
เมื่อยอดจองล่วงหน้าพุ่งขึ้น 1.4 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน และ Social Buzz โต 2.1 เท่า ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ตัวเลขเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ คุณสิทธิโชค นพชินบุตร President of Mobile Experience Division บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด นั่งคุยกับสื่อมวลชนและแชร์ว่าอะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จนี้ พร้อมมุมมองต่ออุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนไทยที่กำลังเปลี่ยนโฉมอย่างเงียบๆ
ถ้าจะเข้าใจ Galaxy S26 Series ต้องเข้าใจบริบทของตลาดก่อน อุตสาหกรรมมือถือกำลังเดินออกจากสนามการแข่งขันด้านสเปก สู่สนามใหม่ที่ชื่อว่า "ประสบการณ์"
สัญญาณชัดเจนที่สุดคือตัวเลข Galaxy AI ถูกใช้งานบนอุปกรณ์กว่า 400 ล้านเครื่องทั่วโลก และประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่ตลาดทั่วไปในภาพนั้น แต่เป็นหนึ่งใน 5 ประเทศแรกของโลก ที่เปิดตัว Series นี้ ยิ่งไปกว่านั้น Daily AI Usage ของคนไทยอยู่ที่ 36% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 24% และการใช้งาน Photo Assist กับ Generative AI เติบโตเกือบ 50% YoY ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาด AI Phone ที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก
ถ้ามีฟีเจอร์เดียวที่สรุป DNA ของ S26 Series ได้ ฟีเจอร์นั้นคือ Privacy Display หรือ "จอกันเผือก" ในภาษาที่ทีมการตลาดเลือกใช้ให้คนไทยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของตัวเอง
ซัมซุงใช้เทคโนโลยี Flex Magic Pixel ควบคุมการกระจายแสงในระดับ Hardware เจ้าของเครื่องมองตรงๆ เห็นชัดเหมือนปกติ แต่คนข้างๆ เห็นเป็นจอดำ ผู้ใช้ยังสามารถตั้งค่าให้เปิดอัตโนมัติเฉพาะแอปที่ต้องการ เช่น แอปธนาคาร หรือหน้าจอรหัส PIN ได้ด้วย และตัวเลขที่พิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่แค่ Gimmick คือ 60% ของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ Privacy Display ในการตัดสินใจซื้อมือถือ
"เทคโนโลยีบางอย่างอาจดูเป็นรายละเอียดเล็กน้อยในเชิงเทคนิค แต่กลับมีความหมายอย่างมากต่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน" คุณสิทธิโชคกล่าว

หนึ่งในจุดที่น่าสนใจที่สุดของ Session คือการที่คุณสิทธิโชคพูดถึง มรดกของนวัตกรรมซัมซุง ในเชิง Pattern ไม่ใช่แค่สินค้า
"ถ้าซัมซุงไม่ได้เป็นคนเริ่ม ผมคิดว่าเราจะเห็น Adoption ที่ช้ากว่านี้เยอะ" คุณสิทธิโชคกล่าว
ในแง่ซอฟต์แวร์ S26 Series เป็น AI Phone รุ่นที่ 3 ของซัมซุง โดยพัฒนาขึ้นจาก AI ที่ทำตามสั่ง สู่ Agentic AI ที่ทำงานเชิงรุกผ่านฟีเจอร์อย่าง Now Brief และ Now Nudge ที่คาดการณ์ความต้องการและแนะนำทางลัดตามบริบท
ยิ่งไปกว่านั้น S26 Series เป็นครั้งแรกที่ซัมซุงนำ Perplexity AI เข้ามาเสริมทัพนอกเหนือจาก Gemini และ Bixby เพื่อให้ผู้ใช้เรียก AI Agent ผ่านเสียงได้ทันทีโดยไม่ต้องสลับแอป ขณะที่ Galaxy Buds4 Pro ก็มาพร้อมฟีเจอร์ Head Gesture รับสายด้วยพยักหน้า แปลภาษา Real-time รองรับกว่า 22 ภาษา และสั่งงาน AI แบบ Hands-free ได้เต็มรูปแบบ
ตัวเลขยอดจอง 1.4 เท่าไม่ได้มาจากสินค้าเพียงอย่างเดียว ส่วนสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการซื้อในตลาดไทย
"เมื่อก่อนมือถือ 70% ซื้อด้วยเงินสด เดี๋ยวนี้ 70% ซื้อด้วยเงินผ่อน"
Samsung Finance+ ที่อนุมัติด้วยบัตรประชาชนใบเดียวภายในไม่กี่นาที ทำให้ผู้บริโภคสามารถจ่ายเดือนละไม่กี่ร้อยบาทแทนการเก็บเงินก้อน และเลือกขยับขึ้นไปรุ่นบนได้ง่ายกว่าเดิม ผลที่เห็นชัดคือตลาดต่ำกว่า 5,000 บาทหดตัวลง ขณะที่กลุ่ม 5,000 บาทขึ้นไปเติบโตแทน นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่ม Gen Z เพิ่มขึ้นถึง 25% ในฐานผู้ใช้ S Series รอบนี้
Samsung Galaxy S26 Series มาพร้อมกัน 3 รุ่นในปีนี้ โดย Galaxy S26 เป็นรุ่นเริ่มต้นที่ใช้จอ 6.3 นิ้ว AMOLED 2X ขับเคลื่อนด้วยชิป Exynos 2600 RAM 12GB และ Storage 256GB ในราคาเริ่มต้นที่ 33,900 บาท ถัดมาคือ Galaxy S26+ ที่ขยายจอใหญ่ขึ้นเป็น 6.7 นิ้ว ใช้สเปกชิปและ RAM เดียวกัน ในราคาเริ่มต้น 40,900 บาท
สำหรับรุ่น Top ของซีรีส์อย่าง Galaxy S26 Ultra มาพร้อมจอ 6.9 นิ้วที่เป็นบ้านของ Privacy Display นวัตกรรม World's First ที่พูดถึงตลอด Session โดยใช้ชิป Snapdragon 8 Elite Gen 5 แทน Exynos และมีราคาเริ่มต้นที่ 46,900 บาท ซึ่งซัมซุงพยายามตรึงราคา Entry Model รุ่นนี้ไว้แม้จะมีแรงกดดันจาก Memory Chip Shortage ที่ส่งผลให้ราคาในอุตสาหกรรมโดยรวมขยับขึ้น 5–30%
Samsung Galaxy S26 Series วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว คุณสิทธิโชคทิ้งท้ายว่า "ซัมซุงจะยังคงส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคนไทยทุกคน และจะยังคงเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดอย่างต่อเนื่อง"
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด