ทำไมบางคนเลือกยุติการตั้งครรภ์​ ? เปิดอินไซต์ 12,000 เคส จาก ‘พักใจคลินิก’ ดาต้าใหม่ที่ได้จาก Telemedicine สะท้อนถึงวิกฤตเด็กเกิดใหม่ในไทย

ปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ 416,574 คน ต่ำสุดในรอบ 75 ปี ตัวเลขนี้ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนพยายามตอบคำถามเดิมซ้ำกันว่า 'ทำไมคนไทยไม่อยากมีลูก ?' ซึ่งตามมาด้วยออกมาตรการกระตุ้นการมีบุตร ลดหย่อนภาษี เงินอุดหนุน ฯลฯ เพื่อแก้วิกฤตประชากรไทยที่มีเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

แต่มีข้อมูลชุดสำคัญอันหนึ่ง ที่มักจะตกหล่นหายไปเมื่อพูดถึงวิกฤตเด็กเกิดใหม่นั่นคือ ข้อมูลของผู้หญิงที่ ‘ตั้งครรภ์แล้ว แต่ตัดสินใจไม่ไปต่อ’ ซึ่งระบบสุขภาพไม่เคยมีข้อมูลของคนกลุ่มนี้ในระดับที่นำมาวิเคราะห์เชิงนโยบายได้จริง

ล่าสุด ‘พักใจคลินิก’ คลินิกให้คำปรึกษาด้านการยุติการตั้งครรภ์ออนไลน์ฟรีผ่านสิทธิบัตรทอง (สปสช.) ได้รวบรวมรายงานสถิติผู้รับบริการผ่านระบบ Telemedicine กว่า 12,000 ราย ตั้งแต่ช่วงก่อนปี 2567 ถึงต้นปี 2569 ซึ่งผลลัพธ์จากบิ๊กดาต้าชุดนี้อาจเปลี่ยนภาพจำของสังคมไทยก็เป็นได้

ทำความรู้จัก ‘พักใจคลินิก’ คลินิกให้คำปรึกษายุติการตั้งครรภ์ออนไลน์ฟรีด้วยสิทธิบัตรทอง

หลายคนอาจจะสงสัยว่าข้อมูลเหล่านี้มาจากไหน ? ข้อมูลทั้งหมดนี้ได้รับการเปิดเผยโดย ‘พักใจคลินิก' ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่ให้บริการดูแลผู้หญิงที่ประสบปัญหาท้องไม่พร้อม โดยมีจุดเด่นคือการให้บริการในรูปแบบ Telemedicine หรือระบบแพทย์ทางไกลออนไลน์ ที่ช่วยให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้อย่างสะดวกและรักษาความเป็นส่วนตัวสูงสุด ผ่านทางเว็บไซต์ pakjai.org

ที่สำคัญ พักใจคลินิกให้บริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย ‘ฟรีทั่วประเทศไทย’ โดยได้รับการสนับสนุนภายใต้สิทธิบัตรทอง (สปสช.) 

เพื่อให้พวกเธอสามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตไปได้อย่างปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ ภายใต้กรอบกฎหมายไทยอย่างถูกต้อง การขยายแพลตฟอร์มนี้ไปทั่วประเทศทำให้เกิดฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่สะท้อนอินไซต์จริงในระบบสุขภาพเจริญพันธุ์ที่โรงพยาบาลแบบเดิมไม่เคยเก็บได้มาก่อน

ผลพลอยได้ที่สำคัญไม่แพ้บริการ คือ Data ที่สะท้อนจากเคสผู้ใช้บริการกว่า 12,000 ราย ที่ระบบสาธารณสุขแบบเดิมไม่มีทางเก็บได้ เพราะระบบเดิมมีจุดเชื่อมอยู่แค่ในเมืองใหญ่ พักใจคลินิกขยายบริการเป็น 24 ชั่วโมง ยึดหลัก 'เคียงข้างทุกการตัดสินใจ' และเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมี Dataset ของกลุ่มนี้ครบ 77 จังหวัดจริง ๆ

ไม่ใช่วัยรุ่นพลาดท้อง แต่คือคุณแม่ที่แบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว

ภาพจำที่สังคมไทยมักมองว่าคนทำแท้งคือวัยรุ่นใจแตก ซึ่งอีกมุมหนึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเลย เพราะข้อมูลเชิงลึกของผู้รับบริการของพักใจคลินิกแสดงอินไซต์ที่น่าสนใจว่า

  • 61.4% ของผู้ทำแท้งคือแม่ที่มีลูกอยู่แล้วอย่างน้อย 1 คน และ 30.4% มีลูกอยู่แล้วตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
  • อายุเฉลี่ยของผู้รับบริการคือ 27.5 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มวัยทำงานเต็มตัว โดยกลุ่มอายุ 20-39 ปี มีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 76% ของผู้รับบริการทั้งหมด
  • สถานภาพแต่งงานหรือมีคู่ครองครองแชมป์หลัก อยู่ที่ 44.2% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มคนโสดที่มีสัดส่วน 37.2%

ข้อมูลจากพักใจคลินิกแสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงเหล่านี้ไม่ใช่คนที่พลาด หรือไม่รับผิดชอบ แต่พวกเธอรู้ซึ้งดีในฐานะแม่ว่าการเลี้ยงเด็กหนึ่งคนในประเทศไทยปัจจุบันต้องใช้ทรัพยากร พลังงาน และค่าใช้จ่ายมหาศาล 

การเลือกยุติการตั้งครรภ์จึงเป็นการรับผิดชอบต่อลูกและครอบครัวที่มีอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้คุณภาพชีวิตต้องวิกฤตไปมากกว่าเดิม

พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่สอดคล้องกับรูปแบบทั่วโลก เช่น ข้อมูลจาก CDC สหรัฐฯ (2019) พบว่า 60% ของผู้หญิงที่ทำแท้งก็เป็นคุณแม่ที่มีลูกแล้วเช่นกัน

เงินอุดหนุน 600 บาท กับค่าครองชีพจริงครึ่งหมื่น

สถิตินี้กำลังตั้งคำถามกลับไปยังนโยบายกระตุ้นการมีบุตรของรัฐไทยปัจจุบันที่เน้นแจกเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด สิทธิลาคลอด หรือสนับสนุนการแต่งงาน เพราะปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างแรงจูงใจให้คนเริ่มมีลูกคนแรก แต่อยู่ที่ระบบรองรับครอบครัวที่มีลูกอยู่แล้วแต่ไปต่อไม่ไหว

ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยมหิดล (2568) ระบุว่า ผู้หญิงไทยกว่า 53% พร้อมจะมีลูกถ้าสถานะทางการเงินพร้อม สวนทางกับความเป็นจริงที่เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดของรัฐอยู่ที่ 600 บาทต่อเดือน แต่ต้นทุนการเลี้ยงดูเด็กจริงในปัจจุบันพุ่งสูงถึง 2,500 - 5,000 บาทต่อเดือน

หมายความว่า ช่องว่างระหว่างเงินอุดหนุนและค่าใช้จ่ายจริงต่างกัน 4 ถึง 8 เท่า

ดังนั้น กลุ่มที่หยุดมีลูกอาจไม่ใช่ 'คนที่ไม่อยากมีลูก' แต่คือ 'คนที่อยากมี’ แต่เมื่อพิจารณาจากบริบทด้านค่าใช้จ่ายในไทย และปัจจัยทางเศรษฐกิจแล้ว คนเป็นแม่ไม่สามารถไปต่อได้ ซึ่งเป็นคนละโจทย์กับการกระตุ้นคนที่ยังไม่เคยเป็นพ่อแม่ให้เริ่มมีลูก

กล่าวอีกมุมคือ นโยบายส่งเสริมการมีบุตรจะมีพลังมากขึ้น ถ้ามองกลุ่ม 61.4% ที่มีลูกอยู่แล้วเป็นเป้าหมายเช่นเดียวกับกลุ่มที่ยังไม่เคยเริ่ม การลงทุนในระบบรองรับครอบครัวที่มีลูกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นศูนย์เด็กเล็กที่เข้าถึงได้จริง ค่าเลี้ยงดูที่สมจริง การลาคลอดที่ใช้งานได้ อาจให้ผลลัพธ์ตรงเป้ามากกว่า

วิกฤตสุขภาพจิตเงียบ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน

รายงานของพักใจคลินิกยังได้ประเมินสุขภาพจิตของผู้รับบริการด้วยแบบฟอร์มมาตรฐาน PHQ-9 และพบตัวเลขที่น่ากังวลคือ

  • 73.0% รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีพลัง
  • 69.2% นอนหลับยากหรือนอนมากผิดปกติ
  • 58.6% มีภาวะซึมเศร้า หงุดหงิด และสิ้นหวัง

ที่น่าตกใจที่สุดคือ กลุ่มวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 19 ปี มีความคิดอยากตายหรือทำร้ายตัวเองสูงถึง 43.1% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอายุอื่นมากกว่า 2 เท่า 

ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมคือสาเหตุของภาวะซึมเศร้า แต่บอกว่าผู้หญิงที่เดินทางมาขอใช้บริการนี้อยู่ในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดในชีวิต และระบบสุขภาพจิตของไทยยังไม่ได้ออกแบบมารองรับจุดเชื่อมต่อนี้ 

ทำให้ทางคลินิกต้องปรับตัวด้วยการขยายบริการเป็น 24 ชั่วโมง เพื่อคอยอยู่เคียงข้างในทุกการตัดสินใจ

พลัง Telemedicine ทลายกำแพงภูมิศาสตร์และการสื่อสารในครอบครัว

ในระบบสาธารณสุขแบบเดิม ผู้หญิงในจังหวัดเล็ก ๆ มักเข้าไม่ถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยและถูกกฎหมายเนื่องจากข้อจำกัดทางโรงพยาบาลในพื้นที่ แต่ระบบออนไลน์ของพักใจคลินิกช่วยทลายข้อจำกัดนี้ โดยมีผู้รับบริการครอบคลุมครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ และมากกว่าครึ่งหนึ่ง (50.9%) อยู่นอกเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และพื้นที่ EEC 

นอกจากนี้ ความสะดวกและความเป็นส่วนตัวยังช่วยให้ผู้หญิงกว่า 51.6% เข้าถึงบริการได้ตั้งแต่อายุครรภ์ยังน้อย (น้อยกว่า 6 สัปดาห์) ซึ่งเป็นช่วงที่ปลอดภัยทางการแพทย์สูงสุด

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่รวบรวมเกี่ยวกับการตัดสินใจ กลับพบช่องว่างน่าสนใจ โดยผู้รับบริการ 50.1% ระบุว่ามีแฟนหรือสามีเป็นคนใกล้ชิดในการปรึกษา แต่ ผู้ชายฝั่งสายเลือดอย่าง ‘พ่อ หรือ พี่ชาย’ กลับมีสัดส่วนรวมกันไม่ถึง 3%

นี่คืออุปสรรคชิ้นใหญ่ในเชิงกฎหมายไทย เพราะผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปี จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองในการทำหัตถการทางการแพทย์ 

และหากต่ำกว่า 15 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากครอบครัวในการยุติการตั้งครรภ์ การที่วัยรุ่นไม่สามารถสื่อสารกับคนในครอบครัวได้ จึงกลายเป็นกำแพงบีบให้พวกเธอเข้าถึงบริการที่ปลอดภัยได้ยากกว่ากลุ่มอื่น

สิ่งที่ Data 12,000 ราย กำลังบอกเรา

ในวันที่ทั้งประเทศพยายามตอบว่า 'ทำไมคนไทยไม่อยากมีลูก' Data 12,000 ราย จากพักใจคลินิก กำลังเสนอมุมมองที่เราอาจมองข้ามไปคือ นั่นคือคนจำนวนมากที่กำลังตัดสินใจ 'ไม่มีลูกเพิ่ม' ไม่ใช่คนที่ไม่อยากเป็นพ่อแม่ แต่คือคนที่เคยเป็นพ่อแม่แล้ว 

คำถามที่ตามมาคือนโยบายส่งเสริมการมีบุตรของไทย ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ของคนกลุ่มไหน ?

อ้างอิง : Pakjai


ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รู้จัก CIC องค์กรที่สร้างระบบนิเวศ เพื่อเชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจและนวัตกรรมเข้าด้วยกัน

CIC หรือ Cambridge Innovation Center เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 โดยมีเป้าหมายหลักคือการสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมให้กับธุรกิจทุกระดับ ตั้งแต่สตาร์ทอัพ บริษัทที่กำลังเติบโต องค...

Responsive image

32 เครือข่ายร่วมกับ NIA อว. สร้าง 'Medical Innovation Hub' ลดพึ่งพาต่างชาติ ด้วยการสร้างและส่งออกนวัตกรรมการแพทย์เอง

NIA เปิดตัว 32 ภาคีเครือข่ายที่ร่วมยกระดับไทยจาก 'ผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้รับจ้างผลิต' สู่ 'ศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ (Medical Innovation Hub)' ที่สามารถออกแบบ พัฒนา และต่อยอด...

Responsive image

ททท. จับมือ Visa เปิดตัว Visa Destinations ดันไทยสู่จุดหมายระดับโลกที่เที่ยวง่าย จ่ายคล่อง

วีซ่าจับมือ ททท. ดันไทยเป็นตลาดแรกและประเทศเดียวในเอเชียแปซิฟิกที่ได้สถานะ Visa Destinations ระดับประเทศ ยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้าให้สะดวก ปลอดภัย และไร้รอยต่อ ครอบคลุม 8 เมืองหลั...