
การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ไม่ได้จบแค่การผลิตองค์ความรู้ บุคคลากรหรือผลงานวิจัยอีกต่อไป แต่ต้องไปให้ถึงจุดที่สิ่งเหล่านั้น ‘สร้างผลกระทบจริง’ ต่อสังคม เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้คน
ซึ่งนี่คือแก่นสำคัญของแนวคิด Real-world Impact ที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และในปีนี้ กำลังเข้าสู่เฟสที่เข้มข้นขึ้น และภายในงานมหาวิทยาลัยมหิดลได้สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านจาก ‘ยุทธศาสตร์’ ไปสู่ ‘การลงมือทำ’ พร้อมนำเสนอความก้าวหน้าของโครงกาที่กำลังสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในหลายมิติ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า Real-world Impact ไม่ใช่คำที่ซับซ้อน แต่มีแกนหลักเพียง 3 ข้อ
นอกจากนี้มหาวิทยาลัยมหิดลยังสรุปภาพรวม 5 แกนหลัก ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศในระยะต่อไป ประกอบด้วย
ซึ่งทั้ง 5 ด้านนี้ถูกออกแบบให้ต่อยอดไปใช้งานจริงได้ ไม่ใช่แค่งานวิจัย แต่รวมถึงการสร้างธุรกิจใหม่ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นผลคือ AI สำหรับวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ปอดของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่พัฒนาจากฐานข้อมูล X-ray ระดับล้านเรคคอร์ด ซึ่งล้วนผ่านการอ่านโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ระบบสามารถตรวจจับความผิดปกติได้จากเดิม 8 รูปแบบ เพิ่มเป็นมากกว่า 20 รูปแบบในปัจจุบัน
จุดสำคัญคือเทคโนโลยีนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่งานวิจัย แต่ถูกใช้งานจริงในโรงพยาบาลแล้ว เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการเอกซเรย์ ระบบจะช่วยวิเคราะห์เบื้องต้น ชี้ตำแหน่งความผิดปกติ และช่วยให้แพทย์ตัดสินใจได้เร็วขึ้น ระบบนี้ได้รับการรับรองจาก อย. ไทยและสิงคโปร์ และถูกพัฒนาต่อยอดเชิงธุรกิจร่วมกับภาคเอกชน จนสามารถเบิกจ่ายผ่าน สปสช. ได้ สร้างรายได้ประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังขยายไปใช้กับการตรวจมะเร็งเต้านมและ CT สมองด้วย
โดยเบื้องหลังคือโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่มหาวิทยาลัยมหิดลพัฒนาร่วมกับ NVIDIA และบริษัท สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยเชื่อมข้อมูลจากศิริราช รามาธิบดี และเวชศาสตร์เขตร้อน เข้าสู่ Health Data Lake ขนาดใหญ่ และใช้ GPU ระดับสูงอย่าง NVIDIA H200 ในการประมวลผล พร้อมทั้งมีความร่วมมือระดับนานาชาติ เช่น Federated Learning กับไต้หวัน
จุดแข็งของไทยคือมีข้อมูลสุขภาพที่แตกต่างจากตะวันตก อย่างเช่นโรคธาลัสซีเมีย ที่พบได้บ่อยกว่าโรค Sickle Cell Anemia รวมถึงฐานข้อมูลจีโนมของคนไทย ทำให้ AI ที่พัฒนาในประเทศมีความแม่นยำกับบริบทคนเอเชีย ปัจจุบันระบบวิเคราะห์ X-ray ปอดมีความแม่นยำราว 98% ถูกใช้งานในโรงพยาบาลกว่า 700 แห่ง ครอบคลุมผู้ป่วยกว่า 7.4 ล้านราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 200 ล้านบาท สะท้อนถึงการนำ Big Health Data ไปใช้จริงในรูปแบบ Precision Medicine และการแพทย์เชิงป้องกัน
อีกก้าวสำคัญคือการพัฒนา Advanced Therapy Medicinal Products (ATMP) หรือการรักษาที่ใช้เซลล์และยีนเป็นตัวหลัก เช่น การใช้ CAR-T Cell รักษามะเร็ง การรักษาธาลัสซีเมียด้วย Gene Therapy ที่มีโอกาสหายขาด และการทดลองใช้ไวรัสตัดต่อยีนเพื่อรักษา โรคพากินสัน ซึ่งเริ่มเห็นผลในผู้ป่วยจริง
จากงานวิจัยในห้องแล็บ มหิดลกำลังขยับไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม ผ่านโครงการ MU Bio Plant ร่วมกับ Siam Bioscience เพื่อรองรับการผลิตระดับ Medium scale และต่อยอดไปสู่การขึ้นทะเบียนยา โครงการ ATMU เป็นการร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล สยามไบโอไซเอนซ์ และภาคเอกชน ด้วยงบลงทุนกว่า 1,300 ล้านบาท พัฒนาในรูปแบบ Twin Facility ที่เชื่อมงานวิจัยกับการผลิตเชิงพาณิชย์เข้าด้วยกัน
เป้าหมายไม่ใช่แค่การวิจัย แต่คือการยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตยาชีววัตถุและยีนบำบัด ลดการนำเข้ายาราคาแพง และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาโรคซับซ้อนได้ในต้นทุนที่เหมาะสมขึ้น พร้อมสร้างอุตสาหกรรมใหม่ในกลุ่มชีวเวชภัณฑ์ (Biopharmaceuticals) ที่มีมูลค่าสูงและเติบโตต่อเนื่อง
การปลูกถ่ายอวัยวะจากสัตว์กำลังกลายเป็นอีกทางออกของปัญหาการขาดแคลนอวัยวะ โดยมหิดลร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาอวัยวะหมูที่ผ่านการตัดต่อยีน เพื่อให้สามารถใช้กับมนุษย์ได้ เช่น ไต หัวใจ และตับ
ในต่างประเทศมีการทดลองปลูกถ่ายไตและปอดหมูในมนุษย์แล้ว และเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ สำหรับประเทศไทยมีแผนพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งผลิตอวัยวะชีวภาพในอนาคต โครงการนี้มีการลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Betagro และ Nzeno ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีตัดต่อยีน ไปจนถึงระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ และการสร้างโรงเรือนปลอดเชื้อ (DPF) เพื่อรองรับการวิจัย
โดยมีเป้าหมายคือพัฒนา ‘ไตหมูตัดต่อยีน’ สำหรับปลูกถ่ายในมนุษย์ ซึ่งหากสำเร็จจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการล้างไตที่สูงกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ผู้ป่วยจำนวนมาก พร้อมวางรากฐาน ‘ระบบอวัยวะทางเลือก’ ของประเทศในระยะยาว
อีกหนึ่งโอกาสของไทยคือการต่อยอด ‘อาหาร’ ไปสู่ Functional Food หรืออาหารเพื่อสุขภาพ โดยใช้ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นจุดตั้งต้น เช่น การวิจัยสาร Anthocyanin ในข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่ช่วยกระตุ้นรากผม, Beta-glucan จากเห็ด และ Probiotics สายพันธุ์ไทย
มหิดลเดินหน้าพัฒนาโรงงานสกัดสารและระบบทดสอบทางวิทยาศาสตร์ เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดและเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบไทยโดยมีโครงการสำคัญคือ SAI Mahidol ที่ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พัฒนาพื้นที่กว่า 13 ไร่ ให้เป็นศูนย์กลางการผลิตสารสกัดมูลค่าสูง จากวัตถุดิบไทย โดยเฉพาะเห็ดและสมุนไพร เพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพระดับโลก
โดยมีต้นแบบความสำเร็จอย่าง Nutriflow ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารจากสถาบันโภชนาการ ที่ใช้เทคโนโลยี AdaptiveFlow ปรับเนื้อสัมผัสให้เหมาะกับการเคี้ยวและการกลืน ตอบโจทย์ผู้สูงอายุและผู้มีข้อจำกัดด้านโภชนาการ ปัจจุบันสร้างยอดขายสะสมกว่า 21 ล้านบาท และเติบโตมากกว่า 100% แนวทางนี้สะท้อนการยกระดับจากภาคเกษตรไปสู่ธุรกิจนวัตกรรม และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต
นอกจากงานวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดลยังปรับรูปแบบการศึกษาให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ โดยเน้น Lifelong Learning, หลักสูตรระยะสั้นแบบสะสมหน่วยกิต และการเรียนแบบผสมผสานระหว่างออนไลน์กับออนไซต์ มีการพัฒนาระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถโอนเครดิตข้ามสถาบันได้ พร้อมทั้งออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมมากขึ้น
อีกหนึ่งแนวทางคือโมเดลการเรียนรู้แบบ CWIE (Cooperative and Work-Integrated Education) ที่ผสานการเรียนเข้ากับการทำงานจริงตั้งแต่ช่วงเรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ทำงานควบคู่ไปกับการเรียนเลย โดยมีความร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 140 แห่ง ในด้านหลักสูตร มหาวิทยาลัยมีการพัฒนาโปรแกรมใหม่ เช่น หลักสูตรอนุปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และสาขาการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงระบบคลังหน่วยกิต (MU-CBS) ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสะสมทักษะและหน่วยกิตได้อย่างยืดหยุ่น
แนวทางทั้งหมดนี้สะท้อนการปรับระบบการศึกษาให้เชื่อมโยงกับการใช้งานจริงมากขึ้น และรองรับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต ซึ่งในภาพใหญ่ถือเป็นความพยายามในการ ‘รีเซ็ตระบบผลิตคนของประเทศ’ ให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจโลก
ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดจากการแถลงครั้งนี้ คือมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำงานเพียงลำพังอีกต่อไป แต่ต้อง ‘Synergy’ กับทุกภาคส่วน ทั้งมหาวิทยาลัยอื่น ภาคเอกชนและพันธมิตรระดับโลก
เพราะในโลกปัจจุบัน การสร้าง Impact ที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากองค์ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการนำความรู้นั้นไปเชื่อมต่อ สร้างระบบ และผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ในโลกจริง และนี่คือทิศทางที่มหาวิทยาลัยมหิดลกำลังเดินหน้าอย่างชัดเจน จากผู้สร้างความรู้สู่ ‘ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง’ ที่จับต้องได้ในสังคมไทยและระดับโลก
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด