แม่กุญแจคือความเปลี่ยนแปลง ลูกกุญแจคือการคิดการค้าใหม่ สรุปแนวคิด 'กุญแจ 4 ดอก' ของคุณศุภจีที่ชวนไขประตูเศรษฐกิจไทย

ในสัปดาห์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีปาฐกถาพิเศษหัวข้อ 'พลิกโฉมการค้าแห่งอนาคต' ในงาน KBank x Techsauce: Empower the Future Economy งานคู่ขนาน (Affiliate Program) ของการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569

โจทย์ที่คุณศุภจีตั้งไว้คือ ไทยจะคิดเรื่องการค้าใหม่อย่างไร เพื่อเปลี่ยนความเปลี่ยนแปลงของโลกให้เป็นโอกาสเติบโต คุณศุภจีตอบผ่านภาพกุญแจ ว่าความเปลี่ยนแปลงอาจเป็นแม่กุญแจที่ปิดประตูการค้าแบบเดิม แต่ถ้ามองให้เป็น มันก็เป็นลูกกุญแจที่ไขประตูบานใหม่ได้

ความเปลี่ยนแปลงคือแม่กุญแจ การคิดการค้าใหม่คือลูกกุญแจ และการเติบโตรออยู่หลังประตูบานนั้น

จากภาพนี้ คุณศุภจีแจกแจงเป็น 'กุญแจ 4 ดอก' ที่ไทยใช้คิดเรื่องการค้าใหม่ ได้แก่ Rethink Partnerships, Redefine Value, Rewire Trade และ Rebuild Trust & Resilience แต่ละดอกไขประตูการเติบโตคนละบาน

โลกเลือกคู่ค้าจากความน่าเชื่อถือ ไม่ได้ดูแค่ราคา

ก่อนจะไปทำความเข้าใจเรื่องกุญแจ 4 ดอก คุณศุภจีเริ่มจากแผนที่การค้าโลกที่เปลี่ยนไป 4 เรื่อง คือโลกหลายขั้ว กติกาการค้าใหม่ AI และดิจิทัล ตลอดจนความยั่งยืนและความมั่นคง คุณศุภจีระบุว่าในโลกหลายขั้ว หลายประเทศถูกบีบให้เลือกข้างทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน จึงเร่งลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง การเลือกคู่ค้าจากต้นทุนเพียงอย่างเดียวจึงไปต่อไม่ได้ คุณศุภจีบอกว่ากติกาการแข่งขันขยับจากต้นทุนต่ำสุดสู่ความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน และจากการขายสินค้าสู่การขายคุณค่า มาตรฐาน และความไว้วางใจ

ในมุมของคุณศุภจี ไทยยืนอยู่ในตำแหน่งที่น่าสนใจ ด้วยนโยบายที่เป็นกลาง ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน และถูกมองเป็นคู่ค้าที่ไว้วางใจได้ (Trusted Partner) คุณศุภจีระบุว่าการส่งออกกว่า 1 ใน 3 พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และจีน ซึ่งมีทิศทางนโยบายต่างกัน แต่ระบุว่าการส่งออกของไทย 8 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัว 18.9% และโตในเกือบทุกตลาด คุณศุภจีอ่านตัวเลขนี้ว่าในโลกหลายขั้ว การเป็นพันธมิตรกับทุกฝ่ายได้ผลจริง

กุญแจดอกแรก Rethink Partnerships มาจากแนวคิดนี้ คุณศุภจีเสนอให้ไทยเลือกพันธมิตรที่เชื่อใจได้บนหลักผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) และเปลี่ยนจากคู่ค้าที่คุยกันแค่ว่าใครขายอะไรให้ใคร ไปเป็นพันธมิตรที่ร่วมออกแบบ ผลิต และส่งออกไปยังตลาดที่สามด้วยกัน คุณศุภจีเรียกแนวทางนี้ว่า Co-creation

จาก 'ไทยมีอะไร' เป็น 'โลกต้องการอะไร'

กุญแจดอกที่สอง Redefine Value เริ่มที่คำถามที่ไทยถามตัวเอง คุณศุภจีเสนอให้เปลี่ยนจาก "ไทยมีอะไร" เป็น "โลกต้องการอะไร" ให้ตลาดนำการผลิต แล้วสร้างมูลค่าด้วยแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา การออกแบบ มาตรฐาน และประสบการณ์

ท่านขยายภาพด้วยตัวอย่างหลายภาคส่วน ข้าวขาวที่แข่งกันด้วยราคาขยับไปเป็นข้าวพรีเมียม ข้าวเพื่อสุขภาพ และข้าวประณีต อาหารทั่วไปขยับไปเป็นอาหารฟังก์ชันสำหรับสังคมสูงวัย ผลไม้สดที่ต้องรีบขายตามฤดูกาลขยับไปเป็นผลไม้แปรรูปที่มีแบรนด์และขายได้ทั้งปี ท่านบอกว่าหลักคิดเดียวกันใช้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการได้ด้วย

ท่านเน้นว่าการสร้างคุณค่าหมายถึงการทำให้สิ่งที่ไทยเสนอมีความหมายต่อผู้ซื้อมากขึ้น ไม่ได้หมายถึงการขายของให้แพงขึ้นทุกอย่าง

SMEs คือผู้ส่งออกส่วนใหญ่ แต่มูลค่าส่งออกยังน้อย

กุญแจดอกที่สาม Rewire Trade มองการค้าเป็นสะพานที่เชื่อมเงินทุน เทคโนโลยี และคน นโยบายการค้าจึงต้องเดินไปพร้อมกับการส่งเสริมการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการพัฒนากำลังคน

ด้านเงินทุน ท่านระบุว่าคำขอรับส่งเสริมการลงทุนครึ่งแรกของปีนี้มีมูลค่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% และกว่า 3 ใน 4 เป็นกิจการดิจิทัล โจทย์ถัดไปคือทำให้คำขอเหล่านี้กลายเป็นการลงทุนจริง ด้านเทคโนโลยี ท่านเอ่ยถึงความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN DEFA) ที่ท่านระบุว่าจะทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนโตจาก 1 เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573

ด้านคน ท่านหยิบตัวเลขของ SMEs ขึ้นมา SMEs เป็นผู้ส่งออกกว่า 2 ใน 3 ของผู้ส่งออกทั้งหมด แต่มีสัดส่วนมูลค่าส่งออกเพียง 12% โดยภารกิจของภาครัฐไว้ที่การเสริมศักยภาพให้ SMEs แข่งขันได้

สิ่งที่ท่านอยากเห็นคือ SMEs ไทยเปลี่ยนตัวเอง 5 เรื่อง จากแข่งด้วยราคาสู่แข่งด้วยคุณค่า จากขายสินค้าสู่สร้างแบรนด์และประสบการณ์ จากตัดสินใจด้วยประสบการณ์สู่ใช้ข้อมูลและ AI จากขายช่องทางเดียวสู่เชื่อมทุกช่องทาง และจากทำงานลำพังสู่การสร้างเครือข่ายและพันธมิตร ท่านชี้ว่านี่คือจุดที่ภาคการเงินและภาคเทคโนโลยีเข้ามาเป็นพันธมิตรได้มากที่สุด 

จากทำตามกติกา สู่การใช้มาตรฐานเป็นจุดขาย

กุญแจดอกสุดท้าย Rebuild Trust & Resilience เริ่มจากมุมที่ท่านมองว่าความยั่งยืนกลายเป็นกติกาใหม่ของการค้าโลก มาตรฐานคาร์บอนและการตรวจสอบย้อนกลับเป็นเงื่อนไขทางการค้าไปแล้ว ท่านเสนอให้ไทยมองสิ่งนี้เป็นแต้มต่อ และเปลี่ยนจาก Compliance คือการทำตามกติกา ไปสู่ Competitiveness คือการใช้มาตรฐานและความโปร่งใสเป็นจุดขาย

ท่านมองว่าความยืดหยุ่นคือการมีทางเลือกหลายทาง ทั้งตลาด ผู้ซื้อ และห่วงโซ่อุปทาน ส่วนภาคเอกชนที่ต้องปรับตัวตามกติกาใหม่ ท่านระบุว่าไม่ต้องเดินลำพัง ภาครัฐพร้อมสนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่านการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ขณะที่ภาคการเงินมีบทบาทผ่าน Green Finance และ Trade Finance ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน

ไม่มีใครถือกุญแจครบทุกดอก

ในช่วงท้าย คุณศุภจีเปลี่ยนจากการเล่าว่าไทยคิดอะไร มาเป็นการชวนคู่ค้า นักลงทุน และภาคการเงินเข้ามาร่วมมือ ท่านแบ่งความร่วมมือเป็น 3 ด้าน คือ

1.การลงทุนและการผลิต โดยใช้ไทยเป็นฐานสู่อาเซียนและตลาดที่สาม 

2.การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีอยู่ ควบคู่กับ DEFA ที่ท่านระบุว่ากำลังจะลงนาม 

3.ความร่วมมือกับภาคการเงินและภาคเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุน SMEs ส่วนรัฐบาลระบุว่าจะเร่งเปิดตลาดและลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ

ท่านบอกว่าคู่ค้าทั่วโลกก็กำลังมองหา Trusted Partner เช่นกัน คำถามของคู่ค้าจึงขยับจากว่าจะซื้อขายอะไรกัน ไปเป็นว่าจะเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของกันและกันได้อย่างไร ภาพกุญแจกลับมาอีกครั้งตรงนี้

ประตูแห่งการเติบโตจะเปิดได้ก็ต่อเมื่อเราไขไปพร้อมกัน


คุณศุภจีบอกว่าไทยถือกุญแจบางดอก คือที่ตั้ง ตลาด และความเป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย ส่วนกุญแจอีกหลายดอก ทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายทั่วโลก อยู่ในมือของผู้ฟัง ท่านปิดปาฐกถาด้วยการเชิญทุกท่านมาร่วมไขประตูบานนี้ด้วยกัน เพื่อ Empower the Future Economy

อ้างอิง : ปาฐกถาพิเศษ 'พลิกโฉมการค้าแห่งอนาคต สร้างโอกาสในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่' ของคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในงาน KBank x Techsauce: Empower the Future Economy 14 ตุลาคม 2569

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เศรษฐกิจแห่งอนาคตเป็นสิ่งที่เราทุกคนมีส่วนร่วมสร้างขึ้นได้ สรุปมุมมองจากคุณขัตติยา อินทรวิชัย ซีอีโอกสิกรไทย ในงาน 'Empower the Future Economy

ธนาคารกสิกรไทยร่วมกับ Techsauce จัดงาน 'KBank x Techsauce: Empower The Future Economy' ที่กรุงเทพฯ ในฐานะกิจกรรมคู่ขนาน (Affiliate Program) ของการประชุม IMF-World Bank Group Annual...

Responsive image

ไทยจับมือ IMF-ธนาคารโลก เปิดตัว ‘Bangkok Blueprint’ กางแผนรับมือภัยมิจฉาชีพ

IMF และกลุ่มธนาคารโลก (WBG) จึงร่วมกับไทยเปิดตัว 'Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Digital Services' ในการประชุมประจำปีที่กรุงเทพฯ เพื่อเป็นคู่มือเชิงนโยบายต้านภัยการเงินดิจิท...

Responsive image

กสิกรไทย จับมือ Techsauce จัดเวทีคู่ขนานการประชุม IMF–World Bank ปี 2569 ผนึกผู้นำระดับโลก ชูทุน–เทคโนโลยี–คน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

กสิกรไทยจับมือ Techsauce จัดงาน “KBank x Techsauce: EMPOWER THE FUTURE ECONOMY” เวทีคู่ขนานการประชุม IMF–World Bank 2569 รวมผู้นำจาก IFC, Standard Chartered Bank, Microsoft และ Acc...