
เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.2 ต่อปีในช่วงปี 2564 ถึง 2567 หากไทยต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 รายได้ต่อหัวจะต้องเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.4 ต่อปีตลอดทศวรรษข้างหน้า
นี่คือส่วนหนึ่งของรายงาน Building Thailand's Future Today ซึ่งธนาคารโลกเปิดตัวในงาน Bangkok Business Summit 2026 รายงานเสนอว่าโมเดลที่เคยสร้างการเติบโตให้ไทยตลอด 35 ปีที่ผ่านมา เริ่มไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในโลกที่เทคโนโลยี AI การค้า ภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่ปี 2534 ไทยสร้างงานที่มีค่าจ้างหรือเงินเดือนได้เพิ่มขึ้นประมาณ 11 ล้านตำแหน่ง รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ความสำเร็จนี้เกิดจากการเปิดรับการค้าและการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการสร้างฐานอุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยว
ทว่าเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง การเติบโตลดจากเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปีในช่วงปี 2534 ถึง 2539 เหลือร้อยละ 3.6 ในช่วงปี 2553 ถึง 2562 ก่อนลดลงเหลือร้อยละ 2.2 หลังโควิด ขณะที่การสร้างงานในระบบแทบหยุดนิ่ง
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไทยไม่มีการลงทุนหรือไม่มีบริษัทชั้นนำ แต่อยู่ที่ผลิตภาพสูงยังกระจุกตัวในบริษัทขนาดใหญ่ โรงเรียนชั้นนำ และกรุงเทพฯ บริษัทไทยจำนวนมากยังอยู่ในกิจกรรมมูลค่าต่ำ การลงทุนจากต่างประเทศสร้างการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ธุรกิจในประเทศได้จำกัด และแรงงานจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงทักษะที่เศรษฐกิจใหม่ต้องการ
ธนาคารโลกเสนอให้ไทยขยับเศรษฐกิจสองด้านควบคู่กัน ด้านแรกคือการยกระดับจากการแข่งขันด้วยปริมาณ ขนาด และต้นทุน ไปสู่การแข่งขันด้วยทักษะ เทคโนโลยี ความรู้ และนวัตกรรม อีกด้านคือการสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจ เพื่อให้บริษัทใหม่เข้าสู่ตลาดและเติบโตได้ โรงเรียนส่วนใหญ่สร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ดีขึ้น และเมืองรองมีทรัพยากรพอจะพัฒนาเศรษฐกิจของตัวเอง
รายงานประเมินว่า หากไม่มีการปฏิรูปเพิ่มเติม ศักยภาพการเติบโตของไทยจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.9 ต่อปี แต่หากดำเนินมาตรการตามรายงานอย่างเต็มที่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ภาคธุรกิจ แรงงาน และเมือง อาจช่วยเพิ่มการเติบโตได้รวม 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ จนถึงเป้าหมายร้อยละ 5.4
ตัวเลขนี้เป็นภาพภายใต้สมมติฐานว่าการปฏิรูปเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง จึงสะท้อนขนาดของความเปลี่ยนแปลงที่ไทยต้องสร้าง มากกว่าจะเป็นคำพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตถึงระดับดังกล่าวโดยอัตโนมัติ

รายงานเลือกห้าอุตสาหกรรมจากความต้องการของตลาดโลก ความได้เปรียบที่ไทยมีอยู่ และความสามารถในการสร้างงานคุณภาพ
กลุ่มแรกคือ การผลิตขั้นสูง ซึ่งไทยสามารถต่อยอดจากรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจร และเครื่องใช้ไฟฟ้า ไปสู่งานออกแบบ วิศวกรรม การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนชิ้นส่วนสำหรับ AI และยานยนต์ไฟฟ้า
กลุ่มที่สองคือ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเชิงสุขภาพ โดยเปลี่ยนจากการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวไปสู่การเพิ่มมูลค่าต่อคน กระจายรายได้สู่พื้นที่อื่น และลดผลกระทบต่อธรรมชาติ
อีกสามกลุ่มคือ บริการดิจิทัล เกษตรและอาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งไทยมีต้นทุนเดิมทั้งระบบชำระเงินดิจิทัล ฐานการผลิตอาหาร ทุนทางวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมเนื้อหา โจทย์คือทำให้ธุรกิจเหล่านี้ขยายตลาด สร้างนวัตกรรม และจ้างงานทักษะสูงในระบบได้มากขึ้น
หนึ่งในประเด็นที่รายงานเตือนโดยตรงคือ กระแสลงทุนศูนย์ข้อมูลอาจเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ไทย แต่ไม่ได้ทำให้ไทยมีความสามารถด้าน AI เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ธุรกิจ Data Center ใช้พลังงานและน้ำสูง แต่สร้างงานโดยตรงไม่มาก ขณะที่สิทธิประโยชน์การลงทุนยังไม่ได้ผูกกับการวิจัย การพัฒนาคน และการสร้างเทคโนโลยีในประเทศอย่างเข้มข้น
รายงานจึงเสนอให้ไทยปรับสิทธิประโยชน์ โดยกำหนดเป้าหมายที่ตรวจสอบได้ทั้งการวิจัยและพัฒนาที่นำโดยคนไทย การตั้งกิจกรรมมูลค่าสูงในประเทศ และการสนับสนุนสตาร์ทอัพ AI ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ในไทย
ต่อให้เลือกอุตสาหกรรมถูก ไทยก็อาจไปไม่ถึงเป้าหมายหากระบบสนับสนุนยังเหมือนเดิม ปัจจุบันนักเรียนไทยอายุ 15 ปีที่มีผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำมีสัดส่วนร้อยละ 68 ในคณิตศาสตร์ ร้อยละ 65 ในการอ่าน และร้อยละ 53 ในวิทยาศาสตร์ รายงานจึงเสนอให้เริ่มแก้ตั้งแต่การศึกษาปฐมวัย พัฒนาครู ยกระดับอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัย รวมถึงสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิต
สังคมสูงวัยเป็นอีกแรงกดดัน ประชากรวัยทำงานของไทยคาดว่าจะลดลงจาก 51 ล้านคนในปี 2562 เหลือ 44 ล้านคนในปี 2583 อย่างไรก็ตาม การลดช่องว่างการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายลงครึ่งหนึ่ง อาจชดเชยแรงงานที่หายไปจากสังคมสูงวัยได้ถึงร้อยละ 81
ด้านเมือง ไทยต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจนอกกรุงเทพฯ เพราะการเติบโตที่กระจุกตัวกำลังเพิ่มต้นทุนทั้งการจราจร ค่าครองชีพ มลพิษ และความเสี่ยงจากน้ำท่วม รายงานเสนอให้เพิ่มอำนาจทางการคลังแก่เมืองรอง ลงทุนระบบรางและการบินระหว่างเมือง พร้อมปรับกรุงเทพฯ ให้กระชับ เดินทางสะดวก และรับมือสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น
ข้อเสนอทั้งหมดสะท้อนโจทย์เดียวกันคือ ไทยยังต้องการเงินลงทุน การส่งออก นักท่องเที่ยว และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่ผลลัพธ์ต้องวัดจากสิ่งที่เหลืออยู่ในประเทศด้วย ทั้งความรู้ บริษัทไทยที่เติบโต งานคุณภาพ และรายได้ที่กระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ
ไทยมีฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข และความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอยู่แล้ว การก้าวสู่ประเทศรายได้สูงจึงขึ้นอยู่กับว่า ไทยจะเปลี่ยนจุดแข็งเหล่านี้ให้กลายเป็นผลิตภาพที่กระจายกว้างได้เร็วเพียงใด
อ่านรายงานฉบับเต็มจาก World Bank ได้ที่นี่
อ้างอิง : เซสชันเปิดตัวรายงาน Building Thailand's Future Today ในงาน Bangkok Business Summit 2026 และรายงานของธนาคารโลก
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด