UK เตรียม ‘แบนโซเชียลมีเดีย’ อายุต่ำกว่า 16 ปี ต้องสแกนหน้าเพื่อเข้าใช้งาน TikTok และ Instagram

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักร กำลังจะประกาศมาตรการที่อาจกลายเป็นต้นแบบให้ทั้งยุโรปเดินตาม นั่นคือการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรายใหญ่อย่าง TikTok และ Instagram โดยบังคับใช้ผ่านระบบยืนยันอายุที่รัฐบาลเรียกว่า 'มีประสิทธิภาพสูง' ซึ่งรวมถึงการสแกนใบหน้าเพื่อประเมินอายุ ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังเสียงสนับสนุนจากพ่อแม่ผู้ปกครองท่วมท้นในการรับฟังความคิดเห็นระดับชาติ และทำให้สหราชอาณาจักรกลายเป็นชาติแรก ๆ ของโลกที่ผลักดันการกั้นอายุบนโลกออนไลน์อย่างจริงจัง

แผนนี้สร้างแบบจำลองมาจากมาตรการของออสเตรเลียที่เพิ่งบังคับใช้ไปเมื่อปลายปี 2025 แต่สหราชอาณาจักรวางเงื่อนไขการตรวจสอบที่เข้มงวดกว่า นอกจากการกั้นการเข้าถึงแพลตฟอร์มแล้ว ยังเล็งไปที่ฟีเจอร์ชวนเสพติด การถ่ายทอดสด รวมถึงช่องทางที่เปิดให้คนแปลกหน้าวัยผู้ใหญ่ติดต่อกับเด็กได้ และครอบคลุมไปถึงแชทบอต AI ที่มีเนื้อหาเชิงเพศหรือชวนผูกพันเชิงชู้สาว โดยมี Ofcom หน่วยงานกำกับดูแลการสื่อสารของสหราชอาณาจักร ทำหน้าที่คุมการบังคับใช้ ส่วนแนวคิดกำหนดเวลาห้ามใช้งานช่วงดึก สำหรับวัยรุ่นอายุ 16 ถึง 17 ปี ก็ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ก้าวแรกของโลกในการยืนยันอายุบนโลกดิจิทัล

หัวใจของมาตรการนี้คือการบังคับให้แพลตฟอร์มต้องใช้วิธียืนยันอายุที่รัดกุม เพื่อไม่ให้เด็กหลบเลี่ยงด้วยการใช้ Virtual Private Network (VPN) หรือสมัครบัญชีปลอม โดยวิธีที่วางไว้มีตั้งแต่การประเมินอายุจากใบหน้า บัตรประจำตัวดิจิทัล การตรวจสอบผ่านบัตรเครดิต ไปจนถึงการดึงข้อมูลจากระบบ Open Banking

บทเรียนจากออสเตรเลียชี้ให้เห็นความท้าทายของการบังคับใช้ให้แม่นยำได้ชัดเจน การทดลองพบว่าเทคโนโลยีสแกนใบหน้าสามารถประเมินอายุได้คลาดเคลื่อนในระดับ 1.5 ถึง 3 ปี ทำให้ยังต้องมีระบบสำรองอย่างการตรวจบัตรประจำตัวคอยรองรับอยู่ดี ฝั่งรัฐบาลสหราชอาณาจักรบอกว่ามาตรการเหล่านี้จะสอดคล้องกับกฎหมายเดิมที่คุมการเข้าถึงเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ แต่เสียงจากฝั่งอุตสาหกรรมกลับเตือนถึงภาระการปฏิบัติตามกฎที่หนักหน่วง จนบางรายถึงขั้นขู่ว่าอาจถอนตัวออกจากตลาด

ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและข้อสงสัยในการบังคับใช้

เสียงคัดค้านไม่ได้มาจากบริษัทเทคเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์กว่า 400 คน พร้อมด้วยองค์กรการกุศลด้านความปลอดภัยของเด็กหลายแห่ง ออกมาเตือนว่าการยืนยันอายุในวงกว้างอาจสร้างฐานข้อมูลที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว เสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูล และยังถูกหลบเลี่ยงได้ง่าย ซึ่งสุดท้ายอาจผลักเด็กไปสู่มุมมืดของอินเทอร์เน็ตที่ไร้การกำกับดูแลยิ่งกว่าเดิม ความกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะเมื่อเดือนตุลาคม 2025 เคยเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลที่ทำให้บัตรประจำตัวที่ออกโดยรัฐของผู้ใช้ Discord มากถึง 70,000 รายหลุดออกมา ผ่านผู้ให้บริการตรวจสอบตัวตนภายนอก

องค์กรอย่าง National Society for the Prevention of Cruelty to Children (NSPCC) และมูลนิธิ 5Rights มองว่าการแบนเป็นเครื่องมือที่หยาบเกินไป และไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ ซึ่งก็คือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัยตั้งแต่แรก คุณคริส เชอร์วูด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NSPCC ถึงกับบอกว่าสำหรับเด็กบางคน โซเชียลมีเดียคือ 'เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิต' และการตัดขาดแบบฉับพลันอาจไล่วัยรุ่นเข้าสู่มุมที่มืดและไร้การควบคุมยิ่งกว่าเดิม ขณะที่ฝั่งนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิเสรีภาพก็เตือนว่าอย่าทำให้การสแกนใบหน้ากลายเป็นเรื่องปกติ เพราะระบบเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้เพื่อการเซ็นเซอร์หรือสอดส่องประชาชน เกินเลยไปจากเจตนาปกป้องเด็กในตอนแรก

ช่องโหว่ของแชทบอต AI ที่กฎหมายตามไม่ทัน

ประเด็นที่ทำให้มาตรการรอบนี้ครอบคลุมไปถึงแชทบอต AI ด้วย มาจากกรณีที่กฎหมายเดิมตามไม่ทันเทคโนโลยี ก่อนหน้านี้ Grok แชทบอตของคุณอีลอน มัสก์ ถูกพบว่าสร้างภาพในเชิงเพศราว 3 ล้านภาพภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ ซึ่งในจำนวนนั้นมีราว 23,000 ภาพที่ดูเหมือนเป็นภาพเด็ก แต่ Ofcom กลับไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ เพราะกิจกรรมการสนทนาแบบตัวต่อตัวกับแชทบอตอยู่นอกขอบเขตของกฎหมาย Online Safety Act อำนาจใหม่ที่รัฐบาลกำลังจะออกจึงมีเป้าหมายอุดช่องโหว่ตรงนี้โดยเฉพาะ

จากการรับฟังความเห็นสู่การลงดาบ

นโยบายนี้เดินตามผลการรับฟังความคิดเห็นที่ได้รับการตอบกลับมากกว่า 116,000 ครั้ง ซึ่งถือเป็นการตอบรับครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การเสนอกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกันในปี 2012 โดยพ่อแม่ผู้ปกครองที่ร่วมแสดงความเห็นราว 9 ใน 10 หรือเกือบ 90% สนับสนุนให้มีการกำหนดอายุขั้นต่ำที่ 16 ปี

จุดที่ทำให้รัฐบาลขยับได้เร็วคือการอาศัยอำนาจจากกฎหมาย Children's Wellbeing and Schools Act 2026 ซึ่งผ่านความเห็นชอบเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้รัฐมนตรีออกข้อบังคับจำกัดอายุหรือจำกัดฟีเจอร์ได้เลย โดยไม่ต้องรอออกกฎหมายหลักฉบับใหม่ทุกครั้งที่เทคโนโลยีเปลี่ยน ทำให้ลงมือได้รวดเร็วกว่าเดิมมาก แม้รัฐบาลตั้งเป้าจะออกข้อบังคับให้ได้ภายในเดือนธันวาคม แต่ด้วยกระบวนการบังคับใช้ที่ต้องผ่าน Ofcom การบังคับใช้เต็มรูปแบบก็คงยังไม่เกิดขึ้นก่อนช่วงอีสเตอร์ปีหน้า และในระหว่างนี้แพลตฟอร์มรายใหญ่ก็กำลังล็อบบี้เพื่อขอข้อยกเว้นกันอย่างเข้มข้น

มาตรการของสหราชอาณาจักรถูกจับตาในฐานะหมุดหมายสำคัญ เพราะหลายประเทศกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งแคนาดาที่ต้องการทำตาม รวมถึงฝรั่งเศส สเปน และโปรตุเกสที่ตามมาติด ๆ ส่วนสหรัฐอเมริกาก็กำลังผลักดันกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ระดับสหพันธรัฐเช่นกัน หากสหราชอาณาจักรเดินหน้าสำเร็จ ก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นแม่แบบให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ในยุโรปต้องปรับตาม จนเกิดการกั้นอายุทั่วทั้งทวีปโดยปริยาย

ตอนนี้แผนดังกล่าวยังเป็นการเตรียมประกาศต่อรัฐสภา โดยรายละเอียดว่าจะครอบคลุมแพลตฟอร์มใดบ้างยังไม่ถูกยืนยันอย่างเป็นทางการ และเจ้าหน้าที่ระบุว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ต้องรอติดตามว่าเมื่อข้อบังคับจริงออกมาช่วงปลายปีนี้ หน้าตาของมันจะเข้มงวดแค่ไหน

ที่มา: Bloomberg, The Next Web, NBC News, Reuters, House of Commons Library

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เปิดตัว 'แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่' ไม่ต้องมีหรือผูกบัตรเครดิตก็จ่ายผ่านเครื่อง BlueTap และ EDC เตรียมขยายแตะเข้า MRT ได้ด้วย

ทรูมันนี่ประกาศยุทธศาสตร์ PaymentTech พร้อมเปิดตัว “แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่” ฟีเจอร์ชำระเงินแบบไร้สัมผัสผ่านแอปที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีหรือผูกบัตรเครดิต โดยเริ่มให้บริการผ่านอุปกรณ์ B...

Responsive image

ค้นพบ ‘เคมีต่างดาว’ จากอุกกาบาตที่ตกในนิวเจอร์ซีย์ นักวิทย์ชี้ สิ่งนี้อาจเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า “เรามาจากไหน”

วงการวิทยาศาสตร์สั่นสะเทือน! ทีมนักวิจัยพบ ‘เคมีต่างดาว’ และ ‘น้ำเกลือโบราณ’ ในอุกกาบาตสุดแรร์ที่พุ่งชนบ้านในนิวเจอร์ซีย์ กุญแจสำคัญที่อาจเฉลยจุดกำเนิดชีวิตบนโลก...

Responsive image

Huawei เปิดตัว Pura 90s Series พร้อม FreeClip 2 S และ MatePad Air สะท้อนอนาคตที่ AI อยู่ในทุกจังหวะการใช้งาน

Huawei เปิดตัว Pura 90s Series พร้อม FreeClip 2 S และ MatePad Air ในงาน Global Launch ชู AI ด้านการถ่ายภาพ การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการใช้งานในชีวิตประจำวัน...