สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ได้จัดประชุม เรื่อง Business Ready: ปรับบริการรัฐ เปลี่ยนธุรกิจให้ง่ายขึ้น ณ ห้องพญาไท 4 ชั้น 6 โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารสร้างการรับรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้าในการดำเนินการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจและการลงทุนของภาครัฐที่สอดคล้องกับแนวทางการประเมิน Business Ready (B-READY) ของธนาคารโลก รวมทั้งรับฟังความคิดเห็น ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะของภาคเอกชนสำหรับเป็นแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพงานบริการภาครัฐเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจ

นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. กล่าวบรรยายพิเศษในการประชุมเกี่ยวกับการยกระดับระบบบริการของภาครัฐ เพื่อตอบโจทย์การอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจและการลงทุนตามแนวทางการประเมินของธนาคารโลก ซึ่งขณะนี้ได้เปลี่ยนระบบการประเมินจาก Ease of Doing Business มาเป็น Business Ready (B-READY) ซึ่งมีตัวชี้วัดที่ครอบคลุมและทันสมัยมากขึ้น และได้นำแนวทางการประเมิน B-READY มาใช้ในการขับเคลื่อนบริการภาครัฐสู่การเป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยการนำ AI มาใช้เพื่อรองรับการให้บริการ การลดและปรับกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตให้สั้นลง และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นให้ประเทศไทยขยับขึ้นสู่มาตรฐานสากล

ดร. เสรี นนทสูติ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการขับเคลื่อนระบบราชการเพื่ออนาคต เปิดเผยว่าไทยกำลังเร่งเตรียมความพร้อมตามเกณฑ์ใหม่ของธนาคารโลก B-READY ซึ่งใช้วัดความพร้อมในการประกอบธุรกิจภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก แม้ความก้าวหน้าในภาพรวมของไทยจะอยู่ในระดับที่น่าพอใจและมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังมีบทเรียนและกรณีศึกษาจากต่างประเทศที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อเร่งรัดการปรับปรุงบริการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการบริการที่เชื่อมโยงกับภาคเอกชนและการลงทุนต่างประเทศ
นอกจากนี้ ในการประชุมนี้ มีผู้บริหารระดับสูงจาก 5 หน่วยงาน ร่วมนำเสนอความสำเร็จและความก้าวหน้าในการปรับปรุงงานบริการภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุน ดังนี้
1. อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์) กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามุ่งสู่ “DBD Go Digital” โดยผลักดันงานทะเบียนและบริการนิติบุคคลแบบดิจิทัลครบวงจร ผ่านระบบ “DBD Biz Regist” พร้อมพัฒนาและสนับสนุนการใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลักเป็นเลขทะเบียนเดียว (Unique Business Identifier: UBI) เพื่อเชื่อมข้อมูลกับการจด VAT และประกันสังคม นอกจากนี้ มีบริการ e-Foreign Business Fast-Track Licensing เร่งพิจารณาใบอนุญาตเหลือภายใน 30 วัน
2. อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม) กรมทรัพย์สินทางปัญญาพัฒนาระบบ IP Mart ตลาดซื้อขายทรัพย์สินทางปัญญา ระบบ IP Search ค้นหาข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา ระบบ e-Service ให้ผู้ถือสิทธิจัดการข้อมูลได้เอง และ e-Patent Agent ค้นหาตัวแทนสิทธิบัตร ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใส เข้าถึงง่าย และลดขั้นตอนการให้บริการ
3. อธิบดีกรมบัญชีกลาง (นางแพตริเซีย มงคลวนิช) กรมบัญชีกลางพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) โดยนำ Blockchain มาใช้ในกระบวนการยื่นหลักประกันการเสนอราคาเพื่อป้องกันการปลอมแปลงเอกสารและเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งสนับสนุน SME ผ่านการให้แต้มต่อด้านราคาในการเสนอราคา รวมถึงพัฒนาช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยการเชื่อมข้อมูลสัญญาภาครัฐกับสถาบันการเงินผ่าน PromptBIZ
4. ที่ปรึกษาปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมสรรพากร (นางสาวภิญญู กำเนิดหล่ม) กรมสรรพากรมุ่งสร้างระบบภาษีภายใต้แนวคิด “Tax Made Simple, Business Made Ready” ด้วยกลยุทธ์ SMILE RD โดยพัฒนาบริการดิจิทัลเชื่อมโยงไร้รอยต่อแบบ Digital End-to-End ตั้งแต่การเริ่มต้นจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จนถึงการยื่นแบบผ่าน D-My Tax และคืนภาษีผ่าน Promptpay ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการยื่นแบบและชำระภาษีอิเล็กทรอนิกส์สูงถึงกว่า 94%
5. รองอธิบดีกรมศุลกากร (นายนิติ วิทยาเต็ม) พัฒนาระบบ National Single Window (NSW) เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้าและประสิทธิภาพของพิธีการศุลกากร โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นเอกสารเพียงครั้งเดียว (Single Submission) ลดความซ้ำซ้อน ระยะเวลาและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ
ทั้งนี้ ธนาคารโลกจะประกาศคะแนนและอันดับของไทยในเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งตรงกับช่วงที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมธนาคารโลก โดยคาดว่าความร่วมมือทุกภาคส่วนจะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด