สนช.ผ่านร่างกฎหมาย "เก็บภาษีค้าขายออนไลน์" เปิดช่องสรรพากรตรวจสอบการโอนเงินได้

E-Commerce เตรียมตัว! สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่….) แก้ไขเพิ่มเติมประเด็นว่าด้วยการชำระเงินภาษีผ่านทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และการแจ้งรายละเอียดของบุคคล และนิติบุคคล เตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมายจริงในปี 2562

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมมที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่….) พ.ศ….. จำนวน 5 มาตรา ในวาระที่ 2 และ 3 หลังจากทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว

โดยมีสาระสำคัญ คือ มีการแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นว่าด้วยการชำระเงินภาษีผ่านทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และการแจ้งรายละเอียดของบุคคล และนิติบุคคล โดยจะเพิ่มช่องทางชำระภาษีผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท

ซึ่งในมาตรา 3 ของ พ.ร.บ. แก้ไขกฎหมายภาษีในฉบับนี้ได้กำหนดให้ สถาบันการเงินต้องรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะต่อกรมสรรพากร ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ถ้าธุรธรรมลักษณะเฉพาะนั้นเป็นธุรกรรมลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังนี้

  1. ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันแล้ว มากกว่าหรือเท่ากับ 3,000 ครั้งต่อปีขึ้นไป
  2. ฝากหรือรับโอนทุกบัญชีรวมกันแล้ว มากกว่าหรือเท่ากับ 400 ครั้ง และมียอดรวมเงินรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป

ทั้งนี้ นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน กมธ. ยืนยันว่าเป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุให้กรมสรรพากรพิจารณาการจัดเก็บภาษีที่ยั่งยืน และไม่สร้างภาระทางภาษีในอนาคต รวมถึงต้องการยกระดับธุรกิจ SME ด้วย ซึ่งไม่ถือเป็นการบังคับจนเกินไป แต่เพื่อให้การเก็บภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งนายวิสุทธิ์ชี้แจงว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เจาะจงเก็บภาษีเฉพาะผู้ค้าออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ เพราะจากตัวเลขของกลุ่มที่ใช้แรงงาน อายุ 30-39 ปี ที่มี 10.7 ล้านคน พบว่า

  • เป็นผู้มีเงินเดือนประจำ 8.2 ล้านคน ยื่นเสียภาษี 5.2 แสนราย
  • ไม่มีระบบเงินเดือน 2.5 ล้านคน ยื่นเสียภาษี 3.1 แสนคน
  • ขณะที่ส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษี มี 6.4 แสนราย และยื่นแบบเสียภาษีเพียง 4.2 แสนราย ทำให้สร้างภาระทางการคลัง

“ดังนั้นผมยืนยันว่าร่างกฎหมายนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้เงินสดของประชาชน อีกทั้งผลดีของร่างกฎหมายคือช่วยตรวจสอบ และป้องปรามกลุ่มธุรกิจสีเทาได้ด้วย” นายวิสุทธิ์กล่าว

ในระหว่างการประชุมมีการถกเถียงอภิปรายกันเพื่อให้แก้ในบางประเด็น ซึ่งก็ได้แก้ไปในบางส่วนแล้ว แต่ในที่สุดกฎหมายดังกล่าวก็ได้ลงมติในวาระที่ 3 ว่าเห็นสมควรประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 139 เสียง ไม่มีเสียงไม่เห็นด้วย และงดออกเสียง 7 เสียง ซึ่งจะเตรียมประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับให้จริงในช่วงปี 2562 ต่อไป

กรมสรรพากรผลักดันกฎหมายเรื่องภาษีต่อเนื่อง

Photo: rawpixel, Pixabay

ต้องยอมรับว่ากรมสรรพากรผลักดันกฎหมายและการเก็บภาษีเพิ่มเติมกับผู้ค้าขายผ่านทางออนไลน์ หรือ E-Commerce รวมถึง แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กรมสรรพากร และกระทรวงการคลัง ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. 3 ฉบับ ซึ่งเกี่ยวกับการเก็บภาษีจากผู้ค้าขายผ่านทางออนไลน์ทั้งสิ้น ได้แก่

  • ฉบับที่ 1 : พ.ร.บ. แก้ไขกฎหมายภาษี ให้สถาบันการเงินต้องรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะต่อกรมสรรพากร ตามที่เราได้รายงานไป ซึ่งผ่าน สนช. เรียบร้อยเตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
  • ฉบับที่ 2 : พ.ร.บ. แก้ไขกฎหมายภาษี ให้เก็บภาษีกับการส่งพัสดุสินค้าจากต่างประเทศที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาทด้วย (หลังจากก่อนหน้านี้มีการยกเว้นไม่เก็บภาษีกับพัสดุที่ราคาต่ำกว่า 1,500 บาท) โดยกฏหมายฉบับนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ออกมา
  • ฉบับที่ 3 : พ.ร.บ. แก้ไขกฎหมายภาษี เพื่อเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) ในต่างประเทศ โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการผ่านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไปในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาแล้ว

น่าจับตาอย่างยิ่งว่าหลังจากนี้ พ.ร.บ. แก้ไขกฎหมายภาษี ที่เกี่ยวข้องกับผู้ค้าขายออนไลน์จะมีความคืบหน้าเพิ่มเติมอย่างไร ต้องจับตากันให้ดี เพราะกรมสรรพากรรายงานว่าในประเทศไทยมีผู้ขายสินค้าออนไลน์มากถึง 500,000 ราย โดยมีผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้ามาดำเนินการในประเทศไทยมากถึง 350,000 รายอีกด้วย

อ้างอิงข้อมูลจาก เดลินิวส์ข่าวสด, Bangkok Post, โพสต์ทูเดย์ และ MThai

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รู้จัก CIC องค์กรที่สร้างระบบนิเวศ เพื่อเชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจและนวัตกรรมเข้าด้วยกัน

CIC หรือ Cambridge Innovation Center เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 โดยมีเป้าหมายหลักคือการสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมให้กับธุรกิจทุกระดับ ตั้งแต่สตาร์ทอัพ บริษัทที่กำลังเติบโต องค...

Responsive image

32 เครือข่ายร่วมกับ NIA อว. สร้าง 'Medical Innovation Hub' ลดพึ่งพาต่างชาติ ด้วยการสร้างและส่งออกนวัตกรรมการแพทย์เอง

NIA เปิดตัว 32 ภาคีเครือข่ายที่ร่วมยกระดับไทยจาก 'ผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้รับจ้างผลิต' สู่ 'ศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ (Medical Innovation Hub)' ที่สามารถออกแบบ พัฒนา และต่อยอด...

Responsive image

ททท. จับมือ Visa เปิดตัว Visa Destinations ดันไทยสู่จุดหมายระดับโลกที่เที่ยวง่าย จ่ายคล่อง

วีซ่าจับมือ ททท. ดันไทยเป็นตลาดแรกและประเทศเดียวในเอเชียแปซิฟิกที่ได้สถานะ Visa Destinations ระดับประเทศ ยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้าให้สะดวก ปลอดภัย และไร้รอยต่อ ครอบคลุม 8 เมืองหลั...