SCB EIC เผยผลกระทบจาก Trump 2.0 ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2568 เผชิญความท้าทายด้านการค้า การผลิต และการลงทุน

ในปี 2568 โลกจะเริ่มเผชิญกับความท้าทายจากผลของนโยบายเศรษฐกิจภายใต้การนำของประธานาธิบ Donald Trump ที่เรียกว่า “Trump 2.0” ซึ่งถือเป็นการกลับมาใหม่ในเวอร์ชันที่มีอำนาจบริหารที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ภายหลังจากการชนะเลือกตั้งครั้งล่าสุด เนื่องจาก Republican sweep ทั้งสภาบนและล่าง ท่ามกลางระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลงมาก 

Trump

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์จะต้องเผชิญกับบริบทโลกที่แตกต่างจากครั้งก่อนที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในหลายด้าน เช่น เศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูงและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น รวมถึงสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้นจากสงครามในยูเครนและอิสราเอลที่อาจกระทบต่อประสิทธิภาพของนโยบายเศรษฐกิจใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจสร้างผลกระทบต่อการดำเนินนโยบาย Trump 2.0 ได้

ด้าน SCB EIC จึงออกมาประเมินว่า Trump จะดำเนินนโยบายชุดใหม่อย่างมีกลยุทธ์ โดยเร่งดำเนินนโยบายในประเทศตามที่หาเสียงไว้ แต่อาจไม่ได้ทำนโยบายกีดกันการค้าแบบสุดโต่ง

นโยบายหลักของ Trump 2.0 และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

SCB EIC ได้ประเมินว่านโยบาย Trump 2.0 จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน โดยเฉพาะในด้านการค้า การผลิต และการลงทุน โดยมองว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2568 จะขยายตัวต่ำลงเหลือ 2.5% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.8% จากผลกระทบหลักของนโยบาย Trump 2.0 ดังนี้:

  1. การขึ้นอัตราภาษี: สหรัฐฯ จะขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเฉลี่ย 20pp (percentage points) และจากประเทศอื่น ๆ 10pp ซึ่งส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศเกิดความตึงเครียดและทำให้หลายประเทศต้องตอบโต้กลับด้วยการขึ้นภาษีเท่ากัน โดยเฉพาะในกรณีของยุโรปกับจีนจะขึ้นภาษีนำเข้าระหว่างกันเฉลี่ย 10pp ทั้งนี้การขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจะแตกต่างกันระหว่างกลุ่มประเทศและประเภทสินค้า 
  2. การปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล: สหรัฐฯ จะทำการต่ออายุการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชบัญญัติ Tax Cut and Job Act (ถึงปี 2577) ซึ่งจะมีผลต่อการขยายตัวของธุรกิจในสหรัฐฯ และกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติในสหรัฐฯ
  3. นโยบายควบคุมผู้อพยพ: นโยบายใหม่ที่จะเข้มงวดขึ้นในการควบคุมผู้อพยพอาจสร้างความตึงเครียดในทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งอาจหันมาทำนโยบายคล้าย ๆ กัน
  4. ส่งผลกระทบทั่วโลก: ชุดนโยบายสำคัญ Trump 2.0 จะเริ่มกระทบเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ถึงระยะปานกลาง 
  5. การกระตุ้นเศรษฐกิจ: ประเทศต่าง ๆ จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบจาก Trump 2.0

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

จากผลของนโยบาย Trump 2.0 ที่จะกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 SCB EIC ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยลดลงเหลือ 2.4% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.6% ซึ่งเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในระบบการค้าโลก โดยเฉพาะจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ และการที่ไทยมีการค้ากับจีนและสหรัฐฯ ที่สำคัญ โดย SCB EIC ได้กล่าวถึงผลกระทบในมิติที่สำคัญดังนี้:

  1. การค้ากับจีน: เนื่องจากอัตราภาษีที่สูงขึ้นและการตอบโต้จากประเทศต่าง ๆ จะทำให้ไทยมีแนวโน้มที่จะนำเข้าสินค้าจากจีนมากขึ้น และอาจทำให้การขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง
  2. ปัญหา Unfair Trade กับสหรัฐฯ: ไทยมีแนวโน้มที่จะเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจทำให้ไทยถูกจับตามองในเรื่องของ Unfair trade และอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายตอบโต้จากสหรัฐฯ
  3. การลงทุนภาคเอกชน: สำหรับการลงทุนภาคเอกชนไทยในระยะข้างหน้าจะมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของ Trump 2.0 ซึ่งจะทำให้ธุรกิจที่ต้องการย้ายฐานการผลิตจากจีนชะลอแผนการลงทุนเพื่อรอความชัดเจนของนโยบาย Trump ที่อาจขยายนโยบายกีดกันการค้าไปกลุ่มประเทศอื่น ๆ ด้วย และอัตราภาษีนำเข้าที่จะเก็บเพิ่มยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยจะมีนโยบายการคลังที่คาดว่าจะทยอยออกมากระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาผลกระทบจาก Trump 2.0 ได้บางส่วนในปีหน้า  

นโยบายเศรษฐกิจไทยในปี 2568

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากนโยบาย Trump 2.0 แต่ SCB EIC ยังเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้าอาจได้รับการกระตุ้นจากการใช้จ่ายภาครัฐและมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวจากการเพิ่มขึ้นของการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวรัสเซียและอินเดีย ที่มีโอกาสสูงกว่า 36 ล้านคนที่เคยประเมินไว้

คาดการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ย

SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบ ธ.ค. นี้ ตามการสื่อสารของ กนง. ที่เน้นรักษา Policy space เพื่อบริหารความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจการเงินไทยในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ดี SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% อีกครั้งในการประชุมรอบเดือน ก.พ. 2568 เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินเพิ่มเติม เนื่องจากเศรษฐกิจโดยรวมและสินเชื่อยังคงชะลอตัวและเริ่มสร้างความกังวลมากขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจไทยจะมีความเสี่ยงด้านลบเพิ่มขึ้นจากนโยบาย Trump 2.0 ขณะที่ภาวะการเงินโลกในปีหน้าจะผ่อนคลายลงจากปีนี้ได้บ้าง ตามทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะเอื้อต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย 

เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าเร็วจากดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นหลังการเลือกตั้งสหรัฐฯ โดยอาจอ่อนค่าไปอยู่ที่ราว 34.80-35.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หลังตลาดประเมินว่า Trump จะขึ้นภาษีนำเข้า และประเทศอื่น ๆ อาจตอบโต้กลับ ซึ่งจะทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอีกราว 3-4% และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าต่อ สำหรับปี 2568 เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าขึ้นจากภาวะ Risk-on ที่จะทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลกลับเข้าตลาดเอเชียและไทย รวมถึงทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยมองกรอบเงินบาทอยู่ที่ราว 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2568  

อ้างอิง SCB EIC

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

2026 คนไทยแห่กินอะไร รวม Data ที่ร้านอาหารต้องรู้ปีนี้ งานประกาศรางวัล LINE MAN Wongnai Users’ Choice Best of 2026

เจาะลึก Big Data 26 ล้านคนจากงาน LINE MAN Wongnai Users’ Choice 2026 สัญญาณของ Frontier Restaurant และการปั้นแบรนด์ไทยสู่ระดับโลก...

Responsive image

บริษัทไทยลงทุนพุ่ง 86% ทะลุ 6.7 แสนล้านบาท บีโอไอ ชี้เอกชนไทยพร้อมสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นอกเหนือจากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมากแล้ว ผู้ประกอบการไทยก็มีบทบาทสำคัญในกา...

Responsive image

บีโอไอบุกเซี่ยงไฮ้ ขึ้นเวที SEMICON China 2026 ดึง 5 บริษัทชิปชั้นนำจีนลงทุนไทย

บีโอไอ จัดโรดโชว์ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 25-26 มีนาคม 2569 ร่วมกับ สมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ (THSIA) เพื่อเข้าร่วมงาน SEMICON China 2026 งาน...