
บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด (Techsauce) ผู้ขับเคลื่อนระบบนิเวศเทคโนโลยีในไทยและสภาหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) ประกาศลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญ เพื่อสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางธุรกิจและเทคโนโลยีของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล โดยมุ่งเน้นการใช้เครือข่ายธุรกิจต่างชาติที่เข้มแข็งของ JFCCT ผสานเข้ากับองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมระดับโลกของ Techsauce
โดยบันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีผลบังคับใช้เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือในการส่งเสริมกิจกรรมทางธุรกิจ การสร้างสรรค์องค์ความรู้ร่วมกัน (Co-creation) และการดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence), การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) และนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (Sustainability)
คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด เปิดเผยว่า
ความร่วมมือระหว่าง Techsauce และ JFCCT ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยให้เป็น 'Tech Gateway' ของภูมิภาคอย่างแท้จริง เราไม่ได้มองเพียงแค่การจัดงานอีเวนต์ แต่เรากำลังสร้างสะพานเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มทุนและธุรกิจข้ามชาติจากเครือข่ายของ JFCCT เข้ากับศักยภาพของสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการเทคโนโลยีในไทย เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดทักษะ (Knowledge Exchange) และการลงทุนที่จับต้องได้ โดยเฉพาะในด้าน AI และ Green Technology ซึ่งเป็นหัวใจหลักของความยั่งยืนในโลกยุคใหม่ เราเชื่อมั่นว่าการรวมพลังครั้งนี้จะช่วยสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของนวัตกรรม และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง
รายละเอียดของความร่วมมือในปี 2569 นี้ มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์และการแบ่งปันองค์ความรู้ผ่านการสัมมนาและประชุมโต๊ะกลมในหัวข้อสำคัญ อาทิ การกำกับดูแล AI อย่างมีจริยธรรมโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (AI with human-in-charge) การขับเคลื่อนธุรกิจที่ยั่งยืนเกินกว่ามาตรฐานความเชี่ยวชาญด้าน ESG และบทบาทของศูนย์ข้อมูล (Data Centres) โดย JFCCT จะเข้ามามีบทบาทในการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้นำธุรกิจต่างชาติกับผู้นำเทคโนโลยีไทยในงาน Techsauce Global Summit พร้อมทั้งจัดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารเพื่อเสริมสร้างความเป็นผู้นำในโลกที่ผันผวนและเรียนรู้เทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมดจะถูกขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการเศรษฐกิจดิจิทัล/ICT และคณะกรรมการการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDC) ของ JFCCT เป็นหลัก เพื่อประกันมาตรฐานและประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินโครงการ
ความร่วมมือนี้ยังครอบคลุมไปถึงการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลของประเทศไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด