Plaud เตรียมปล่อย Wearable AI ที่รองรับเครือข่ายมือถือในตัว ไม่ต้องพึ่งพา Wi-Fi หรือ Bluetooth จากสมาร์ทโฟน

วงการ Gadget สายทำงานและ AI กำลังถูกจับตามองอีกครั้ง เมื่อ Plaud Inc. สตาร์ทอัพดาวรุ่งพุ่งแรงผู้สร้างสรรค์อุปกรณ์จดบันทึกอัจฉริยะ ประกาศเตรียมเปิดตัว Wearable เจเนอเรชันใหม่ในช่วงปลายปีนี้ โดยจุดเด่นสำคัญคือความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI Agents อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมตั้งเป้ากวาดรายได้สูงถึง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026

ทำความรู้จัก Plaud สตาร์ทอัพที่เติบโตด้วยวิถีตนเอง

Plaud ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 โดย Nathan Xu (หรือ Xu Gao) ผู้ประกอบการชาวจีนดีกรีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ผู้ผันตัวจากสายงานธนาคารมาลุยเส้นทางสตาร์ทอัพ ปัจจุบันบริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา โดยใช้กลยุทธ์แบบ TransPacific ที่ดึงข้อได้เปรียบด้านการผลิตจากจีนมาผสานเข้ากับการทำตลาดและสร้างแบรนด์ในสหรัฐฯ

สิ่งที่น่าสนใจคือเส้นทางการเติบโตของบริษัทที่ไม่ได้พึ่งพาเงินทุนมหาศาลจาก VC เหมือนสตาร์ทอัพทั่วไป ในช่วงแรก Xu และผู้ร่วมก่อตั้งเลือกใช้วิธีระดมทุนผ่าน Crowdfunding ซึ่งกวาดเงินไปได้ราว 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะนำกำไรมาต่อยอดขยายกิจการ ทำให้ผู้ก่อตั้งยังคงถือหุ้นใหญ่ไว้ได้ ข้อมูลระบุว่า Plaud มียอดระดมทุนสะสมเพียง 5 ล้านดอลลาร์เท่านั้น โดยดีลล่าสุดเป็นการระดมทุนแบบ Convertible Note มูลค่า 4.75 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนเมษายน 2025 นำโดย Carbide Ventures และ J12 Ventures

ยอดขายพุ่งทะยาน ก้าวสู่เป้าหมายครึ่งพันล้านดอลลาร์

ความสำเร็จของ Plaud เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2023 หลังเปิดตัว Plaud Note ผ่าน Kickstarter ซึ่งกลายเป็นสินค้าขายดีจนมียอดขายทะลุ 1 ล้านเครื่องในเดือนกันยายน 2025 ส่งผลให้บริษัททำรายได้ในปี 2024 ไปถึง 56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยอัตรากำไรราว 20%

ในปี 2025 รายได้ของบริษัทยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยทำรายได้ต่อปีแบบ Annualized แตะระดับ 250 ล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน โมเมนตัมที่แข็งแกร่งนี้มาจากโมเดลธุรกิจที่ผสมผสานทั้งยอดขายฮาร์ดแวร์และค่าสมาชิก (แพ็กเกจ Pro ราคา 99.99 ดอลลาร์ต่อปี และแพ็กเกจ Unlimited ราคา 239.99 ดอลลาร์ต่อปี) นำมาสู่ความมั่นใจของ CEO ที่คาดการณ์ว่าบริษัทจะทำยอดขายรวมได้ถึง 500 ล้านดอลลาร์ในปี 2026

Wearable รุ่นใหม่ อิสระแห่ง AI ที่พร้อมใช้งานทุกที่ทุกเวลา

การเตรียมเปิดตัว Wearable รุ่นใหม่จะเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของบริษัท โดย Nathan Xu เปิดเผยว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะมาพร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานอย่างน้อย 8 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีการบอกใบ้ถึงความเป็นไปได้ในการรองรับเครือข่ายมือถือ (Cellular) ในตัว ซึ่งจะช่วยทลายข้อจำกัดของรุ่นปัจจุบันที่ต้องพึ่งพา Wi-Fi หรือ Bluetooth จากสมาร์ทโฟน

เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ Wearable รุ่นใหม่นี้อยู่ในสถานะ ‘พร้อมใช้งานตลอดเวลา’ ผู้ใช้สามารถสั่งงานด้วยเสียงและโต้ตอบกับ AI ได้รวดเร็วทันใจในทุกที่ทุกเวลาแบบเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการทดลองพัฒนาระบบที่เปิดให้ AI ของ Plaud สามารถเรียนรู้ข้อมูลและบริบทของผู้ใช้งาน เพื่อนำเสนอคำตอบหรือการโต้ตอบที่ปรับแต่งแบบเฉพาะบุคคลคล้ายคลึงกับกลไกการทำงานของ ChatGPT

แม้จะเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกตลาดอุปกรณ์จดบันทึก AI แต่ Plaud ก็ต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่ทวีความดุเดือด ทั้งจากสตาร์ทอัพรายอื่นและบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ในขณะที่ Apple เองก็มีข่าวลือว่ากำลังซุ่มพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ AI อยู่เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน Plaud สามารถครองใจผู้ใช้งานได้มากกว่า 2 ล้านราย โดยมีตลาดหลักในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของธุรกิจทั้งหมด เคล็ดลับสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จระดับโลกนี้คือจุดยืนแบบ Model-Agnostic หรือการไม่ผูกขาดกับโมเดล AI ของค่ายใดค่ายหนึ่ง บริษัทมีทีมงานประเมินผลที่จะคอยคัดเลือกโมเดลที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละภาษาเพื่อรับประกันความแม่นยำสูงสุด

Nathan Xu เน้นย้ำว่า แม้ยักษ์ใหญ่อย่าง Google หรือ Amazon จะมีโมเดลที่ดีที่สุดในบางภาษา แต่โซลูชันของ Plaud ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้คนในกว่าร้อยประเทศที่ใช้งานภาษาแตกต่างกันนับร้อยภาษา

ความท้าทายก้าวต่อไปในการนำ Wearable รุ่นใหม่ออกสู่ตลาด คือการเฟ้นหาชิปและเซ็นเซอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อคงดีไซน์ที่บางเพรียวพร้อมกับอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนาน โดยวิสัยทัศน์ในอุดมคติของบริษัทคือ การพัฒนาเซ็นเซอร์ที่สามารถเลียนแบบประสาทสัมผัสของมนุษย์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการได้ยิน การมองเห็น หรือแม้กระทั่งการสัมผัส เพื่อให้อุปกรณ์สามารถเข้าใจและจับบริบทรอบตัวผู้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

อ้างอิง: bloomberg

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ครม. ไฟเขียว Lemon Law สินค้าชำรุด คนขายต้องรับผิด ภาระพิสูจน์ไม่ใช่ของผู้บริโภคอีกต่อไป

ครม. เห็นชอบร่างกฎหมาย Lemon Law ที่รอคอยมากว่า 10 ปี พลิกภาระพิสูจน์จากผู้บริโภคไปสู่ผู้ขาย สินค้าชำรุดใน 6 เดือนถือว่าบกพร่องมาแต่ต้น รถยนต์ยืดถึง 1 ปี พร้อมสิทธิเยียวยา 4 รูปแบบ...

Responsive image

เจาะสเปก ‘Snap Specs’ แว่น AR สุดล้ำเพื่อคนทั่วไป

เจาะสเปก Snap Specs แว่น AR ราคา 2,195 ดอลลาร์ เบา 132 กรัม จอ LCoS 51 องศา 16 ล้านสี เลนส์ปรับแสงอัตโนมัติ ดีเลย์ 7 มิลลิวินาที สั่งงานด้วยมือเปล่าและเสียงบน Snap OS เปิดให้นักพัฒ...

Responsive image

ดีลประวัติศาสตร์ ทำไม SpaceX ต้องทุ่ม 6 หมื่นล้านเหรียญ เข้าซื้อกิจการสตาร์ทอัพ AI ‘Cursor’

สรุปดีลประวัติศาสตร์! SpaceX ทุ่ม 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ฮุบกิจการสตาร์ทอัพ AI 'Cursor' เสริมแกร่งอาณาจักร xAI พร้อมเจาะลึกเบื้องหลังดีลยักษ์หลังทำ IPO ทุบสถิติโลก...