
มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเวียดนามแตะ 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา แต่รัฐบาลของทั้งสองประเทศมองตรงกันว่าตัวเลขนี้ยังไปได้ไกลกว่านั้นมาก ถึงขั้นตั้งเป้าดันให้ถึง 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐในระยะอันใกล้ และก้าวแรกของเป้าหมายนี้ก็เกิดขึ้นแล้วกลางกรุงฮานอย เมื่อนายกรัฐมนตรีไทยนำทัพนักธุรกิจชั้นนำไปนั่งโต๊ะเจรจากับฝั่งเวียดนามแบบตัวต่อตัว
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จัดงานประชุม Thailand – Vietnam Investment and Business Networking 2026 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และหัวหน้าหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทย ขณะที่ฝ่ายเวียดนามนำโดยประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (Vietnam Chamber of Commerce and Industry: VCCI) มีนักธุรกิจชั้นนำจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมกว่า 100 คน เป้าหมายคือเชื่อมโยงความร่วมมือใน 5 อุตสาหกรรมศักยภาพสูง ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม

คุณอนุทินกล่าวเปิดการประชุมโดยเน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ภายใต้กรอบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ซึ่งจะยกระดับความร่วมมือของสองประเทศในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพของภาคเอกชน
ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน ทั้งสองประเทศต่างมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนและต่อยอดซึ่งกันและกันได้ โดยคุณอนุทินยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพราะเชื่อในศักยภาพของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมั่นใจว่าความร่วมมือที่ใกล้ชิดขึ้นจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก

คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้ว่าหัวใจของความร่วมมือไทย-เวียดนามคือยุทธศาสตร์ Three Connects ที่ประกอบด้วยการเชื่อมโยง 3 ด้าน คือ ห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่นและภาคบริการ และยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว
ยุทธศาสตร์นี้สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกใน 3 เรื่องใหญ่ เรื่องแรกคือภูมิรัฐศาสตร์ที่ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งอาเซียนโดยเฉพาะไทยและเวียดนามถือเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน เรื่องที่สองคือการมุ่งสู่พลังงานสะอาด ซึ่งนักลงทุนไทยมีความเชี่ยวชาญและลงทุนในเวียดนามมายาวนาน จึงควรร่วมกันผลักดันการเชื่อมโยงพลังงานสะอาดทั่วทั้งภูมิภาค และเรื่องที่สามคือการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ที่ทั้งสองประเทศมีจุดแข็ง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มองว่าทั้งสองประเทศมีศักยภาพต่อยอดสู่การเป็น 'หุ้นส่วนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน' ท่ามกลางแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และกติกาการค้าใหม่ของโลก โดยควรใช้ประโยชน์จากเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) และจุดแข็งที่เกื้อหนุนกัน เพื่อสร้างฐานห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและปลอดภัยสำหรับนักลงทุน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่ช่วยได้ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็ก รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

ฝั่งเวียดนาม นายโห่ สี หู่ง ประธาน VCCI เล่าว่ารัฐบาลเวียดนามกำลังเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) เพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมองว่าไทยเป็นพันธมิตรที่โดดเด่น และมีโอกาสร่วมลงทุนระหว่างภาคเอกชนของสองประเทศในหลายอุตสาหกรรม ทั้งนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ยานยนต์ เกษตร อาหารและเครื่องดื่ม พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว
ไฮไลต์สำคัญของงานคือเวทีหารือรายอุตสาหกรรม (Sectoral Dialogue) ที่เปิดให้ผู้นำภาคธุรกิจของไทยและเวียดนามแลกเปลี่ยนมุมมองและโอกาสความร่วมมือใน 5 สาขาศักยภาพสูง
ฝั่งไทยส่งทัพบริษัทชั้นนำเข้าร่วม ทั้งศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล (TCP) บีซีพีจี กลุ่มเซ็นทรัล นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ นิคมอุตสาหกรรมอมตะ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ไทยเบฟเวอเรจ บีกริม ปูนซิเมนต์ไทย สยามพิวรรธน์ ธนาคาร EXIM ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย
ขณะที่ฝั่งเวียดนามก็จัดเต็มไม่แพ้กัน นำโดย Sun Group ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโครงการท่องเที่ยว Sovico Group กลุ่มธุรกิจการเงิน การบิน อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน โรงแรม และดิจิทัล Vietjet Air สายการบินเอกชนรายใหญ่ Solarvest Vietnam ผู้ให้บริการพลังงานสะอาดครบวงจร FPT Semiconductor ผู้ออกแบบวงจรรวมและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ CMC Global บริษัทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอันดับสองของเวียดนาม Menas Group ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ SHINEC Group ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และ Saigon Newport ผู้ดำเนินธุรกิจท่าเรือ โลจิสติกส์ และเขตอุตสาหกรรม

ข้อเสนอที่ออกมาจากโต๊ะหารือมีหลายเรื่องที่จับต้องได้จริง ฝั่งเวียดนามเสนอให้เพิ่มเส้นทางการบินและเที่ยวบินระหว่างกันเป็นฐานขยายโอกาสด้านอื่น พร้อมชวนออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวรูปแบบ '1 เส้นทาง 2 จุดหมาย' ที่ชูเอกลักษณ์ของทั้งสองประเทศ ขณะเดียวกันก็สนใจจับมือผู้ประกอบการไทยในธุรกิจอาหาร แฟรนไชส์ และค้าปลีก ส่วนด้านดิจิทัล เวียดนามมองไทยเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงความร่วมมือพัฒนาท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรมระหว่างเอกชนไทยกับรัฐวิสาหกิจเวียดนาม
ฝั่งไทยเองก็เชิญชวนเวียดนามร่วมลงทุนในธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม ค้าปลีก การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ ที่น่าสนใจคือข้อเสนอจากกลุ่มพลังงานที่มองไกลถึงการร่วมลงทุนในประเทศที่สาม โดยเฉพาะลาว ซึ่งมีทรัพยากรน้ำและลมเพียงพอสำหรับผลิตพลังงานหมุนเวียน เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้ผู้ประกอบการในเวียดนาม โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของบริษัทไทยเป็นตัวขับเคลื่อน
มุมมองทั้งหมดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการแปลงยุทธศาสตร์ Three Connects ระหว่างไทยและเวียดนามให้เป็นรูปธรรม และต้องจับตาต่อว่าดีลความร่วมมือที่เกิดขึ้นบนโต๊ะหารือครั้งนี้ จะออกดอกออกผลเป็นการลงทุนจริงได้เร็วแค่ไหน
ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ฉบับที่ 86/2569 วันที่ 10 มิถุนายน 2569
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด