
Meta ทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์สร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อไล่ล่าเป้าหมายปัญญาประดิษฐ์เหนือมนุษย์ (Superintelligence) มาต่อเนื่อง แต่คำถามที่นักลงทุนถามดังขึ้นเรื่อย ๆ คือเงินก้อนมหึมานี้จะกลับมาเป็นรายได้เมื่อไหร่ ล่าสุดดูเหมือน Mark Zuckerberg จะมีคำตอบแล้ว นั่นคือการเปิดขายพลังประมวลผลส่วนเกินให้คนนอกใช้เสียเลย
Bloomberg รายงานว่า Meta กำลังพัฒนาแผนธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ (Cloud Infrastructure) ที่จะขายทั้งพลังประมวลผล AI และสิทธิ์เข้าถึงโมเดล AI ของบริษัท ความเคลื่อนไหวนี้จะพา Meta เข้าไปแข่งขันโดยตรงกับผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่อย่าง Amazon Web Services (AWS), Google Cloud และ Microsoft Azure ทันทีที่ข่าวออก หุ้น Meta ก็พุ่งขึ้นถึง 8.6% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด สะท้อนว่า Wall Street ถูกใจแนวคิดนี้ไม่น้อย
ธุรกิจใหม่นี้จะอยู่ภายใต้โครงการที่มีชื่อเรียกภายในว่า 'Meta Compute' นำทีมโดยผู้บริหารระดับท็อป 3 คน ได้แก่ Santosh Janardhan หัวหน้าฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน, Daniel Gross ผู้นำในหน่วยงาน Meta Superintelligence Labs และ Dina Powell McCormick ประธานบริษัท
รูปแบบธุรกิจที่ Meta กำลังพิจารณามี 2 แนวทางหลัก แนวทางแรกคือขายพลังประมวลผลดิบ (Raw Compute) ตามโมเดลของ CoreWeave ผู้ให้บริการคลาวด์เฉพาะทางด้าน AI (Neocloud) ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ส่วนแนวทางที่สองคือเปิดให้ลูกค้าเข้าถึงโมเดล AI หลากหลายตัวที่โฮสต์อยู่บนโครงสร้างพื้นฐานของ Meta คล้ายกับบริการของ AWS ซึ่งรวมถึง Muse Spark โมเดลแบบปิด (Closed-weight) ตัวแรกของบริษัทที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนเมษายน 2026 และถือเป็นผลงานชิ้นแรกจาก Meta Superintelligence Labs ภายใต้การนำของ Alexandr Wang ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย AI ของ Meta
รายงานนี้ยังยืนยันคำพูดของคุณ Mark เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่บอกว่าธุรกิจคลาวด์ของ Meta เป็นทางเลือกที่ 'อยู่บนโต๊ะอย่างแน่นอน' เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนมหาศาลในยุทธศาสตร์การพัฒนา AI ขั้น Superintelligence ของบริษัท
Meta ไม่ใช่รายแรกที่มองเห็นโอกาสนี้ เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม SpaceX ซึ่งดูแลธุรกิจ AI ผ่าน xAI เพิ่งปิดดีลกับ Anthropic ให้เช่าพลังประมวลผลทั้งหมดของศูนย์ข้อมูล Colossus 1 ในเมือง Memphis ซึ่งครอบคลุมชิป Graphics Processing Unit (GPU) ของ Nvidia กว่า 220,000 ตัว และกำลังไฟฟ้ากว่า 300 เมกะวัตต์ หลังจากนั้น SpaceX ยังเซ็นสัญญาให้เช่าพลังประมวลผลเพิ่มเติมกับ Google ในมูลค่าราว 920 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน รวมถึงสตาร์ทอัพ Reflection AI ด้วย
การที่ Meta เดินเกมเดียวกันกำลังส่งสัญญาณสำคัญต่อทิศทางของอุตสาหกรรม นั่นคือผู้ชนะในสมรภูมิ AI อาจไม่ใช่คนที่มีโมเดลหรือบริการที่เก่งที่สุด แต่เป็นคนที่ 'ถือครองศูนย์ข้อมูลไว้ในมือมากที่สุด' เพราะตราบใดที่ความต้องการพลังประมวลผลยังล้นตลาด เจ้าของโครงสร้างพื้นฐานคือคนที่ได้เงินก่อนใคร
สิ้นสุดไตรมาสแรกของปีนี้ Meta มีภาระผูกพันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI สูงถึง 182,900 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมโครงการก่อสร้างขนาดยักษ์อย่างศูนย์ข้อมูล Hyperion ในรัฐ Louisiana และโครงการในรัฐ Ohio ที่คุณ Mark เคยเปรียบว่ามีขนาดใหญ่เท่าเกาะ Manhattan ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดใช้งานภายในปีนี้
จุดที่ต่างจาก Google และ OpenAI คือ Meta ยังไม่เห็นความต้องการใช้งานโมเดลและบริการ AI ของตัวเองในระดับที่มีนัยสำคัญ บริษัทไม่เคยแยกรายงานรายได้จาก Meta AI หรือจาก Llama ตระกูลโมเดลแบบเปิด (Open-weight) ในงบการเงิน และผู้บริหารมักพูดถึงแต่การนำ AI ไปใช้ภายในองค์กรเป็นหลัก ซึ่งตีความได้ว่าธุรกิจ AI ของ Meta อาจยังไม่ได้สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำแบบยืนได้ด้วยตัวเอง การเปิดขายพลังประมวลผลส่วนเกินจึงเป็นทางลัดที่จับต้องได้ที่สุดในการดึงเงินกลับเข้ากระเป๋า
แผนทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขสำคัญ 2 ข้อ คือความต้องการพลังประมวลผลต้องไม่แผ่วลง และศูนย์ข้อมูลต้องรักษามูลค่าของมันไว้ได้ ฝั่งผู้ไม่เชื่อมั่นเตือนมาตลอดว่าการแข่งกันสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังก่อฟองสบู่ที่พึ่งพาชิปซึ่งเสื่อมมูลค่าอย่างรวดเร็ว บางส่วนตั้งคำถามตรง ๆ ว่าบริษัท AI จะสร้างรายได้จากผู้ใช้ปลายทางได้มากพอที่จะคุ้มกับเดิมพันระดับล้านล้านดอลลาร์หรือไม่
ถึงอย่างนั้นข้อกังวลเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ Meta ชะลอการลงทุนแม้แต่น้อย และหากธุรกิจ Meta Compute เกิดขึ้นจริง เกมการแข่งขันในตลาดคลาวด์ที่ AWS, Microsoft และ Google ครองมานานก็อาจถึงเวลาสั่นสะเทือนครั้งใหญ่
ทั้งนี้แผนธุรกิจดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและอาจเปลี่ยนแปลงได้ โดย Meta ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการต่อรายงานนี้
ที่มา: TechCrunch, Bloomberg
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด