ผ่าแผน สทน. สู่ทศวรรษใหม่ ดันไทยเป็น 'Supply Chain' นิวเคลียร์โลก

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘นิวเคลียร์’ ภาพแรกในหัวของใครหลายคนอาจหนีไม่พ้นเรื่องราวของสงครามโลกหรือสารกัมมันตรังสี... แต่รู้หรือไม่ว่า ในความเป็นจริง เทคโนโลยีนี้คือ Deep Tech ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอุตสาหกรรมไทย และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยชีวิตผู้คน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตมาอย่างยาวนานโดยที่เราอาจไม่เคยรู้ตัว

ล่าสุด สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้ตอกย้ำวิสัยทัศน์นี้ผ่านงานเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ในเวที INST2026 ภายใต้แนวคิด Nuclear Technology for the Sustainable Future ประกาศความพร้อมในการก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ดัน 6 เทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมปูทางสู่ SMR (Small Modular Reactor) นวัตกรรมที่จะมาเป็น Game Changer ด้านพลังงานสะอาดของประเทศไทย

ไขความลับผ่าน 5 เบาะแสนิวเคลียร์ในฐานะ Unseen Hero

เพื่อสลัดภาพจำเดิมและแสดงให้เห็นถึง Use Case ที่เกิดขึ้นจริง งานเริ่มต้นด้วยวิดีโอสั้นสไตล์ข่าวสืบสวน พาผู้ชมไปตามหาผู้อยู่เบื้องหลังที่ช่วยให้คนไทยรอดพ้นจากหลากหลายวิกฤต ผ่าน 5 เบาะแสสำคัญซึ่งล้วนเป็นผลงานของ สทน. ได้แก่

  1. ปลดล็อกการส่งออกผลไม้ไทย: ตั้งแต่ปี 2550 มังคุดไทยสามารถเจาะตลาดสหรัฐฯ ได้สำเร็จ เพราะผ่านการฉายรังสีรับรองความปลอดภัย (เครื่องหมาย Radura) โดย สทน. ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวในประเทศที่รับตรวจสอบให้กรมวิชาการเกษตร
  2. ความหวังใหม่ของผู้ป่วยมะเร็ง: สารเภสัชรังสีที่ใช้รักษามะเร็ง (เช่น การกลืนแร่) ผลิตขึ้นจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของ สทน. ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยจำนวนมาก
  3. เทคโนโลยีสู้ภัยแล้ง: การใช้เทคนิคไอโซโทปเข้ามาช่วยชี้เป้าพิกัดเจาะน้ำบาดาลและประเมินปริมาณน้ำได้อย่างแม่นยำ พลิกฟื้นพื้นที่แล้งซ้ำซากให้มีน้ำทำเกษตรได้ตลอดปี
  4. ลดต้นทุนอุตสาหกรรมด้วยรังสีสแกน: เมื่อกำลังการผลิตของโรงงานตกโดยหาสาเหตุไม่ได้ ทีมงานใช้รังสีแกมมาสแกนหอกลั่นขณะเครื่องจักรกำลังทำงาน ช่วยชี้เป้าจุดที่ถาดมีปัญหาได้แม่นยำ วางแผนซ่อมบำรุงได้ตรงจุดและลดความสูญเสียมหาศาล
  5. ปราการด่านสุดท้ายของอาหารนำเข้า: วัตถุดิบอย่างแซลมอนหรืออาหารนำเข้าต่างๆ ต้องผ่านการสุ่มตรวจความปลอดภัยจาก สทน. ก่อนยื่นรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ร้านอาหารและผู้บริโภค

Roadmap อนาคต 6 เสาหลักแห่งทศวรรษใหม่

จากรากฐานที่แข็งแกร่ง สทน. ได้ประกาศทิศทางเชิงกลยุทธ์สำหรับ 20 ปีข้างหน้า โดยแบ่งเป็น 6 แกนหลัก เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนของประเทศ ได้แก่:

  • Future Energy (พลังงานแห่งอนาคต)
  • Future Nuclear Energy (ความมั่นคงทางพลังงาน)
  • Precision Medicine (การแพทย์แม่นยำ)
  • Future Trusted Thailand (การยืนยันอัตลักษณ์สินค้าไทย)
  • Future Heritage (การอนุรักษ์มรดกของชาติ)
  • Future Safety (ความปลอดภัยขั้นสูงสุด)

รองศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. ได้ขึ้นกล่าวตอกย้ำถึงภารกิจของสถาบันที่ก่อตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 โดยมีเป้าหมายเพื่อวิจัย พัฒนา ถ่ายทอด และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์

"ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา สทน. ได้สร้างผลงานที่จับต้องได้ในหลากหลายมิติ ทั้งการแพทย์ การเกษตร อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการจัดการกากกัมมันตรังสี งานในวันนี้คือการแสดงศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ของไทยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างสันติและปลอดภัยสูงสุด"

ไฮไลต์สำคัญของงานนี้คือการขึ้นเวทีของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่มาร่วมพลิกมุมมองระดับประเทศ ท่านเล่าถึงจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจว่า เกิดขึ้นเมื่อครั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเยือนเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันทดลอง Tokamak ซึ่งนำมาสู่คำถามใหญ่ที่ว่า ทำอย่างไรไทยถึงจะมีเทคโนโลยีขั้นสูงแบบนี้เป็นของตัวเองบ้าง

ดร.ยศนันท์ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการสื่อสารว่า คำศัพท์เฉพาะทางอย่างซินโครตรอนหรือนิวเคลียร์ มักทำให้คนทั่วไปรู้สึกกลัวและเข้าไม่ถึง แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้คำว่า SMR (Small Modular Reactor) หรือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก ภาพลักษณ์จะดูเป็นมิตรและสื่อสารได้ง่ายขึ้นทันที นี่จึงเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่กระทรวง อว. จะนำมาใช้เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ว่า เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันนั้นมีความปลอดภัยและก้าวล้ำไปไกลมากแล้ว

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือกลยุทธ์การเดินหมากของไทยบนเวทีโลก จากประสบการณ์ที่ท่านเพิ่งไปเยือนฝรั่งเศสและได้ดูงานบริษัทพัฒนา SMR รุ่นใหม่ที่โดดเด่นเรื่องการลดกากนิวเคลียร์ ดร.ยศนันท์ เสนอว่าไทยควรใช้จังหวะนี้เดินเกมแบบ Science Diplomacy หรือการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ นั่นคือการคงจุดยืนความเป็นกลางและเปิดรับความร่วมมือจากทุกมหาอำนาจ ทั้งฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ยุโรป จีน และสหรัฐฯ เพื่อเฟ้นหาเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาปรับใช้ พร้อมกับสร้างความสามารถให้คนไทยพึ่งพาตัวเองได้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ต้องยอมรับคือ วันนี้ไทยอาจจะยังสร้างระบบนี้เองแบบ 100% ไม่ได้ ซึ่ง ดร.ยศนันท์ ได้เน้นย้ำอย่างตรงไปตรงมาว่า "เรื่องที่วันนี้เรายังทำเองไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าไม่มีความรู้ แต่ติดที่งบประมาณ... ถ้ามีเงินก็ทำได้ แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่มีความรู้ที่จะทำ"

ดังนั้น ในระหว่างที่รอให้พร้อมทั้งเรื่องเงินทุนและกฎระเบียบ ทางออกที่ฉลาดที่สุดคือการพาประเทศเข้าไปอยู่ในสมการนี้ โดยวางตัวเป็น Supply Chain หรือ ศูนย์ทดสอบ ให้กับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อไม่ให้ไทยต้องตกรถไฟขบวนนี้ พร้อมกันนี้ ท่านยังได้ทิ้งท้ายความตั้งใจว่า ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า จะต้องเป็นช่วงเวลาแห่งการรวมพลัง ดึงตัวนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรหัวกะทิของไทยที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ให้มาร่วมมือกันขับเคลื่อนอนาคตพลังงานของประเทศอย่างจริงจัง

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

หมดยุคสมาธิสั้น Instagram จะทดสอบ ‘คลิปยาว 90 นาที’ ชี้ต้องการกันให้คนไม่หลุดไป Youtube

Instagram แก้เกมคลิปสั้น ซุ่มทดสอบอัปโหลดวิดีโอยาว 90 นาที ผูก Reels เป็นเหยื่อล่อคลิกเดียวดูคลิปเต็ม พร้อมฟังก์ชันเซฟไปเปิดดูบน Smart TV ท้าชน YouTube เต็มตัว...

Responsive image

12 องค์กรไทยคว้ารางวัล ASOCIO Digital & AI Awards 2026 จากสมาพันธ์ ASOCIO (Asian-Oceanian Computing Industry Organization)

สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) ร่วมแสดงความยินดีกับ 12 องค์กรไทยที่ได้รับรางวัล ASOCIO Digital & AI Awards 2026 จากสมาพันธ์ ASOCIO ในพิธีที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 6 ต...

Responsive image

เมืองไทยประกันชีวิต ครองอันดับ 1 Social Power Brand กลุ่มประกันชีวิต 3 ปีติด จาก BrandAge

เมืองไทยประกันชีวิต ได้รับรางวัลอันดับ 1 2026 Thailand’s Social Power Brand กลุ่มประกันชีวิต จาก BrandAge ครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 (2024–2026)...