เจาะแผน 'Quick Win' รัฐ-เอกชน ผนึกกำลังดันครีเอเตอร์ไทยสู่อาชีพมั่นคง

เจาะแผน 'Quick Win' รัฐ-เอกชน ผนึกกำลังดันครีเอเตอร์ไทยสู่อาชีพมั่นคง

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยน เมื่อเรากลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่ 'ยอดผู้ใช้งาน TikTok แซงหน้า YouTube' อย่างชัดเจน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการสื่อไทย ทั้งในด้านการเสพคอนเทนต์และการสร้างรายได้ 

เวทีเสวนา “Response to  Policy” จึงระดมไปด้วยตัวแทนจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ไม่ใช่เพียงเพื่อฉายภาพอนาคตระยะยาว เพื่อค้นหา “Quick Win” หรือมาตรการเร่งด่วนที่ทำได้ทันที เพื่อเปลี่ยนไทยจาก 'ผู้บริโภค' ให้เป็น 'ผู้สร้าง' และนี่คือบทสรุปว่ารัฐและเอกชนต้องขยับตัวอย่างไร เพื่อสร้างระบบนิเวศครีเอเตอร์ (Creator Ecosystem) ที่แข็งแรงให้เกิดขึ้นจริง

1. ปรากฏการณ์ TikTok ครองเมือง

คุณขจร เจียรนัยพานิชย์  บรรณาธิการบริหาร Rainmaker เปิดเผยข้อมูลจาก iCreator Report ที่น่าสนใจว่า แม้ Facebook จะยังทรงตัว และ YouTube เติบโตเพียงเล็กน้อย แต่ TikTok กลับเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 26% โดยคาดการณ์ว่าปี 2025 มีผู้ใช้งานแตะ 56 ล้านคน แซงหน้า YouTube ที่มี 47.2 ล้านคน

คุณขจรอธิบายว่า TikTok ถูกจริตคนไทยมาก เพราะคนไทยชอบความบันเทิง ในขณะที่คนญี่ปุ่นยังนิยม Twitter (X) เพราะชอบอ่านและพิมพ์ การรวมกันของความบันเทิง + อีคอมเมิร์ซ ทำให้ TikTok ลงตัวสำหรับคนไทย ส่งผลให้ไทยมีสัดส่วนครีเอเตอร์ต่อผู้ใช้สูงถึง 27% ซึ่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่น ตัวเลขนี้สะท้อนว่าคนไทยพร้อมจะเป็น "ผู้สร้างคอนเทนต์" ทันทีที่มีโอกาส 

2. ครีเอเตอร์ไม่ได้มีแค่ในกรุงเทพฯ

ความเชื่อเดิมที่ว่าคนทำสื่อต้องอยู่กรุงเทพฯ กำลังถูกลบล้าง ข้อมูลชี้ชัดว่า 1 ใน 4 ของครีเอเตอร์ไทยอาศัยอยู่ในต่างจังหวัด ปัจจัยหลักคือการมาถึงของ Live Commerce ที่ทำให้คนตัวเล็กๆ สามารถสร้างรายได้จากที่บ้าน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ครีเอเตอร์สายกินในจังหวัดโคราช ที่รีวิวร้านอาหารท้องถิ่น รับเงินโฆษณาจากร้านในจังหวัด และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ตามรอย นี่คือโมเดลของ Local Economy ที่กระจายเม็ดเงินสู่ภูมิภาคได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องผ่านเอเจนซีในกรุงเทพ 

3. กับดักอาชีพอิสระ

แม้ตัวเลขการเติบโตจะดูไปได้สวย แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ด้านที่คุณขจรสะท้อนออกมา:

  • ครีเอเตอร์ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอาชีพอิสระ: ทำให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกรรมทางการเงิน คุณขจรเลาว่าตนเองได้ลาออกมาทำครีเอเตอร์เมื่อ 13 ปีก่อน มีรายได้มากกว่างานประจำ แต่ “กู้เงินซื้อบ้านไม่ได้” และในเอกสารราชการเวลาไปต่างประเทศ ไม่รู้จะกรอกช่องอาชีพว่าอะไร ในขณะที่ต่างประเทศมีระบุเลยว่าเป็น Professional Content Creator
  • ไร้สวัสดิการ: คนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่วงการนี้ต้องพึ่งพาตนเอง ส่งประกันสังคมมาตราอิสระ สิทธิการลาคลอดหรือสวัสดิการพื้นฐานแทบเป็นศูนย์
  • การศึกษาที่ตามไม่ทัน: โลกคอนเทนต์เปลี่ยนเทรนด์ทุกปี จาก 2 ปีก่อน สอนทำคลิปยาวลง YouTube, ปีที่แล้วสอนทำคลิปสั้น, ปีนี้ต้องทำคอนเทนต์ด้วย AI ทำให้บัณฑิตจบใหม่ต้องมา Re-skill หน้างานใหม่ทั้งหมด

ผลสำรวจพบว่า สิ่งที่ครีเอเตอร์อยากได้มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ

  • การบรรจุเป็นอาชีพ (58.8%)
  • การศึกษา (57.3%)
  • สิทธิลดหย่อนภาษี (54.7%)

4. Creative Economy ไปสู่ Creator Economy

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ชี้ให้เห็นว่า หากไทยยังพึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรแบบเดิม (ข้าว, ยางพารา) เราจะไม่สามารถแข่งขันกับเวียดนามหรือจีนได้ ทางรอดเดียวคือการเปลี่ยนจาก Creative Economy ไปสู่ Creator Economy

ถอดบทเรียนจากเกาหลีใต้และอินเดีย ไทยต้องเลิกขายแค่สินค้า แต่ต้องขาย "ความเชื่อและเรื่องราว" ภาคท่องเที่ยวต้องเลิกนับจำนวนคน แต่หันมาเน้นคุณภาพ ผ่านประสบการณ์ที่ Exclusive ซึ่งครีเอเตอร์คือหัวใจสำคัญในการเล่าเรื่องเหล่านี้เพื่อเพิ่มมูลค่า

Quick Win ที่ต้องเร่งทำ: กองทุนพัฒนาสื่อสื่อฯ ได้ปรับรูปแบบการให้ทุนใหม่ เพื่อไม่ให้รายย่อยต้องแข่งกับรายใหญ่ โดยแบ่งเป็น ทุนสนับสนุน 5 ประเภท 

  • ทุนบุคคลธรรมดา: ให้รายละไม่เกิน 5 แสนบาท เจาะจง 5 กลุ่ม (เด็ก, ผู้สูงอายุ, คนพิการ, ศิลปิน และ Influencer/YouTuber)
  • ทุน Startup: สำหรับนิติบุคคลรายใหม่ (ไม่เกิน 2 ล้านบาท)
  • ทุนเชิงยุทธศาสตร์: สำหรับบริษัทมืออาชีพ
  • ทุนความร่วมมือ: กับมหาวิทยาลัย/หน่วยงานรัฐ
  • ทุนโครงการใหญ่: ร่วมทุนกับแพลตฟอร์มระดับโลก

5. บทบาทภาคการศึกษา ต้องสร้างคนและทักษะ

รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เน้นย้ำว่า หน้าที่ของ อว. คือการพัฒนา "คน" และ "ระบบสนับสนุน"

  • สร้างกระบวนการคิด: ครีเอเตอร์ต้องคิดเป็นระบบและสร้างมูลค่าได้ เหมือนวิธีคิดของญี่ปุ่นที่สร้างสตอรี่จนขายได้ทั่วโลก
  • New Skill (ในระบบ): สนับสนุนนิสิตนักศึกษา (ปี 1-4) ให้เรียนรู้แบบ Project-based มากขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะการนั่งฟังบรรยาย แต่ต้องได้ลงมือทำจริง หรือร่วมงานกับผู้ประกอบการจริง
  • Upskill/Reskill (นอกระบบ): รองรับคนที่จบไปแล้ว หรือผู้สูงอายุ (เช่น วัยเกษียณ 60+) ให้สามารถกลับมาเรียนรู้เพื่อเป็น Creator ได้ 
  • Creator Lab: สนับสนุนงบประมาณสร้างพื้นที่และอุปกรณ์ให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อให้ครีเอเตอร์ในพื้นที่เข้าถึงเครื่องมือและทรัพยากร 

6. กับดักอัลกอริทึม และมาตรฐานวิชาชีพ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญจาก คุณสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore สะท้อนปัญหาใหญ่ของวงการสื่อไทยว่า "อัลกอริทึมคือผู้ชี้ชะตา" โดยแพลตฟอร์มต่างชาติมักมุ่งเน้นรายได้มากกว่าสุขภาวะ จึงออกแบบระบบให้ดันคอนเทนต์ดราม่าหรือความรุนแรงที่เรียกยอด Engagement ได้สูงภายใน 24 ชั่วโมงแรก 

ทำให้คอนเทนต์สร้างสรรค์ที่มีคุณภาพถูกปิดกั้นและจมหายไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคนในสังคม เพื่อแก้ไขปัญหานี้จึงเสนอแนวทาง "Techno-politics" ให้ภาครัฐใช้กลไกทางกฎหมายเจรจากับแพลตฟอร์มเช่นเดียวกับโมเดลของ EU หรือจีน เพื่อใช้การสะกิดให้อัลกอริทึมเพิ่มน้ำหนักการแสดงผลแก่คอนเทนต์สร้างสรรค์และการศึกษา โดยไม่กระทบรายได้แพลตฟอร์มจนเกินไปควบคู่ไปกับการจัดระเบียบใหม่ด้วยการเลิกเหมารวมผู้ทำผิดกฎหมายว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์ แต่ต้องเรียกว่า "อาชญากร" อย่างชัดเจน พร้อมสร้างระบบคัดกรองตัวตน (KYC) โดยภาคเอกชน และออกใบรับรองวิชาชีพโดยภาคการศึกษา เพื่อการันตีคุณภาพและจริยธรรม 

ทั้งนี้คุณสุวิตา แนะนำว่าต้องแบ่งบทบาทให้ชัดเจน เช่นภาครัฐควรกำกับดูแลและสนับสนุนงบประมาณโดยไม่ลงมาทำแพลตฟอร์มเอง ส่วนภาคเอกชนทำหน้าที่พัฒนาระบบกลไกตลาดและภาคการศึกษาเน้นการสร้างคน 

บทสรุป

เสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วนชี้ชัดว่า Creator Economy ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป แต่เป็นวาระแห่งชาติที่ไทยมีต้นทุนเดิมที่ดีอยู่แล้ว ทั้งทักษะคนและความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่ขาดคือ "การรวมกลุ่ม" เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

การเตรียมจัดตั้ง "สมาคมผู้ผลิตคอนเทนต์แห่งประเทศไทย" จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญ หากภาครัฐปลดล็อกกฎหมาย ภาคการศึกษาสร้างคน และภาคเอกชนสร้างมาตรฐาน ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนสถานะจากผู้เสพคอนเทนต์อันดับต้นๆ ของโลก ให้กลายเป็นผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด  

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

LinkedIn จัดอันดับ 25 งานโตเร็วในปี 2026 สะท้อนทิศทางตลาดแรงงานยุค AI ใครได้ไปต่อ ใครเริ่มชะลอ และงานแบบไหนที่ตลาดต้องการสูงสุด

รายงาน Jobs on the Rise 2026 จาก LinkedIn เผย 25 งานที่เติบโตเร็วที่สุดในสหรัฐฯ ชี้ชัดว่า AI ครองอันดับ แต่งานโลกจริงยังจำเป็น สายที่ปรึกษาโตแรง และตลาดแรงงานกำลังให้รางวัลกับคนที่...

Responsive image

NIA เผย 3 เทรนด์นวัตกรรม 9 อุตสาหกรรมน่าจับตา ปี 69 พร้อม 4 นโยบายพัฒนาศักยภาพธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

เผย 3 เทรนด์นวัตกรรมแห่งปี รวม 9 อุตสาหกรรมน่าจับตา โดย NIA อาทิ Agentic AI, Carbon Accounting, Pet Economy, Silver Solution พร้อมด้วยนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในปี 2569...

Responsive image

ไทย-อินเดีย จับมือเปิดตลาดส่งออกสินค้าบริการรักษ์โลก วัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ ฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อม สร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) จับมือองค์กรธุรกิจอินเดีย ลงนามความตกลงการยอมรับร่วม (MRA) ด้านฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อม ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่ตลาดอินเดีย ภายใต้นโยบาย SDG Toget...