เทคโนโลยีของตัวเอง และจีนก็คิดแบบเดียวกัน
AI ยังมีลักษณะที่เรียกว่า Winner Takes All หรือผู้ชนะกินรวบ เพราะใครก้าวนำได้ก่อนก็ทิ้งห่างคนอื่นจนตามไม่ทัน ในแง่การลงทุนมันจึงสร้างตลาดแบบผูกขาดที่หุ้นบางตัวพุ่งขึ้นเพราะตลาดไม่มีทางเลือกอื่น นี่คือเหตุผลว่าทำไมการแข่งขันด้าน AI จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของอำนาจและความอยู่รอด

คุณวทันยา ต่อภาพด้วยมุมตลาดทุนว่าระเบียบโลกใหม่เปลี่ยนเส้นทางของเงินทุนไปแล้ว ในอดีตเมื่อ Fed หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ย เงินจะไหลออกจากสหรัฐฯ กลับเข้าสู่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงไทยโดยอัตโนมัติ
แต่รอบนี้ที่ Fed เริ่มลดดอกเบี้ยเมื่อปีที่แล้ว เงินกลับไม่ไหลเข้าตลาดเกิดใหม่แบบเดิม คุณวทันยา ชี้ว่าเงินทุนเลือกมากขึ้น และไหลไปยังประเทศที่มีเรื่องเล่าใหม่ หรือโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็น AI เทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ ระบบอัตโนมัติ หรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ภาพนี้ฟ้องชัดในตัวเลขตลาดหุ้น ตลาดหุ้นเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน ต่างทำจุดสูงสุดใหม่จากกระแส AI ขณะที่ตลาดหุ้นไทยอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ดัชนี SET ลดจากระดับ 1,700 จุดเหลือราว 1,100 จุด มูลค่าการซื้อขายถอยกลับไปเหลือราว 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเมื่อ 20 ปีก่อน
คุณวทันยา ชี้ว่าปี 2022 เป็นครั้งสุดท้ายที่ต่างชาติซื้อสุทธิแรง จากนั้นพอจบโควิด สหรัฐฯ เจอเงินเฟ้อ Fed ขึ้นดอกเบี้ยแรงในปี 2023-2024 ตลาดหุ้นเอเชียก็ปักหัวลง

คำถามคือทำไมเงินถึงไม่เลือกไทย ? คุณวทันยา วิเคราะห์ว่าตลาดทุนไทยยังติดอยู่ใน Old Economy หรือเศรษฐกิจแบบเดิม ที่พึ่งพลังงาน ธนาคาร ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมดั้งเดิม แทบไม่มีหุ้น New Economy หรือเศรษฐกิจใหม่ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและดิจิทัล หนักไปกว่านั้นคือบริษัทแพลตฟอร์มของคนไทยบางรายที่อยากเข้าตลาดหุ้น กลับต้องไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศแทน
สิ่งที่ คุณวทันยา สรุปคือระเบียบโลกใหม่กำลังตั้งคำถามเดียวกันกับทุกประเทศ ประเทศนี้มีเทคโนโลยีไหม มีอุตสาหกรรมแห่งอนาคตไหม มีธรรมาภิบาลไหม มีเสถียรภาพไหม และมีบริษัทที่จะโตไปกับโลกใหม่ไหม
ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ เงินก็แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป สำหรับภาพรวมภูมิภาค ปี 2024 ที่ FDI ทั้งโลกอยู่ราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยมีสัดส่วนเพียงราว 0.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
คำถามสุดท้ายจึงอยู่ที่ว่าแล้วไทยต้องทำอย่างไร ดร.นณริฏ ให้คำตอบที่ตรงและจำง่ายว่าไทยต้อง 'ยืนสันหลังตรง' คือมีธรรมาภิบาล (Governance) สูง ไม่ยอมเป็นแค่ทางผ่านหรือนอมินีให้ใคร เพราะในโลกที่ทุกฝ่ายจับตาห่วงโซ่อุปทานของกันและกัน การเป็นทางผ่านมีแต่ทำให้ไทยเสียความน่าเชื่อถือ
แต่ในความขัดแย้งก็มีโอกาสซ่อนอยู่ ดร.นณริฏ ชี้ว่าเม็ดเงินที่กำลังหนีจากตะวันออกกลางหรืออยากกระจายความเสี่ยงออกจากจุดที่ร้อนแรง ไทยอาจดึงมาได้ในจุดที่ตัวเองแข็งแรงจริง เช่น การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ หรืออุตสาหกรรมอาหาร นี่คือพื้นที่ที่ไทยมีของและพอจะแข่งได้
รศ.ดร.วาสนา ปิดท้ายด้วยมุมที่ให้ความหวัง วันนี้ประเทศไทยดีกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพราะตลอด 10 ปีนี้ไม่มีรัฐประหาร มีการเลือกตั้งที่ชอบธรรม มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และประเทศกำลังเดินอยู่บนเส้นทางสู่ประชาธิปไตย สิ่งนี้ทำให้ไทยกลับมาคุยกับโลกเสรีได้และ 'กางปีกบินออกไปทั่วโลกได้' ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เมื่อ 10 ปีก่อน
ในความผันผวนย่อมมีโอกาสเสมอ แต่โอกาสนั้นจะตกเป็นของใครขึ้นอยู่กับว่าใครเตรียมตัวมาดีกว่ากัน คำถามที่ระเบียบโลกใหม่ถามไทยจึงไม่ใช่ว่าเราจะโตเร็วแค่ไหน แต่เป็นว่าเราจะอยู่รอดได้ดีกว่าหรือเปล่า และคำตอบนั้นแปลว่าไทยจะยืนอยู่ที่เดิมต่อไปไม่ได้
อ้างอิง : เวทีเสวนา Liberator Investment Forum 2026, "ระเบียบโลกใหม่ สู่การลงทุนยุคใหม่" โดย รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), ดร.นณริฏ พิศลยบุตร (TDRI) และคุณวทันยา บุนนาค (บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์)
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด