ถ้าอยากหาสปาดี ๆ ในเอเชีย ทุกคนนึกถึงไทย แต่ถ้าอยากหาคลินิกด้าน Longevity ที่มีงานวิจัยรองรับ ทุกคนนึกถึงสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งสองประเทศขาย ‘สุขภาพ’ แต่ราคาต่างกันสิบเท่า นั่นคือปัญหาของ wellness ไทยในตอนนี้

จากข้อมูลในงาน Beyond Relaxation การ NIA ผนึกกำลัง จุฬาฯ ร่วมพลิกโฉมอุตสาหกรรมเวลเนสไทยสู่ Precision Hospitality ชี้ว่าตลาด wellness โลกปีนี้มีมูลค่า จะโตถึง 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2572 ไทยอยู่ในตลาดนี้ด้วย อันดับ 9 ในเอเชียแปซิฟิก อันดับ 24 ของโลก มูลค่า 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเรามีของดี แต่ยังขายด้วยความรู้สึกมากเกินไป ในขณะที่ตลาดระดับสูงทั่วโลกเริ่มไม่ซื้อความรู้สึกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว เขาตัดสินใจซื้อด้วยผลลัพธ์ที่วัดได้ งานนี้จึงได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA, ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic, คุณกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาจากชีวาศรม International Health Resort และ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะกรรมการพิจารณางบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มาชี้ให้เห็นถึงโอกาสในตลาด Wellness ที่ไทยยังไปได้อีกไกล

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เปิดประเด็นตรงว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เศรษฐกิจสุขภาพและอายุยืน หรือ Health & Longevity Economy กลายเป็นหนึ่งใน New Growth Engine สำคัญของหลายประเทศ
ปัญหาที่ชัดเจนที่สุดของ wellness ไทยตอนนี้คือ เพดานราคา บริการจำนวนมากยังแข่งขันกันด้วยรูปแบบเดิม ทั้งห้อง บรรยากาศ และความรู้สึก โดยไม่สามารถเพิ่มมูลค่าได้เต็มศักยภาพ
ดร.ยศชนันเสนอภาพที่น่าสนใจ ถึงกรณีของลูกประคบสมุนไพรที่สปาไทยใช้กันอยู่ทั่วไป ถ้าวันหนึ่งมีงานวิจัยในวารสารระดับโลกอย่าง Nature ระบุว่าสมุนไพรชนิดนี้มีสรรพคุณด้านสุขภาพที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ และต้องปลูกในพื้นที่ของไทยเท่านั้น ราคาของบริการที่ใช้วัตถุดิบนั้นจะข้ามไปอีกระดับทันที
นั่นทำให้ทุกวันนี้คำว่า Relaxation กำลังเปลี่ยนความหมายไป ตอนนี้มันเชื่อมโยงกับกระแส Longevity หรือการดูแลสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ถ้าไทยยกระดับ wellness ให้ตอบโจทย์เทรนด์นี้ได้ จะไม่เพียงสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคบริการ แต่ยังดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกมหาศาล

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA ฉายภาพตลาดไว้ว่า จุดแข็งของไทยชัดเจนใน 3 ด้านหลักคือ Wellness Tourism ที่มีชื่อเสียงระดับโลก, Healthy Eating & Nutrition ที่ได้เปรียบจากวัตถุดิบและภูมิปัญญาไทย และ Personal Care & Beauty ที่มีฐานตลาดแข็งทั้งในและนอกประเทศ
แต่สิ่งที่ดร.กริชผกาเน้นคือ ของดีเหล่านี้ยังขาดอีกมิติหนึ่ง นั่นคือ "หลักฐานทางวิทยาศาสตร์" ที่เชื่อมสมุนไพรไทยหรือภูมิปัญญาพื้นบ้านเข้ากับตลาดโลกได้จริง ยกตัวอย่างเรื่องสมุนไพร GI หรือ Geographic Indication สมุนไพรที่พิสูจน์ได้ว่าต้องปลูกในพื้นที่นี้เท่านั้นถึงจะได้คุณภาพนั้น ไม่ใช่แค่ของดี แต่เป็นของที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ และ NIA พร้อมสนับสนุนงานวิจัยที่เดินไปในทิศทางนี้
NIA จึงทำงานในฐานะ Focal Conductor ผ่าน 4 กลยุทธ์หลักคือ

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าอุตสาหกรรม wellness ไทยมาถึงจุดเปลี่ยนแล้ว
ไทยได้รับการยอมรับระดับโลกในเรื่อง Hospitality และ Relaxation แต่การจะก้าวไปสู่ตลาด Medical & Longevity Wellness ที่มีมูลค่าสูงกว่าหลายเท่า ต้องการมากกว่าความรู้สึก ลูกค้ากลุ่ม High-Net-Worth ต้องการ Wellness ROI ต้องการเห็นว่าสิ่งที่จ่ายไปนั้น คืนทุนด้านสุขภาพได้จริงอย่างไร
ดร.วิเลิศชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่แท้จริงของผู้ประกอบการไทยคือ สินค้า เลียนแบบได้ แต่แบรนด์เลียนแบบไม่ได้ ถ้าธุรกิจ wellness ไทยทุกเจ้าขายสมุนไพรชนิดเดียวกัน ทำบริการคล้ายกัน แล้วลูกค้าจะเลือกเราทำไม คำตอบคืองานวิจัยและการสร้าง differentiation ที่ชัดเจน
จุฬาฯ จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นพันธมิตรด้านงานวิจัย ผ่านแนวคิดจากห้องทดลอง ถึงเตียงผู้ป่วย ถึงธุรกิจ (Bench to Bedside to Business) โดยรับสูตรสมุนไพรหรือโปรแกรมของผู้ประกอบการเข้ากระบวนการทดสอบเร่งด่วน ตั้งแต่การทดลองในห้องแล็บ ถึงการทดสอบทางคลินิก จนกลายเป็นข้อมูลที่อ้างอิงได้และนำไปใช้สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้จริง

คุณกรด โรจนเสถียร จากชีวาศรม ได้ฉายภาพให้เห็นถึง Paradigm Shift ครั้งใหญ่ของโลกที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันใน 3 มิติ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านทางความคิดของผู้คนอย่างสิ้นเชิง
สัญญาณเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สะท้อนให้เห็นชัดเจนในวิถีชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นกระแส Running Club ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนเราเห็นผู้คนออกมาวิ่งเต็มสวนสาธารณะในทุกเช้า ความนิยมในกิจกรรม Sound Healing ไปจนถึงการแข่งขันสุดท้าทายอย่าง Hyrox สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อพิสูจน์ว่า Wellness ไม่ใช่ความหรูหรา สำหรับคนเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกระแสหลักที่คนทั่วโลกตระหนักถึง
นอกจากนี้ คุณกรดยังได้ตั้งคำถามสำคัญชวนคิดว่า "ในสายตาของคนทั้งโลก ภาพจำของแต่ละประเทศคืออะไร?" ถ้าพูดถึงญี่ปุ่น ภาพที่ลอยมาคือความประณีตในศิลปวัฒนธรรม แล้วถ้าเป็นประเทศไทยล่ะ
คำตอบคือ เราโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในเรื่อง Hospitality การบริการ และอาหารการกิน ซึ่งนี่คือ ต้นทุนเดิมที่เราแข็งแกร่งมากอยู่แล้ว แต่โจทย์ใหญ่หลังจากนี้คือ เราจะต่อยอดต้นทุนเหล่านี้อย่างไร เพื่อยกระดับประเทศไทยให้กลายเป็น Wellness Destination ระดับโลกที่ตอบโจทย์กลุ่มตลาด High-Value ได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายนพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic ผู้คร่ำหวอดในวงการนี้มากว่า 20 ปี ชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงในปัจจุบัน คำถามแรกของพวกเขาคือ "ร่างกายของฉันกำลังแก่เร็วแค่ไหน และจะมีวิธีชะลอกระบวนการนี้ได้อย่างไร"
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลูกค้าระดับบนพร้อมควักเงินจ่ายในราคาแพง เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่การนวดสปาเพื่อความผ่อนคลายชั่วครั้งชั่วคราว แต่ต้องการโปรแกรมทางการแพทย์ที่สามารถวัดผลได้อย่างแม่นยำว่า หลังจบโปรแกรมนี้ ค่าการอักเสบในร่างกายลดลงไปกี่เปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ นพ.ตนุพล ยังเปิดเผยถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยคนไข้ในปัจจุบันมักจะตั้งคำถามทันทีว่าการรักษานั้นใช้ "เคมี หรือ ธรรมชาติ (Natural)?" หากเป็นยาเคมี พวกเขาจะกินเพียงระยะสั้นแล้วหยุด แต่ถ้าเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ พวกเขายินดีที่จะรับประทานในระยะยาว ส่งผลให้เทรนด์ของแพทย์แผนดั้งเดิม และสมุนไพรเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งนี่คือจุดแข็งที่ประเทศไทยมีอยู่เต็มมือ เพียงแต่รอการพิสูจน์และรับรองทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลเท่านั้น
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เน้นย้ำว่า งานสัมมนาครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจฐานคุณค่าอย่างยั่งยืน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ส่งสัญญาณ
ถึงวงการธุรกิจสุขภาพและนักลงทุนว่า อุตสาหกรรมเวลเนสของไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวทะยานสู่ยุคใหม่ ยุคที่นวัตกรรมและวิทยาศาสตร์จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการสร้างผลกำไรระดับสูงและความสำเร็จที่ยั่งยืนบนเวทีโลก
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด