
เมื่อ 4-5 ปีก่อน NVIDIA ใช้เงินซื้อของจากซัพพลายเออร์ในไต้หวันราว 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี วันนี้ตัวเลขนั้นอยู่ที่ราว 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และ Jensen Huang เพิ่งประกาศกลางวง Town Hall พนักงานที่ไทเปว่า
เป้าหมายต่อไปคือเงิน 150,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีที่ NVIDIA จะใช้ไปกับไต้หวัน
ในวันเดียวกัน NVIDIA เปิดตัวแคมปัสแห่งใหม่ชื่อ Constellation บนพื้นที่เกือบ 4 เฮกตาร์ใน Beitou-Shilin Technology Park ทางตอนเหนือของไทเป รองรับพนักงานราว 4,000 คน วางตัวเป็นหนึ่งใน R&D Hub ด้าน AI ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก
โดยมีนายกเทศมนตรีไทเป Chiang Wan-an ขึ้นเวทีมอบกุญแจเมืองและพู่กันจีนให้เป็นสัญลักษณ์ ตัวอาคารออกแบบสะท้อนสำนักงานใหญ่ที่ Santa Clara เตรียมเริ่มก่อสร้างปลายปี 2026 และคาดว่าจะเปิดดำเนินการในปี 2030
แต่ถ้าเรามองแค่ตึกใหม่หนึ่งหลัง เราจะพลาดเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นมาก เพราะตึกเป็นแค่ฉากหน้า ส่วนเบื้องหลังที่กำลังขับเคลื่อนอยู่คือการเปลี่ยนสมการของ AI ทั้งระบบ จากเกมที่เคยวัดกันที่ 'ใครมีชิปเร็วกว่า' ไปสู่เกมใหม่ที่วัดกันที่ 'ใครคุมซัพพลายเชนและพลังงานได้มากกว่า'
เม็ดเงิน 150,000 ล้านดอลลาร์ที่ Huang พูดถึงไม่ใช่ค่าก่อสร้าง Constellation และไม่ใช่เงินลงทุนก้อนเดียวจบ แต่เป็น ยอดการใช้จ่ายรายปีกับห่วงโซ่การผลิตในไต้หวัน เงินที่ NVIDIA จ่ายให้กับพาร์ตเนอร์อย่าง TSMC ที่ผลิตชิป, Foxconn, Wistron และ Quanta Computer ที่ประกอบระบบและเซิร์ฟเวอร์ออกมาเป็นสินค้าจริง
เมื่อมองในมุมนี้ การกระโดดจาก 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์เมื่อ 4-5 ปีก่อน มาเป็นเป้าหมาย 150,000 ล้านดอลลาร์ คือการขยายขนาดเกือบ 10 เท่าในเวลาไม่กี่ปี สิ่งนี้กำลังบอกว่า NVIDIA ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่บริษัทออกแบบชิปอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นผู้ประกอบ 'ระบบ' ทั้งระบบ และระบบทั้งหมดนั้นถูกผลิตขึ้นในไต้หวัน
Huang กล่าวว่าไต้หวันคือ 'ศูนย์กลางของการปฏิวัติ AI' เพราะที่นี่คือที่ที่ชิปถูกผลิต ที่ที่บรรจุภัณฑ์ระดับสูงเกิดขึ้น ที่ที่ระบบถูกประกอบ และที่ที่ AI Supercomputer ถูกสร้าง ครบทั้งวงจรในที่เดียว การตั้งแคมปัสติดกับพาร์ตเนอร์เหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการขยับตัวเองเข้าไปอยู่ในใจกลางของสายการผลิตที่ตัวเองพึ่งพา

ทำไม NVIDIA ถึงต้องอยู่ใกล้ฐานผลิตขนาดนี้ คำตอบอยู่ในวิสัยทัศน์ที่ Huang พูดมาตลอดตั้งแต่งาน GTC นั่นคือแนวคิด AI Factory
ในยุคก่อน Data Center คือที่เก็บข้อมูลและประมวลผล แต่ในนิยามใหม่ของ NVIDIA Data Center ยุคนี้คือ โรงงานผลิตความฉลาด ที่รับวัตถุดิบเป็นข้อมูลและพลังงานไฟฟ้าเข้าไป แล้วผลิต Token ซึ่งก็คือหน่วยความคิดของ AI ออกมาเป็นผลผลิต
พูดง่าย ๆ คือ NVIDIA ไม่ได้ขายชิปเป็นชิ้น แต่ขายทั้งโรงงานที่ผลิตปัญญาประดิษฐ์
แนวคิดนี้เชื่อมตรงกับสิ่งที่ Huang เน้นย้ำในไทเป นั่นคือ Physical AI หรือ AI ที่ออกจากหน้าจอมาทำงานในโลกจริง ทั้งหุ่นยนต์ในโรงงานและระบบอัตโนมัติในสายการผลิต Huang ระบุว่า Physical AI มีศักยภาพพลิกโฉมการผลิตของโลก และพาร์ตเนอร์ในไต้หวันจะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้ประโยชน์ เพราะไต้หวันคือฐานการผลิตฮาร์ดแวร์ที่ AI ประเภทนี้ต้องใช้
เมื่อมองภาพนี้ Constellation จึงไม่ใช่แค่ออฟฟิศ R&D แต่เป็นการลงหลักปักฐานของ NVIDIA ศูนย์กลางของยุค AI Factory จะยังคงอยู่ที่ไต้หวันต่อไป
แรงงานมนุษย์ต้องการข้าว แต่แรงงาน AI ต้องการไฟฟ้า เราต้องการพลังงานอีกมาก
Huang พูดประโยคนี้ต่อหน้านายกเทศมนตรีไทเป และเป็นประโยคที่สะท้อนถึงปัจจัยสำคัญในอุตสาหกรรม AI ได้ดีที่สุด ในวันที่ทุกคนพูดถึงการแย่งชิป ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกเริ่มเห็นตรงกันว่าคอขวดที่แท้จริงของ AI ตอนนี้ไม่ใช่ชิปอีกต่อไป แต่คือ "ไฟฟ้า"
เหตุผลคือ AI Factory แต่ละแห่งกินไฟมหาศาล พลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลม ยังไม่เสถียรพอจะป้อนโหลดระดับนี้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทิศทางของอุตสาหกรรมจึงเริ่มมุ่งไปที่พลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กแบบ SMR ในสหรัฐฯ ถึงขั้นเปิดทางให้บริษัทเทคโนโลยีสร้างโรงไฟฟ้าของตัวเองเพื่อเร่งโครงการ AI
ซึ่งเมื่อพูดถึงพลังงาน ก็เข้าทางไต้หวันทันทีเพราะ Taipower รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าของไต้หวัน กำลังวางแผนสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยแห่งใหม่ใกล้ Beitou-Shilin ที่จ่ายไฟได้สูงสุดราว 180 เมกะวัตต์เมื่อสร้างเสร็จ ตัวเลขนี้สะท้อนคำถามที่ทุกประเทศที่อยากเป็นฐาน AI ต้องตอบให้ได้ นั่นคือโครงข่ายไฟฟ้าของเราจะรับการมาของ AI ไหวหรือไม่
การที่ NVIDIA เลือกทุ่มหนักลงไต้หวันมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ NVIDIA มองเห็นความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนระดับโลก
ไต้หวันคือหัวใจของห่วงโซ่การผลิตชิป AI ของทั้งโลก โดยมี TSMC เป็นผู้นำการผลิตชิปขั้นสูง ความสำคัญระดับนี้ทำให้ไต้หวันกลายเป็นทั้งทรัพย์สินและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน ทั้งจากความพยายามดึงตัววิศวกรและการแย่งชิงเทคโนโลยีจากภายนอก
อีกทั้ง ตอนนี้ทุกประเทศเริ่มพูดถึง Sovereign AI หรืออธิปไตยทาง AI แนวคิดที่ว่าแต่ละประเทศควรมีโครงสร้างพื้นฐาน AI ของตัวเองอยู่ในประเทศ ไม่ต้องพึ่งพาใครทั้งหมด
ท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้ การที่ NVIDIA เลือกลงหลักปักฐานหนักขึ้นในไต้หวัน คือการตัดสินใจทางธุรกิจที่ชัดเจน แทนที่จะกระจายความเสี่ยงออกไป NVIDIA เลือกเดินหน้าผูกตัวเองเข้ากับฐานการผลิตที่ดีที่สุดให้แน่นยิ่งขึ้น เพราะคุณภาพและความครบวงจรของซัพพลายเชนไต้หวันยังไม่มีที่ไหนเทียบได้
ที่น่าสนใจคือ NVIDIA ไม่ใช่รายเดียวที่เห็นภาพนี้ AMD ภายใต้ Lisa Su ก็ประกาศลงทุนใน Ecosystem ชิปไต้หวันมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ โดยเน้นที่ Advanced Packaging แม้ตัวเลขสองรายนี้เทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ เพราะของ AMD เป็นการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตแบบหลายปี ส่วนของ NVIDIA คือการใช้จ่ายรายปีกับซัพพลายเออร์ แต่ทั้งสองดีลส่งสัญญาณเดียวกัน ผู้เล่นระดับโลกกำลังเทเดิมพันลงบนไต้หวันมากขึ้น
อ้างอิง : The Decoder, Taiwan Plus, Hothardware, NVIDIA Blog
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด