เมื่อพูดถึงคำว่า ‘นิวเคลียร์’ ภาพแรกในหัวของใครหลายคนอาจหนีไม่พ้นเรื่องราวของสงครามโลกหรือสารกัมมันตรังสี... แต่รู้หรือไม่ว่า ในความเป็นจริง เทคโนโลยีนี้คือ Deep Tech ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอุตสาหกรรมไทย และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยชีวิตผู้คน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตมาอย่างยาวนานโดยที่เราอาจไม่เคยรู้ตัว

ล่าสุด สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้ตอกย้ำวิสัยทัศน์นี้ผ่านงานเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ในเวที INST2026 ภายใต้แนวคิด Nuclear Technology for the Sustainable Future ประกาศความพร้อมในการก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ดัน 6 เทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมปูทางสู่ SMR (Small Modular Reactor) นวัตกรรมที่จะมาเป็น Game Changer ด้านพลังงานสะอาดของประเทศไทย
เพื่อสลัดภาพจำเดิมและแสดงให้เห็นถึง Use Case ที่เกิดขึ้นจริง งานเริ่มต้นด้วยวิดีโอสั้นสไตล์ข่าวสืบสวน พาผู้ชมไปตามหาผู้อยู่เบื้องหลังที่ช่วยให้คนไทยรอดพ้นจากหลากหลายวิกฤต ผ่าน 5 เบาะแสสำคัญซึ่งล้วนเป็นผลงานของ สทน. ได้แก่
จากรากฐานที่แข็งแกร่ง สทน. ได้ประกาศทิศทางเชิงกลยุทธ์สำหรับ 20 ปีข้างหน้า โดยแบ่งเป็น 6 แกนหลัก เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนของประเทศ ได้แก่:
รองศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. ได้ขึ้นกล่าวตอกย้ำถึงภารกิจของสถาบันที่ก่อตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 โดยมีเป้าหมายเพื่อวิจัย พัฒนา ถ่ายทอด และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์
"ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา สทน. ได้สร้างผลงานที่จับต้องได้ในหลากหลายมิติ ทั้งการแพทย์ การเกษตร อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการจัดการกากกัมมันตรังสี งานในวันนี้คือการแสดงศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ของไทยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างสันติและปลอดภัยสูงสุด"
ไฮไลต์สำคัญของงานนี้คือการขึ้นเวทีของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่มาร่วมพลิกมุมมองระดับประเทศ ท่านเล่าถึงจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจว่า เกิดขึ้นเมื่อครั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเยือนเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันทดลอง Tokamak ซึ่งนำมาสู่คำถามใหญ่ที่ว่า ทำอย่างไรไทยถึงจะมีเทคโนโลยีขั้นสูงแบบนี้เป็นของตัวเองบ้าง
ดร.ยศนันท์ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการสื่อสารว่า คำศัพท์เฉพาะทางอย่างซินโครตรอนหรือนิวเคลียร์ มักทำให้คนทั่วไปรู้สึกกลัวและเข้าไม่ถึง แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้คำว่า SMR (Small Modular Reactor) หรือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก ภาพลักษณ์จะดูเป็นมิตรและสื่อสารได้ง่ายขึ้นทันที นี่จึงเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่กระทรวง อว. จะนำมาใช้เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ว่า เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันนั้นมีความปลอดภัยและก้าวล้ำไปไกลมากแล้ว
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือกลยุทธ์การเดินหมากของไทยบนเวทีโลก จากประสบการณ์ที่ท่านเพิ่งไปเยือนฝรั่งเศสและได้ดูงานบริษัทพัฒนา SMR รุ่นใหม่ที่โดดเด่นเรื่องการลดกากนิวเคลียร์ ดร.ยศนันท์ เสนอว่าไทยควรใช้จังหวะนี้เดินเกมแบบ Science Diplomacy หรือการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ นั่นคือการคงจุดยืนความเป็นกลางและเปิดรับความร่วมมือจากทุกมหาอำนาจ ทั้งฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ยุโรป จีน และสหรัฐฯ เพื่อเฟ้นหาเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาปรับใช้ พร้อมกับสร้างความสามารถให้คนไทยพึ่งพาตัวเองได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ต้องยอมรับคือ วันนี้ไทยอาจจะยังสร้างระบบนี้เองแบบ 100% ไม่ได้ ซึ่ง ดร.ยศนันท์ ได้เน้นย้ำอย่างตรงไปตรงมาว่า "เรื่องที่วันนี้เรายังทำเองไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าไม่มีความรู้ แต่ติดที่งบประมาณ... ถ้ามีเงินก็ทำได้ แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่มีความรู้ที่จะทำ"
ดังนั้น ในระหว่างที่รอให้พร้อมทั้งเรื่องเงินทุนและกฎระเบียบ ทางออกที่ฉลาดที่สุดคือการพาประเทศเข้าไปอยู่ในสมการนี้ โดยวางตัวเป็น Supply Chain หรือ ศูนย์ทดสอบ ให้กับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อไม่ให้ไทยต้องตกรถไฟขบวนนี้ พร้อมกันนี้ ท่านยังได้ทิ้งท้ายความตั้งใจว่า ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า จะต้องเป็นช่วงเวลาแห่งการรวมพลัง ดึงตัวนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรหัวกะทิของไทยที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ให้มาร่วมมือกันขับเคลื่อนอนาคตพลังงานของประเทศอย่างจริงจัง
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด