ถอดรหัส 10 เทคโนโลยีพลิกโลกปี 2026 ของ WEF เมื่อพลังงาน ยา และทรัพยากร เลิกผูกกับภูมิศาสตร์

ทุกปี World Economic Forum (WEF) จะคัด ‘เทคโนโลยี 10 อย่างที่กำลังจะพลิกโลก' ออกมาเป็นรายงาน Top 10 Emerging Technologies และปีนี้คือฉบับที่ 14 แล้ว จุดที่ทำให้รายงานปี 2026 ซึ่งจัดทำร่วมกับ Frontiers สำนักพิมพ์วิชาการด้านวิทยาศาสตร์ น่าสนใจเป็นพิเศษคือรูปแบบร่วมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีทั้ง 10 อย่าง

เกณฑ์การคัดเลือกของ WEF ปีนี้เน้นเทคโนโลยีที่กำลังเดินทางมาถึง 'จุดเปลี่ยน' งานวิจัยในห้องแล็บกำลังถูกเปลี่ยนเป็นการใช้งานจริงในระดับใหญ่ ทุกตัวในลิสต์คาดว่าจะขยายสู่ตลาดและสังคมได้ภายใน 3 ถึง 5 ปี เทคโนโลยีเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบาย และภาคธุรกิจต้องเริ่มตัดสินใจตั้งแต่ตอนนี้

Techsauce สรุปเทคโนโลยีทั้ง 10 ตัวจากรายงาน พร้อมกลไกการทำงานและตัวอย่างจริงที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว

1. Everything-to-grid energy อาคารและรถยนต์กลายเป็นโรงไฟฟ้าย่อย

Everything-to-grid energy คือแนวคิดที่เปลี่ยนทุกอย่างรอบตัวให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นอาคาร รถยนต์ไฟฟ้า โรงงาน หรือดาต้าเซ็นเตอร์ จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงใช้ไฟ สิ่งเหล่านี้สามารถกลายเป็นจุดกักเก็บพลังงาน และจ่ายไฟกลับเข้าสู่ระบบได้เมื่อโครงข่ายต้องการ

ตัวอย่างปัญหาที่แนวคิดนี้เข้ามาแก้คือ ช่วงค่ำของฤดูร้อนหลังพระอาทิตย์ตก ที่เครื่องปรับอากาศยังทำงานเต็มกำลังพร้อมกัน ความต้องการใช้ไฟจึงพุ่งสูงจนโครงข่ายเสี่ยงรับไม่ไหว ทั้งที่ในความเป็นจริง ยังมีพลังงานสำรองกระจายอยู่ในรถ EV ที่จอดชาร์จอยู่ รวมถึงแบตเตอรี่ของอาคารพาณิชย์ เพียงแต่ระบบไฟฟ้าแบบเดิมยังไม่สามารถดึงพลังงานเหล่านี้กลับมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างจริงเกิดขึ้นที่ออสเตรเลีย ช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ครัวเรือนติดตั้งแบตเตอรี่ในบ้านเพิ่มกว่า 180,000 ชุด และโครงการระดับรัฐเริ่มจ่ายเงินให้ครัวเรือนที่ยอมเชื่อมแบตเตอรี่เข้ากับเครือข่ายซอฟต์แวร์ เพื่อช่วยพยุงโครงข่ายในช่วงพีค จุดเปลี่ยนเชิงเทคนิคที่ทำให้เป็นไปได้คือแบตเตอรี่เคมีรุ่นใหม่อย่างโซเดียม ที่หลุดจากการพึ่งโคบอลต์และนิกเกิลซึ่งกระจุกอยู่ไม่กี่ประเทศ ราคาถูกลงและชาร์จเร็วขึ้น

2. Direct lithium extraction สกัดลิเทียมจากน้ำเกลือในไม่กี่ชั่วโมง

Direct lithium extraction หรือ DLE คือเทคโนโลยีสกัดลิเทียมโดยตรงจากน้ำเกลือใต้ดิน โดยไม่ต้องพึ่งบ่อระเหยขนาดใหญ่เหมือนวิธีเดิม

ที่ผ่านมา การผลิตลิเทียมในพื้นที่ทะเลทรายอย่าง Atacama ของชิลี ต้องสูบน้ำเกลือที่มีลิเทียมขึ้นมาตากในบ่อระเหยขนาดมหึมา แล้วรอให้แสงแดดระเหยน้ำนานถึง 2 ปี วิธีนี้ใช้ทั้งพื้นที่และน้ำจำนวนมาก อีกทั้งยังทำได้เฉพาะบางพื้นที่ที่มีแดดจัดและน้ำเกลือเข้มข้นพอเท่านั้น

เทคโนโลยี DLE เปลี่ยนกระบวนการนี้ให้กลายเป็นระบบวิศวกรรมที่ดึงลิเทียมออกจากน้ำเกลือได้โดยตรงภายในไม่กี่ชั่วโมง จากนั้นจึงฉีดน้ำที่ผ่านกระบวนการแล้วกลับลงใต้ดิน วิธีเดิมมักดึงลิเทียมออกมาได้เพียงราวครึ่งหนึ่งของปริมาณที่มีอยู่ แต่วิธีใหม่นี้สามารถเพิ่มอัตราการสกัดได้เป็นประมาณ 80-95 เปอร์เซ็นต์

ที่อาร์เจนตินา โรงงาน Centenario-Ratones ของ Eramet กลายเป็นโรงงานระดับอุตสาหกรรมแห่งแรกที่ผลิตลิเทียมโดยไม่ใช้บ่อระเหยเลย ขณะที่โครงการ EnergySource Minerals ที่ Salton Sea ในแคลิฟอร์เนีย ได้รับเงินกู้จากรัฐบาลกลาง 1,400 ล้านดอลลาร์เมื่อต้นปี 2026 เพื่อขยายการผลิตสู่ระดับเชิงพาณิชย์

จุดสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือการทำให้แหล่งลิเทียมที่เคยใช้ประโยชน์ได้ยาก กลายเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับแบตเตอรี่ได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. Passive radiative cooling materials วัสดุที่ทำให้เย็นลงโดยไม่ใช้ไฟ

Passive radiative cooling materials คือวัสดุระบายความร้อนแบบไม่ใช้ไฟฟ้า ซึ่งน่าจะเหมาะกับพื้นที่ที่มีอากาศร้อนอย่างไทยมากที่สุด หลักการอาศัยช่องแคบ ๆ ในชั้นบรรยากาศที่ยอมให้รังสีอินฟราเรดบางช่วงคลื่นทะลุออกสู่อวกาศได้ วัสดุนี้ถูกออกแบบให้สะท้อนแสงแดดที่เข้ามาได้กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ พร้อมปล่อยความร้อนออกในช่วงคลื่นเดียวกันนั้น ทำให้พื้นผิวเย็นลงกว่าอากาศรอบข้างโดยไม่ต้องใช้ไฟ เคลือบลงบนสี กระเบื้องหลังคา หรือฟิล์มติดกระจกได้เลย

ในเขตอากาศร้อนแห้ง การประหยัดพลังงานอาจสูงถึง 42 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจีนนำเทคโนโลยีนี้เข้าไปอยู่ในมาตรฐานอาคารเขียวแห่งชาติแล้วผ่านนโยบาย Dual Carbon ส่วนทางฝั่ง Abu Dhabi ก็เริ่มกำหนดมาตรฐานผ่านระบบ Estidama เช่นกัน

4. PFAS destruction ทำลาย 'สารเคมีตลอดกาล' ที่เคยกำจัดไม่ได้

PFAS destruction คือเทคโนโลยีทำลาย PFAS หรือสารกลุ่มเพอร์ฟลูออโรอัลคิล ซึ่งเป็นสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้นให้ทนความร้อน ทนน้ำ และทนการสลายตัว จนถูกเรียกว่า ‘สารเคมีตลอดกาล’

คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ PFAS ถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์จำนวนมาก แต่ก็ทำให้มันตกค้างในสิ่งแวดล้อมได้นานผิดปกติ ปัจจุบันมีการตรวจพบ PFAS ตั้งแต่หิมะแถบอาร์กติก น้ำฝนในทุกทวีป ไปจนถึงเลือดของคนจำนวนมากที่ถูกตรวจ

ปัญหาคือ วิธีกรองแบบเดิมไม่ได้ทำลาย PFAS จริง ๆ แต่เพียงย้ายมันจากน้ำหรือดินไปอยู่ในตัวกรอง กากของเสีย หรือพื้นที่กำจัดอีกแห่งหนึ่ง เทคโนโลยีใหม่จึงมุ่งไปที่การทำลายพันธะคาร์บอน-ฟลูออรีน ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธะที่แข็งแกร่งที่สุดในเคมีอินทรีย์ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ PFAS สลายตัวยาก

ที่ Grand Rapids รัฐมิชิแกน มีโรงงานที่ทำลาย PFAS จากน้ำชะขยะอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2023 ขณะที่ Daikin Industries หนึ่งในผู้ผลิต PFAS รายใหญ่ กำลังทดสอบระบบบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรมของตัวเอง โดยบางระบบสามารถทำลาย PFAS ได้สูงถึง 99 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม จุดที่ยังต้องจับตาคือต้นทุน การส่ง PFAS ไปเผาทำลายยังมีค่าใช้จ่ายราว 1,000-5,000 ดอลลาร์ต่อตัน เทียบกับขยะเทศบาลทั่วไปที่อยู่ราว 50 ดอลลาร์ต่อตัน ทำให้โจทย์ต่อไปไม่ใช่แค่ทำลาย PFAS ให้ได้ แต่ต้องทำให้กระบวนการนี้ถูกพอสำหรับการใช้งานในวงกว้างด้วย

5. Precision fermentation ใช้จุลินทรีย์เป็นโรงงานจิ๋วผลิตอาหารและวัตถุดิบ

Precision fermentation คือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนจุลินทรีย์ให้กลายเป็น ‘โรงงานจิ๋ว’ สำหรับผลิตโมเลกุลเฉพาะทาง ตั้งแต่โปรตีน ไขมัน เอนไซม์ ไปจนถึงสารให้กลิ่นรส

แทนที่จะผลิตวัตถุดิบจากสัตว์หรือพืชโดยตรง นักวิทยาศาสตร์จะค้นหายีนที่ทำหน้าที่สร้างโมเลกุลเป้าหมาย เช่น โปรตีนบางชนิดในนมวัว แล้วใส่ยีนนั้นเข้าไปในยีสต์หรือแบคทีเรีย จากนั้นเลี้ยงจุลินทรีย์ในถังหมักด้วยอาหารพื้นฐานอย่างน้ำตาล เพื่อให้มันผลิตโมเลกุลที่ต้องการออกมาในปริมาณมาก

จุดสำคัญคือ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่ของเลียนแบบ แต่เป็นโมเลกุลชนิดเดียวกับที่สิ่งมีชีวิตต้นแบบสร้างขึ้น เพียงแต่ผลิตผ่านถังหมักแทนฟาร์ม

ตัวอย่างเช่น Perfect Day ที่ผลิตเวย์โปรตีนจากการหมักและจำหน่ายให้แบรนด์อาหารหลายเจ้าในสหรัฐฯ ขณะที่ Fonterra ผู้ส่งออกนมรายใหญ่ที่สุดของโลก ลงทุนใน Vivici บริษัทที่ผลิตโปรตีนหลักในเวย์ระดับอุตสาหกรรม โดยใช้น้ำน้อยกว่าการผลิตจากวัวถึง 87 เปอร์เซ็นต์

Precision fermentation อาจทำให้อุตสาหกรรมอาหารผลิตวัตถุดิบสำคัญได้โดยใช้ทรัพยากรน้อยลง ควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้น และลดการพึ่งพาระบบปศุสัตว์หรือเกษตรกรรมแบบเดิมในบางส่วน

6. Exosome drug delivery ใช้ 'พัสดุของร่างกาย' นำส่งยาเข้าถึงสมอง

Exosome drug delivery คือการใช้ Exosome นำส่งยา โดย Exosome คืออนุภาคห่อหุ้มด้วยเยื่อที่เซลล์ในร่างกายผลิตขึ้นเองเพื่อส่งโปรตีน RNA และคำสั่งพันธุกรรมระหว่างกัน เปรียบได้กับระบบไปรษณีย์ภายในร่างกาย 

ยาแม่นยำหลายตัวทำงานได้ดีในห้องแล็บ แต่พอเข้าสู่กระแสเลือดจริงกลับสลายตัวหรือถูกภูมิคุ้มกันทำลายก่อนถึงเป้าหมาย เพราะร่างกายมีกำแพงกั้นสิ่งแปลกปลอม Exosome มีลายเซ็นโมเลกุลที่ร่างกายจดจำว่าเป็นพวกเดียวกัน จึงรอดผ่านกระแสเลือด ข้ามกำแพงกั้นสมองกับเลือด และส่งยาเข้าเซลล์ได้แม่นกว่าตัวนำสังเคราะห์

ตั้งแต่ปี 2022 มีการทดลองทางคลินิกกว่า 200 รายการ ในการทดลองเฟส 1 กับผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนที่หมดทางเลือก Exosome ที่ดัดแปลงสามารถจู่โจมการกลายพันธุ์ที่ยาเดิมทุกตัวเอาชนะไม่ได้ 

และในปี 2025 มีการพิสูจน์ว่า Exosome พาเครื่องมือแก้ไขยีนข้ามเข้าสู่เซลล์ประสาทในสมองได้โดยไม่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ความร่วมมือมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์ระหว่าง Eli Lilly กับ Evox Therapeutics เป็นสัญญาณว่าอุตสาหกรรมเอาจริง

7. Personalized mRNA cancer vaccines วัคซีนมะเร็งที่ออกแบบเพื่อผู้ป่วยรายเดียว

Personalized mRNA cancer vaccines คือวัคซีนมะเร็งแบบเฉพาะบุคคล ทำงานต่างจากยาทั่วไปตรงที่ฝึกระบบภูมิคุ้มกันให้รู้จักมะเร็งของผู้ป่วยรายนั้น แทนการเข้าโจมตีมะเร็งโดยตรง 

ขั้นตอนคือแพทย์นำเซลล์เนื้องอกของผู้ป่วยมาถอดรหัสพันธุกรรม หาโปรตีนเฉพาะที่เรียกว่าแอนติเจนซึ่งทำเครื่องหมายว่าเซลล์นี้คือมะเร็ง แล้วสังเคราะห์วัคซีน mRNA (สารพันธุกรรมที่สั่งให้เซลล์สร้างโปรตีน) รอบ ๆ ข้อมูลนั้น เพื่อให้ภูมิคุ้มกันเตรียมพร้อมไว้หากมะเร็งกลับมา

ในการทดลองกับมะเร็งตับอ่อนซึ่งปกติอัตรารอด 5 ปีอยู่ที่ราว 13 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อวัคซีนมีอัตรารอดถึง 90 เปอร์เซ็นต์ตลอดการศึกษา 6 ปี 

ส่วนการทดลองกับมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาความเสี่ยงสูง การใช้วัคซีนร่วมกับยาภูมิคุ้มกัน pembrolizumab ลดความเสี่ยงการกลับมาของมะเร็งหรือการเสียชีวิตได้ 49 เปอร์เซ็นต์เทียบกับการใช้ยาภูมิคุ้มกันอย่างเดียว 

ในเดือนมีนาคม 2026 สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ ประกาศความร่วมมือรัฐ-เอกชนมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนการทดลองต่อ สัญญาณว่าวงการนี้ผ่านขั้นพิสูจน์แนวคิดไปแล้ว

8. Quantum simulation for drug discovery ใช้ควอนตัมจำลองโมเลกุลเร่งค้นหายา

Quantum simulation for drug discovery คือการใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมช่วยจำลองพฤติกรรมของโมเลกุล เพื่อเร่งกระบวนการค้นหาและออกแบบยา

โจทย์ของการค้นหายาคือ โมเลกุลในร่างกายไม่ได้อยู่นิ่ง โปรตีนหนึ่งตัวอาจมีอะตอมนับพันที่เคลื่อนไหวและทำปฏิกิริยากันตลอดเวลา ความสัมพันธ์เหล่านี้เป็นตัวกำหนดว่ายาจะจับกับเป้าหมายได้ดีแค่ไหน มีผลข้างเคียงหรือไม่ และควรปรับโครงสร้างโมเลกุลอย่างไร

คอมพิวเตอร์ทั่วไปจำลองสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการประมาณค่าและลดทอนความซับซ้อนลง ซึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะในระบบโมเลกุลที่ซับซ้อนมาก ขณะที่การจำลองด้วยควอนตัมใช้หลักฟิสิกส์เดียวกับที่อธิบายพฤติกรรมของอะตอมและอิเล็กตรอนโดยตรง จึงมีศักยภาพในการให้ภาพระดับโมเลกุลที่ละเอียดกว่าการคำนวณแบบเดิม

ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่อัตราความล้มเหลวของการพัฒนายา ยาที่เข้าสู่การทดลองทางคลินิกจำนวนมากไม่สามารถไปถึงขั้นอนุมัติใช้งานได้จริง ส่วนหนึ่งมาจากการที่แบบจำลองก่อนการทดลองยังทำนายพฤติกรรมของยาในร่างกายได้ไม่แม่นพอ หากควอนตัมช่วยจำลองปฏิกิริยาระดับโมเลกุลได้ดีขึ้น ก็อาจช่วยคัดกรองผู้สมัครยาได้เร็วขึ้น และลดความเสี่ยงก่อนเข้าสู่การทดลองราคาแพง

ในปี 2025 IBM และ Moderna ทำการจำลองการพับตัวของโปรตีนและ mRNA บนคอมพิวเตอร์ควอนตัมในสเกลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมี ขณะที่สตาร์ทอัพฝรั่งเศสอย่าง Pasqal และ Qubit Pharmaceuticals กำลังพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมแบบอะตอมเป็นกลางสำหรับงานค้นหายา 

โรคหรือเป้าหมายทางชีวภาพบางอย่าง ที่เคยถูกมองว่าออกแบบยาได้ยากเพราะโมเลกุลซับซ้อนเกินไป อาจกลับมาเป็นโจทย์ที่นักวิทยาศาสตร์ทดลองต่อได้อีกครั้ง เมื่อเครื่องมือคำนวณเริ่มมองเห็นรายละเอียดที่คอมพิวเตอร์แบบเดิมเข้าไม่ถึง

9. World models ปัญญาประดิษฐ์ที่เข้าใจโลกทางกายภาพ

World models คือปัญญาประดิษฐ์ประเภทใหม่ที่เข้าใจและทำงานในสามมิติได้ ความต่างจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เราคุ้นเคยคือ โมเดลภาษาเรียนรู้โลกจากคำบรรยายของมนุษย์ มันอธิบายแรงโน้มถ่วงได้คล่อง แต่ไม่เคยสัมผัสความจริงทางกายภาพ พอถามเรื่องสถานการณ์จริงที่ไม่คุ้นเคย ช่องโหว่จะโผล่ทันที (อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ World Model ได้ที่นี่)

World models ออกแบบให้เรียนรู้พฤติกรรมของโลกจากข้อมูลหลายช่องทางพร้อมกัน ทั้งวิดีโอ เซ็นเซอร์วัดความลึก แรงกด และการจับการเคลื่อนไหว แล้วบีบอัดเป็นความเข้าใจร่วม คล้ายวิธีที่ทารกเรียนรู้ว่าของตกลงพื้นจากการได้เห็นและสัมผัสจริง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Cosmos ของ NVIDIA ที่เปิดตัวปี 2025 ซึ่งฝึกด้วยข้อมูลโลกจริงกว่า 20 ล้านชั่วโมง ครอบคลุมหุ่นยนต์ สภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม และการขับขี่ 

หุ่นยนต์ที่ฝึกด้วย Cosmos รับมือสถานการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อนได้ เพราะใช้แบบจำลองภายในว่าสิ่งต่าง ๆ ควรเคลื่อนไหวอย่างไร ไม่ใช่การจดจำภาพ 

10. Lattice-based cryptography เกราะเข้ารหัสที่ทนคอมพิวเตอร์ควอนตัม

Lattice-based cryptography คือการเข้ารหัสแบบแลตทิซ หนึ่งในแนวทางสำคัญของการเข้ารหัสยุคหลังควอนตัม หรือ post-quantum cryptography ที่ออกแบบมาให้ปกป้องข้อมูลได้ทั้งจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปในวันนี้ และคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่อาจทรงพลังขึ้นในอนาคต

ภัยคุกคามที่เทคโนโลยีนี้รับมือมีชื่อเรียกว่า harvest-now-decrypt-later หรือการเก็บข้อมูลที่เข้ารหัสไว้ตั้งแต่วันนี้ แล้วรอวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมมีพลังพอจะถอดรหัสได้ ปัญหาคือการเข้ารหัสที่ใช้แพร่หลายในปัจจุบันหลายระบบตั้งอยู่บนโจทย์คณิตศาสตร์บางประเภท เช่น การแยกตัวประกอบจำนวนขนาดใหญ่ หรือการคำนวณลอการิทึมไม่ต่อเนื่อง ซึ่งคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่ในอนาคตอาจแก้ได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปมาก

Lattice-based cryptography เปลี่ยนฐานความปลอดภัยไปอยู่บนปัญหาเรขาคณิตหลายมิติ แทนที่จะซ่อนข้อมูลไว้หลังโจทย์คณิตศาสตร์แบบเดิม ระบบจะใช้โครงสร้างคล้ายตาข่ายในมิติสูง และจงใจใส่สัญญาณรบกวนเข้าไป ทำให้ผู้โจมตีแยกคำตอบที่ถูกต้องออกจากคำตอบที่ผิดได้ยากมาก แม้จะมีคอมพิวเตอร์ควอนตัมก็ตาม

ในปี 2024 สถาบัน NIST ของสหรัฐฯ ประกาศมาตรฐานการเข้ารหัสยุคหลังควอนตัมชุดแรก โดยอัลกอริทึมหลักหลายตัวมาจากแนวทางแบบแลตทิซ ทำให้อุตสาหกรรมมีแบบแปลนกลางสำหรับการเริ่มย้ายระบบเดิมไปสู่ระบบที่ทนควอนตัมมากขึ้น

แรงกดดันในการเปลี่ยนผ่านกำลังเพิ่มขึ้น สหภาพยุโรปกำหนดให้ปี 2026 เป็นจุดเริ่มต้นที่ระบบสาธารณะต้องขยับไปสู่ระบบ quantum-safe ขณะที่ SWIFT เครือข่ายรับส่งข้อความการเงินที่เชื่อมสถาบันกว่า 11,000 แห่งในกว่า 200 ประเทศ ก็เริ่มวางแผนเปลี่ยนผ่านเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องจับตาคือภาระการคำนวณ การเข้ารหัสแบบ post-quantum มักใช้คีย์ ลายเซ็น หรือกระบวนการคำนวณที่หนักขึ้นกว่าเดิม ทำให้อุปกรณ์ขนาดเล็กอย่าง wearable และเซ็นเซอร์ฝังตัวบางประเภทอาจยังรองรับได้ยาก

รูปแบบร่วมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังทั้ง 10 เทคโนโลยี

เมื่อวางทั้ง 10 เทคโนโลยีเรียงกัน จะเห็นการจัดระเบียบใหม่ของระบบเศรษฐกิจจริง ตั้งแต่พลังงาน วัตถุดิบ อาหาร การแพทย์ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ห้าเทคโนโลยีแรก ตั้งแต่ Everything-to-grid ถึง Precision fermentation ชี้ไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ การผลิตกำลังหลุดออกจากข้อจำกัดทางกายภาพแบบเดิม ไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องไหลจากโรงไฟฟ้าใหญ่เพียงทางเดียว ลิเทียมไม่จำเป็นต้องรอแดดกลางทะเลทราย อาหารและวัตถุดิบบางชนิดไม่จำเป็นต้องเริ่มจากฟาร์มหรือปศุสัตว์เสมอไป

ความได้เปรียบในการแข่งขันจึงเริ่มเปลี่ยนจากใครมีทรัพยากรอยู่ในมือ ไปสู่ใครจัดการระบบได้แม่นยำกว่า ใกล้ผู้ใช้กว่า และปรับตัวได้เร็วกว่า เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนภูมิศาสตร์ของการผลิตจากพื้นที่ที่มีทรัพยากร ไปสู่พื้นที่ที่มีความสามารถในการควบคุมกระบวนการ

กลุ่มการแพทย์ ตั้งแต่ Exosome ถึง Quantum simulation สะท้อนการเปลี่ยนผ่านอีกแบบหนึ่ง จากอุตสาหกรรมยาที่เคยยืนอยู่บนตรรกะของการผลิตยาตัวเดียวกันเป็นล้านโดส ไปสู่ระบบที่ออกแบบการรักษาจากชีววิทยาของผู้ป่วยแต่ละคนมากขึ้น 

วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลคือภาพที่ชัดที่สุด ผู้ป่วยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับยา แต่กลายเป็นต้นทางของข้อมูล ชิ้นเนื้อที่ตัดออกมากลายเป็นสเปกของยาที่ต้องผลิตกลับมาให้ทันภายในไม่กี่สัปดาห์

ส่วน World models และ Lattice-based cryptography คือชั้นฐานรากที่ทำให้ภาพทั้งหมดนี้เป็นไปได้ เทคโนโลยีหนึ่งช่วยให้เครื่องจักรเข้าใจและจำลองโลกทางกายภาพ อีกเทคโนโลยีช่วยปกป้องข้อมูลที่ไหลผ่านระบบเหล่านั้น ตั้งแต่พลังงาน โรงงาน ห่วงโซ่อุปทาน การแพทย์ ไปจนถึงการเงิน

ดังนั้น รูปแบบร่วมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังทั้ง 10 เทคโนโลยี คือการเคลื่อนจากโลกที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพยากร สถานที่ และขนาด ไปสู่โลกที่ขับเคลื่อนด้วยความแม่นยำ ข้อมูล และความสามารถในการจัดระบบใหม่

อ้างอิง : World Economic Forum — Top 10 Emerging Technologies of 2026

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

จีนยกเลิกหลักสูตรมหาลัยทิ้งกว่า 12,000 หลักสูตร แทนที่ด้วยวิชา AI, หุ่นยนต์กว่า 10,000 หลักสูตร

จีนรื้อระบบการศึกษาครั้งใหญ่! สั่งปิด 12,000 หลักสูตรทิ้งเพื่อปูพรมสร้างประชากรแห่งอนาคต...

Responsive image

โรงงานจีนลดเวลาวางแผนผลิต จาก 24 ชั่วโมงเหลือ 1 ชั่วโมง ถอดสูตรโรงงานจีน สเกลทั้งประเทศด้วย AI จาก World Economic Forum

ในโรงงานยางรถยนต์แห่งหนึ่งใน Gui'an New Area เขตอุตสาหกรรมทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เวลาที่ใช้วางแผนการผลิตรายสัปดาห์เคยกินเวลา 24 ชั่วโมง แต่หลังนำระบบพยากรณ์ความต้องการด้วย AI และ...

Responsive image

จีนประกาศวาระแห่งชาติ ชูธง Employment-First สร้างตำแหน่งงานใหม่ให้ประชาชน เป้าหมายคือ ลดการว่างงานยุค AI

เจาะลึกยุทธศาสตร์ Employment-First ของจีน พลิกวิกฤตคนว่างงานพุ่ง ด้วยการเปลี่ยนเทคโนโลยี AI ให้กลายเป็นผู้สร้างงานพร้อมดันเศรษฐกิจทางทะเลเป็นขุมทรัพย์ใหม่...