ปตท. เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2564 พลิกมีกำไร 32,588 ล้านบาท หลังมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน

กลุ่ม ปตท. เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2564 พลิกมีกำไรสุทธิ 32,588 ล้านบาท และมีรายได้ อยู่ที่ 477,837 ล้านบาท หลังมีกำไรจากสต็อกน้ำมันประมาณ 12,000 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น 

งบQ1/64 ของ ปตท.

คุณอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เผยรายได้ของกลุ่ม ปตท. ในไตรมาส 1 ปี 2564 อยู่ที่ 477,837 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 70,663 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.4 จากไตรมาส 4 ปี 2563  โดยกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) ในไตรมาส 1 ของปี 2564 อยู่ที่จำนวน 102,997 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31,383 ล้านบาท หรือร้อยละ 43.8 จากไตรมาสก่อน

เนื่องด้วยผลการดำเนินงานของทุกกลุ่มธุรกิจปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ซึ่งเป็นผลจากราคาปิโตรเลียมและปิโตรเคมีในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมที่ฟื้นตัวหลังจากการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง (Lockdown) รวมถึงการใช้วัคซีนป้องกัน COVID-19 เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ส่งผลให้ไตรมาส1/2564 สามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ จำนวน 32,588 ล้านบาท จากไตรมาส 1/2563 ที่บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ จำนวน 1,554 ล้านบาท 

โดยไตรมาส 1/2564 บริษัทฯมีกำไรจากสต็อกน้ำมันประมาณ 12,000 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นจากสิ้นไตรมาส 4/2563 เทียบกับขาดทุนจากสต็อกน้ำมันประมาณ 32,000 ในไตรมาส 1/2563 ส่งผลให้ Accounting GRM ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6.9 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ในไตรมาส 1/2564 จากเดิมที่ขาดทุน 7.6 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ในไตรมาส 1/2563 

คาดปี 2564 ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 60-65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  

ตามรายงานของ IHS ณ เดือนเมษายน 2564 ความต้องการใช้น้ำมันของโลกใน 2Q2564 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปอยู่ที่ระดับ 95.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังสถานการณ์ COVID-19 ในหลายๆ พื้นที่ค่อยๆ คลี่คลายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีน และสหรัฐอเมริกา สําหรับราคาน้ำมันดิบใน 2Q2564 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 64.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปรับเพิ่มขึ้นจาก 1Q2564 ที่ระดับ 60.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยจะไดืรับแรงหนุนจากอุปสงค์น้ำมันโลกที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้นจากการใช้วัคซีน COVID-19ในหลายๆ ประเทศ และมาตรการกระตุ้เศรษฐกิจในขณะที่มีแรงกดดันจากอุปทานที่จะปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่ม OPEC+ และประเทศซาอุดิอาระเบียจะลดกําลังการผลิตในระดับที่น้อยลงกว่าก่อนหน้า โดยของกลุ่ม OPEC+

จะลดการผลิตลง 6.9, 6.55 และ 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และประเทศซาอุดิอาระเบียจะลดกําลังการผลิตลง 1.0, 0.75 และ 0.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน สําหรับเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2564 ประกอบกับผู้ผลิตอื่นๆ นอกกลุ่ม OPEC+ ที่อาจจะกลับมาผลิตหากราคาน้ํามันปรับสูงขึ้น 

ทั้งนี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบในปี 2564 จะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 60-65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์ในปี 2564 คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.0-2.5เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล 



ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ค้นพบ ‘เคมีต่างดาว’ จากอุกกาบาตที่ตกในนิวเจอร์ซีย์ นักวิทย์ชี้ สิ่งนี้อาจเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า “เรามาจากไหน”

วงการวิทยาศาสตร์สั่นสะเทือน! ทีมนักวิจัยพบ ‘เคมีต่างดาว’ และ ‘น้ำเกลือโบราณ’ ในอุกกาบาตสุดแรร์ที่พุ่งชนบ้านในนิวเจอร์ซีย์ กุญแจสำคัญที่อาจเฉลยจุดกำเนิดชีวิตบนโลก...

Responsive image

Huawei เปิดตัว Pura 90s Series พร้อม FreeClip 2 S และ MatePad Air สะท้อนอนาคตที่ AI อยู่ในทุกจังหวะการใช้งาน

Huawei เปิดตัว Pura 90s Series พร้อม FreeClip 2 S และ MatePad Air ในงาน Global Launch ชู AI ด้านการถ่ายภาพ การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการใช้งานในชีวิตประจำวัน...

Responsive image

ADI บริษัทยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ ลงทุนที่ไทย 19,000 ล้านบาท! สร้างฐานออกแบบและทดสอบชิประดับโลก พร้อมแผนขยายจ้างงานไทย 2,500 คน

บอร์ดบีโอไอนำโดยคุณเอกนิติเยี่ยมชมโรงงานใหม่ ADI ที่ชลบุรี มูลค่ากว่า 19,000 ล้านบาท ตั้งเป้ามาตรฐาน LEED Platinum แห่งแรกของเครือข่ายทั่วโลก พร้อมขยายจ้างงานไทย 2,500 คน ตอกย้ำไทย...