
Trump สั่งแบน Anthropic จากระบบรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่บริษัท AI อเมริกันถูกตีตราเป็น "ภัยคุกคามห่วงโซ่อุปทาน"
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2026 ประธานาธิบดี Donald Trump ออกคำสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางทุกแห่งหยุดใช้เทคโนโลยีของ Anthropic ทันที ตามมาด้วยการที่รัฐมนตรีกลาโหม Pete Hegseth ประกาศให้บริษัทผู้สร้าง Claude เป็น "ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานต่อความมั่นคงแห่งชาติ" ซึ่งเป็นมาตรการที่ปกติสงวนไว้ใช้กับบริษัทจากประเทศคู่อริอย่าง Huawei ของจีน ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ เอง
ปมขัดแย้งมีรากจากการเจรจาที่ยืดเยื้อระหว่าง Anthropic กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เรื่องเงื่อนไขการใช้ Claude ในงานทางทหาร โดยกระทรวงกลาโหมต้องการให้บริษัท AI ทุกรายเปิดให้กองทัพใช้โมเดลได้ "เพื่อวัตถุประสงค์ที่ถูกกฎหมายทุกอย่าง" โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ
แต่ Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ยืนกรานไม่ยอมข้ามเส้นแดง 2 ข้อ ได้แก่
กระทรวงกลาโหมกำหนดเส้นตายให้ Anthropic ยอมรับเงื่อนไขภายใน 17:01 น. วันศุกร์ เมื่อ Anthropic ไม่ยินยอม บทลงโทษก็ตามมาทันที

Dario Amodei ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยย้ำว่า Anthropic เป็นบริษัท AI รายแรกที่นำโมเดลระดับแนวหน้าเข้าสู่ระบบลับของกองทัพสหรัฐฯ เป็นรายแรกในห้องปฏิบัติการแห่งชาติ และเคยปฏิเสธรายได้หลายร้อยล้านดอลลาร์จากการตัดลูกค้าที่เชื่อมโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน
พร้อมกันนั้น เขาชี้ให้เห็นความขัดแย้งในท่าทีของกระทรวงกลาโหมเองว่า
"ภัยคุกคามสองอย่างนี้ขัดแย้งกันโดยเนื้อแท้ อันหนึ่งบอกว่าเราเป็นภัยคุกคาม อีกอันบอกว่า Claude จำเป็นต่อความมั่นคงแห่งชาติ"
การถูกประกาศเป็นความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน มีนัยสำคัญที่ลึกกว่าการสูญเสียสัญญากับกระทรวงกลาโหมมาก
ที่น่ากังวลกว่านั้น คือผลต่อฐานลูกค้าเอกชน Anthropic เพิ่งประกาศว่า 8 ใน 10 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ใช้ Claude อยู่ โดยหลายแห่งในนั้นมีสัญญากับรัฐบาลหรือวางแผนจะมีในอนาคต Adam Connor จาก Center for American Progress ประเมินกับ CNN ว่า "ฐานลูกค้าส่วนใหญ่ของ Anthropic อาจหายไป"

ปฏิกิริยาจากฝั่งรัฐบาลนั้นรุนแรงและสับสนในเวลาเดียวกัน Pete Hegseth โพสต์โจมตี Anthropic ว่าแสดง "ความหยิ่งยโสและการทรยศ" ภายใต้วาทกรรมของกลุ่มความคิด Effective Altruism ขณะที่ Emil Michael รัฐมนตรีช่วยกลาโหมฝ่ายวิจัย กล่าวหา Amodei ว่า "โกหกและหลงคิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า"
แต่ Axios รายงานว่าในขณะที่ Hegseth กำลังโพสต์ประกาศนั้น Emil Michael กลับ กำลังอยู่ในสายโทรศัพท์เสนอข้อตกลงให้ Anthropic พอดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นความไม่ลงรอยกันภายในรัฐบาลอย่างชัดเจน
Sam Altman ซีอีโอ OpenAI ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Anthropic ออกมาสนับสนุนจุดยืนเดียวกันอย่างเปิดเผย โดยระบุในบันทึกถึงพนักงานว่า "เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาของ Anthropic อีกต่อไป แต่เป็นประเด็นของทั้งอุตสาหกรรม"
ไฮไลต์ที่น่าตั้งคำถามมากที่สุดคือ Fortune รายงานจากการประชุมพนักงานทั้งบริษัทของ OpenAI ว่า กระทรวงกลาโหม ยินดียอมรับเงื่อนไขที่แทบจะเหมือนกันทุกประการกับที่ Anthropic ถือ ทั้งห้ามอาวุธอัตโนมัติ ห้ามเฝ้าระวังพลเมืองแบบเหวี่ยงแห และห้ามตัดสินใจเรื่องสำคัญโดยไม่มีมนุษย์
เจ้าหน้าที่ OpenAI อธิบายในที่ประชุมว่าสาเหตุที่ Anthropic ถูกลงโทษนั้นไม่ใช่เรื่องหลักการ หากแต่เป็นเพราะ Amodei "ทำให้ผู้นำกระทรวงกลาโหมไม่พอใจ" รวมถึงการเผยแพร่บทความออนไลน์ที่กระทรวงไม่ชอบ ซึ่งทำให้เกิดคำถามกลางๆ ว่าปัญหาที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ "หลักการ" หรือ "ตัวบุคคล" กันแน่
ภายในวันเดียว จดหมายเปิดผนึก "เราจะไม่ยอมให้แบ่งแยก" บน notdivided.org รวบรวมลายเซ็นได้กว่า 450 รายชื่อ ราว 400 รายจาก Google และ 75 รายจาก OpenAI โดยจดหมายระบุว่า "กระทรวงกลาโหมพยายามแบ่งแยกบริษัทต่างๆ ด้วยความกลัว กลยุทธ์นี้ได้ผลก็ต่อเมื่อไม่มีใครรู้ว่าคนอื่นยืนอยู่ตรงไหน"
พนักงาน Google, Microsoft, Amazon และองค์กรแรงงานที่เป็นตัวแทนรวมกว่า 700,000 คน ต่างออกแถลงการณ์สนับสนุน ขณะที่ Ilya Sutskever ผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI โพสต์ว่า "คู่แข่งที่ดุเดือดต้องวางความขัดแย้งลงในเวลาที่สำคัญ"
ไทม์ไลน์ที่น่าสนใจคือ xAI ของ Elon Musk ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Anthropic และเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ที่สุดของ Trump ในการเลือกตั้งปี 2024 เพิ่งได้รับอนุมัติให้ใช้ในระบบลับของกระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นั่นคือเพียง 3 วัน ก่อน Anthropic จะถูกขึ้นบัญชีดำ
อย่างไรก็ตาม Wall Street Journal รายงานว่าเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานแสดงความกังวลว่า Grok (โมเดล AI ของ xAI) มี "ปัญหาด้านความปลอดภัย" และ "อ่อนไหวต่อการถูกชักจูงด้วยข้อมูลที่ผิดพลาด" ซึ่งสอดคล้องกับที่วุฒิสมาชิก Mark Warner ตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินการครั้งนี้ "อาจเป็นข้ออ้างเพื่อเบนสัญญาไปให้ผู้ให้บริการที่รัฐบาลชื่นชอบ"
ตัวเลขที่ทำให้เรื่องนี้หนักยิ่งขึ้น
Gregory Allen จาก CSIS เตือนว่า "ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานอาจทำให้ Anthropic ใช้ไม่ได้สำหรับส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจอเมริกัน"
Dean Ball อดีตที่ปรึกษาอาวุโสด้าน AI ของ Trump ซึ่งเคยช่วยร่างแผนปฏิบัติการด้าน AI ของทำเนียบขาว วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่านี่คือ "ความพยายามฆ่าบริษัท" และ "การยึดอำนาจที่เกือบแน่นอนว่าผิดกฎหมาย"
Ball ยังชี้ให้เห็นความย้อนแย้งที่ใหญ่ที่สุดของเรื่องนี้ว่า "ตอนนี้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ กลายเป็น ผู้กำกับดูแล AI ที่เข้มงวดที่สุดในโลก ทั้งหมดนี้มาจากรัฐบาลที่โปรโมทตัวเองว่าต่อต้านการกำกับดูแล AI"
เรื่องนี้ยังไม่จบ Anthropic ส่งสัญญาณว่าจะโต้แย้งคำตัดสินผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ขณะที่ Claude ยังคงเป็นโมเดล AI เดียวที่ทำงานอยู่ในระบบลับของกองทัพสหรัฐฯ ณ ขณะนี้ ซึ่งทำให้คำถามว่าจะเลิกใช้ได้จริงใน 6 เดือนหรือไม่ เป็นสิ่งที่กระทรวงกลาโหมเองก็ยังไม่มีคำตอบ
ที่มา: NBC News, Forbes, The Washington Post, The New York Times, The Hill, Fortune, USA Today, Anthropic, Financial Times, CNBC, Wired, CNN, BBC, Politico, Council on Foreign Relations (CFR)
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด